โฆษก ตร.เผย ต้นสังกัดสั่งเด้ง 3 ตำรวจ บก.ทท. ยศ ร.ต.อ. 1 นาย และ บก.จร.บช.น. ยศ ส.ต.อ. 2 นาย ไปประจำ ศปก. เซ่นคลิปโฉ่ นักท่องเที่ยวสาวชาวจีนโพสต์โชว์ในโลกออนไลน์ จ่าย 7 พันบาทเที่ยวเมืองไทยแบบวีไอพี มีตำรวจไทยมาบริการตั้งแต่ลงเครื่อง บก.จร.เรียกสอบด่วน 2 ชั้นประทวน พร้อมบิ๊กไบค์นำมาตรวจสอบพบเป็นรถ จยย.ส่วนบุคคลดัดแปลงติดไซเรน ด้าน รมต.ประจำสำนักนายกฯยืนยันไม่มีคนขับรถและหน้าห้องประสานให้ไปอำนวยความสะดวกแน่นอน ส่วนนิด้าโพลแจงผลสำรวจตำรวจที่ดีควรมีคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และหวาดกลัวอาชญากรรมทางออนไลน์มากกว่าคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ถึง 8 เท่าจากกรณี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. สั่งสอบสวนคลิปฉาวที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังนักท่องเที่ยวสาวชาวจีนรายหนึ่งโพสต์โชว์ในโลกออนไลน์จนกลายเป็นไวรัลว่า เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยแบบวีไอพี มีตำรวจไทยมาคอยอำนวยความสะดวกตั้งแต่ลงเครื่องบินช่วยลากกระเป๋าเดินทางให้ด้วย ใช้เวลาเพียง 5 นาที ก็ผ่านด่านตรวจ ตม. แถมได้นั่งรถตำรวจและมีรถ จยย.ขี่นำเปิดไซเรนพาไปส่งถึงโรงแรมที่พักย่านพัทยา จ.ชลบุรี ใช้เวลาเดินทางแค่ 1 ชม. สนนค่าใช้จ่ายในราคา 7,000 บาท ตรวจสอบเบื้องต้นพบข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องปรากฏอยู่ในคลิป 3 นาย ได้แก่ ร.ต.อ.สมพล ภิญโญสโมสร รอง สว.กก.3 บก.ทท.1 บช.ทท. (รับผิดชอบสนามบินสุวรรณภูมิ) ส.ต.อ.ธนกร นุกูลธนกิจ และ ส.ต.อ.ธนวัฒน์ สิมะขจรบุญ สังกัด บก.จร.บช.น. ต้นสังกัดมีคำสั่งเด้งพร้อมตั้งคณะกรรมการสอบเอาผิดวินัยความคืบหน้าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 22 ม.ค. พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเรื่องการใช้รถว่าได้รับอนุญาตหรือมีคำสั่งจากใครหรือไม่ และมีอำนาจหน้าที่แค่ไหนอย่างไร ต้องเรียกทุกคนที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลประกอบการพิจารณา คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงจะตรวจสอบใช้ระยะเวลาไม่นาน ส่วนประเด็นนำรถส่วนตัวมาใช้นั้นประเด็นนี้หากนำรถไปดัดแปลงเข้าข่ายมีความผิดอาญา อย่างไรก็ตาม ต้นสังกัดได้ออกคำสั่งให้มาปฏิบัติหน้าที่ ศปก.แล้วทั้ง 3 นาย กรณีนักท่องเที่ยวสามารถออกจากช่องทางตรวจคนเข้าเมืองได้อย่างรวดเร็วนั้น ตรวจสอบพบว่า นักท่องเที่ยว ได้ทำข้อมูล E-VISA มาตั้งแต่ต้นทาง ปกติจะใช้เวลา 3 นาที ประกอบช่วงเวลานั้นมีคนใช้บริการน้อยจึงออกมาได้อย่างรวดเร็ว เบื้องต้นยังไม่พบความเชื่อมโยงว่ามีความผิดกรณีดังกล่าวที่กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กทม. ตอนสายวันเดียวกัน มีรายงานว่า ผู้บังคับบัญชาได้เรียก ส.ต.อ.ธนกร นุกูลธนกิจ และ ส.ต.อ.ธนวัฒน์ สิมะขจรบุญ มาชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งนำรถบิ๊กไบค์ ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่น เอ็มที 09 เทรเซอร์ สีขาว ทะเบียน 1 ขภ 85 กรุงเทพมหานคร รถนำปรากฏอยู่ในคลิปวิดีโอขี่นำรถยนต์นักท่องเที่ยวสาวชาวจีนโดยสารมาตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่า ไม่มีตราสัญลักษณ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกองบังคับการตำรวจจราจร ป้ายทะเบียนเป็นป้ายรถ จยย.ส่วนบุคคลตกแต่งดัดแปลงติดสัญญาณไซเรน และไฟวับวาบไว้ที่รถ รวมทั้งมีถุงมือ ผ้าคลุมศีรษะสีดำวางอยู่ด้านหน้าคอนโซลด้าน พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา โฆษก บก.ทท. กล่าวชี้แจงว่า ไม่ได้ให้ข้อมูลสื่อมวลชนว่าตำรวจท่องเที่ยวที่อยู่ในคลิปให้การว่า ได้รับการประสานจากคนขับรถของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีให้ไปขับรถนำขบวน และอำนวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยว เพราะยังไม่ได้เรียกเข้ามาให้การอย่างเป็นทางการ เนื่องจากอยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า รถที่ใช้เป็นรถส่วนตัวไม่ใช่รถของทางราชการ ไม่ถือเป็นความผิดทางอาญาแต่มีความผิดทางวินัย เพราะเป็นความประพฤติไม่เหมาะสม เนื่องจากตำรวจท่องเที่ยวต้องดูแลอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวทุกคนในภาพรวม ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นพิเศษ และในวันดังกล่าวไม่มีคำสั่งจากหน่วยงานแต่อย่างใด จากพฤติกรรมทำให้เชื่อว่าเป็นการรับงานพิเศษ หากการสอบสวนพบว่ามีคนขับรถของรัฐมนตรีเกี่ยวข้องตามที่เป็นข่าวต้องเชิญตัวมาให้ข้อมูลเพื่อให้เกิดความชัดเจนด้าน นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคลิปตำรวจอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวชาวจีนและมีการกล่าวอ้างได้รับการประสานงานจากคนขับรถของรัฐมนตรีว่า ยืนยันว่าไม่ใช่ตนแน่นอน สอบถามคนขับรถรวมถึงหน้าห้องทุกคนแล้วยืนยันว่า ไม่มีใครไปดำเนินการแน่นอน หากยังมีข้อสงสัยพร้อมชี้แจงยินดีให้ความร่วมมือในการตรวจสอบอีกทั้งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปสั่งการให้ทำอะไรแบบนั้นและทำอะไรที่จะทำให้รัฐบาลต้องด่างพร้อย จากการสอบถามนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ยืนยันว่าไม่มีใครในทีมไปเกี่ยวข้องขณะเดียวกัน มีรายงานว่า นิด้าโพลเปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “ความเชื่อมั่น ต่อองค์กรตำรวจในสายตาของประชาชน” วันที่ 18-20 ม.ค. จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 1,310 หน่วยตัวอย่าง ถามถึงความรู้สึกหวาดกลัวต่อภัยอาชญากรรมของประชาชน พบว่า ร้อยละ 35.65 ระบุว่า ค่อนข้างหวาดกลัว ร้อยละ 33.51 หวาดกลัวมาก ประเภทคดีอาชญากรรมที่ประชาชนรู้สึกหวาดกลัวในสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่า ร้อยละ 40.46 ระบุว่า คดีอาชญากรรมออนไลน์ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การพนันออนไลน์ หลอกลวงขายของออนไลน์ รองลงมา ร้อยละ 24.66 คดียาเสพติด เช่น ซื้อ-ขาย เสพยาเสพติดหรือหลอนจากการเสพยา ร้อยละ 15.27 คดีฆาตกรรมหรือทำร้ายร่างกาย ร้อยละ 9.00 คดีฉ้อโกงประชาชน เช่น การหลอกลงทุน การเล่นแชร์ ร้อยละ 5.42 คดีความผิดเกี่ยวกับเพศ เช่น ข่มขืน อนาจาร และร้อยละ 5.19 คดีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ เช่น ลักทรัพย์ ปล้นทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ รีดเอาทรัพย์สำหรับความเชื่อมั่นต่อการนำเสนอข่าวหรือการแถลงข่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของตำรวจ พบว่า ร้อยละ 39.01 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น รองลงมาร้อยละ 26.72 เชื่อมั่นน้อย ร้อยละ 25.34 ค่อนข้างเชื่อมั่น เมื่อถามถึงการใช้บริการบนสถานีตำรวจของประชาชนในรอบ 1 ปี พบว่า ร้อยละ 80.23 ระบุว่า ไม่เคยใช้บริการ ร้อยละ 19.77 ระบุว่า เคยใช้บริการผู้ที่เคยใช้บริการ 259 หน่วยตัวอย่าง ร้อยละ 34.75 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 22.78 พอใจมาก ร้อยละ 22.01 ไม่ค่อยพอใจ และร้อยละ 20.46 ระบุว่า พอใจน้อยด้านสายงานของตำรวจที่ประชาชนชื่นชอบ พบว่า ร้อยละ 29.08 ชอบด้านการสืบสวนอาชญากรรม เช่น ฝ่ายสืบสวนนอกเครื่องแบบ เสาะหาพยานหลักฐาน จับกุมคนร้าย รองลงมา ร้อยละ 27.02 ด้านการจัดการจราจร ร้อยละ 22.06 ด้านการป้องกันและปราบปราม เช่น สายตรวจ ตำรวจชุมชนสัมพันธ์ ฝากบ้านไว้กับตำรวจ ร้อยละ 12.83 ไม่ชื่นชอบการปฏิบัติงานของตำรวจในสายงานใดเลย และร้อยละ 9.01 ด้านการสอบสวน เช่น รับแจ้งความ รับแจ้งเอกสาร อำนวยความเป็นธรรมในการดำเนินคดีเมื่อถามถึงลักษณะตำรวจที่ดีในมุมมองของประชาชน พบว่า ร้อยละ 37.18 ระบุว่า มีคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ รองลงมา ร้อยละ 25.73 ต้องทำงานรวดเร็ว เสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ ร้อยละ 17.86 การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สุภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใส ในการให้บริการประชาชน ร้อยละ 11.53 บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ร้อยละ 3.74 สามารถควบคุมอารมณ์ และการแก้ไขสถานการณ์ได้ดี ร้อยละ 2.05 มีความรู้ ความสามารถและทักษะในการปฏิบัติงาน และร้อยละ 1.91 มีบุคลิกภาพ มีความเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างที่ดี