นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานการณ์โควิด-19 ระยะที่ผ่านมามีผู้ป่วย ผู้มีอาการหนัก และผู้เสียชีวิตมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ไม่เกินความคาดหมายยังอยู่ในการควบคุมได้ มาตรการที่ผ่านมาเร่งฉีดวัคซีนเพื่อลดการป่วยหนักและเสียชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 โดยรอบ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นจากเดือน พ.ย.มากถึง 10 เท่า ยังคงเร่งรณรงค์การฉีดให้ได้อย่างน้อย 4 เข็ม ขณะนี้ยอดฉีดวัคซีนอยู่ที่ 153 ล้านโดส เป็นไปตามเป้าหมายนพ.โอภาสกล่าวด้วยว่า ขณะนี้ประเทศไทยเปิดประเทศมีชาวต่างชาติเข้าไทยแล้วเกินกว่า 10 ล้านคน จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสถานการณ์รุนแรงจนต้องเปลี่ยนนโยบายอะไร แต่ยังคงรณรงค์ฉีดวัคซีนกระตุ้น ส่วนเวชภัณฑ์ต่างๆ ก็ยังเพียงพอ การสวมหน้ากากอนามัยจะช่วยลดการติดเชื้อการแพร่ระบาดของโรคได้ อย่างไรก็ตาม สธ.จะติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง เชื่อว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ส่วนการจัดกิจกรรมปีใหม่ที่ประชาชนถามมามากยืนยันว่าจัดได้แต่ขอให้ระมัดระวังโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง 608“ที่ประชุมยังได้นำเสนอสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโปลิโอซึ่งไทยไม่พบผู้ป่วยมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ขณะนี้มีการแพร่ระบาดในหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศแถบตะวันออก กลาง เช่น ปากีสถาน อัฟกานิสถาน โมซัมบิก ขณะเดียวกัน พบผู้ป่วยโปลิโอวัคซีนกลายพันธุ์ใน 22 ประเทศ ที่ใกล้ไทยคืออินโดนีเซีย ซึ่งพบแล้ว 4 คน ที่ประชุมจึงเห็นชอบมาตรการเร่งรัดการฉีดวัคซีนในกลุ่มเป้าหมายให้ได้ครบถ้วน โรคนี้ติดต่อผ่านทางเดินอาหาร จึงเน้นย้ำเรื่องสุขอนามัย กิน อาหารสุก สะอาด และฉีดวัคซีน และตั้งคณะอนุ กรรมการระดับชาติขับเคลื่อนการกวาดล้างโปลิโอ หัด และหัดเยอรมัน และเห็นชอบยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมการขอเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนแบบอิเล็กทรอนิกส์ต่อไปอีก 1 ปี โดยจะสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.2566” ปลัด สธ.กล่าวด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายที่ต้องรับวัคซีนโปลิโอเป็นกลุ่มเด็กไทยที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี ส่วนเด็กต่างชาติอายุต่ำกว่า 15 ปีลงไป ที่ผ่านการรับวัคซีนโปลิโอในไทยส่วนใหญ่เกิน 90% แต่ช่วงที่มีการระบาดของโควิดทำให้มีบางพื้นที่มีการฉีดลดต่ำกว่า 90% เล็กน้อย โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ จึงต้องเร่งรัดให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ.