“ศิริราช” เจ๋ง ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์รักษาผิวกระจกตาสำเร็จครั้งแรกในไทย จากเดิมใช้วิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการ เตรียมถ่ายทอดวิธี “ศิริราชเทคนิค” ให้จักษุแพทย์ทั่วประเทศได้ใช้ในเดือน ส.ค.นี้ ด้าน “นายประกอบ” ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์รักษาผิวกระจกตา เผยเหมือนได้ชีวิตใหม่ที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล แถลงข่าวเรื่อง ศิริราชประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์รักษาผิวกระจกตาเป็นครั้งแรกของไทยว่า 12 ปีที่ผ่านมา ศิริราชได้พัฒนาวิธีการรักษาด้านจักษุวิทยาจนประสบความสำเร็จ จากงานวิจัยสู่การรักษาช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยทีมจักษุแพทย์ศิริราชได้ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาสำเร็จเป็นครั้งแรกของไทย ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อลิมบัส (CLET) ต่อมาปี 2551 พัฒนาการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเยื่อบุปาก (COMET) จากนั้นปี 2557 ถึงปัจจุบันใช้วิธีปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อลิมบัสโดยไม่อาศัยการเพาะเลี้ยง (SLET) มาใช้สำเร็จเป็นครั้งแรกและแห่งแรกของไทย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการรักษาด้าน พญ.งามแข เรืองวรเวทย์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา กล่าวว่า กระจกตาปกติของคนเรามีความใสและผิวเรียบทำให้เรามองเห็นได้ชัดเจน การที่กระจกตาคงความใสได้ปัจจัยหนึ่งคือสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตา ทำหน้าที่คอยสร้างเซลล์ผิวกระจกตาแทนเซลล์เก่าที่ตาย ซึ่งสเต็มเซลล์อยู่ที่ตำแหน่งรอยต่อของกระจกตาและเยื่อตาที่เรียกว่า “ลิมบัส” ภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่อง พบได้ในหลายโรค เช่น ตาที่ได้รับอันตรายรุนแรงจากสารเคมีเข้าตา กลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน การอักเสบ หรือการติดเชื้อที่กระจกตา เป็นต้น เมื่อสเต็มเซลล์บกพร่องทำให้เกิดแผลถลอกที่ผิวกระจกตาจนติดเชื้อ ทำให้ผู้ป่วยมีสายตามัวลง ภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่อง เป็นภาวะที่รักษายาก การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาตามวิธีมาตรฐานไม่สามารถรักษาได้ ดังนั้น ในผู้ป่วยที่สเต็มเซลล์บกพร่องมาก จำเป็นต้องปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาส่วน พญ.ภิญนิตา ตันธุวนิตย์ หัวหน้าสาขากระจกตา ภาควิชาจักษุวิทยา และหัวหน้าทีมปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาศิริราชทางคลินิก กล่าวถึงขั้นตอนการผ่าตัดปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาว่า ผู้ป่วยที่มีสเต็มเซลล์บกพร่องอย่างรุนแรงจำเป็นต้องรักษาโดยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตา ปัจจุบันแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 จากการเพาะเลี้ยงเซลล์เนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการ ทำได้ 2 วิธี คือ วิธีที่ 1 การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อลิมบัสบนเยื่อรกในห้องปฏิบัติการ 2 สัปดาห์ จึงนำมาปลูกถ่ายบนผิวกระจกตาของผู้ป่วย และวิธีที่ 2 คือเพาะเลี้ยงเยื่อบุปากของผู้ป่วย บนเยื่อรกในห้องปฏิบัติการ 2 สัปดาห์ แล้วนำมาปลูกถ่ายบนผิวกระจกตาของผู้ป่วย โดยไม่ต้องรับประทานยากดภูมิพญ.ภิญนิตากล่าวอีกว่า ส่วนกลุ่มที่ 2 การนำเนื้อเยื่อจากลิมบัสมาปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยโดยตรงไม่เพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องปฏิบัติการ เป็นวิธีล่าสุดที่นิยม วิธีนี้จะตัดเนื้อเยื่อที่มีสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาจากบริเวณลิมบัสยาว 2 มิลลิเมตร แล้วนำมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆวางบนกระจกตาผู้ป่วยที่มีเยื่อปกคลุมผิวกระจกตา จากนั้นจะปล่อยให้เซลล์เจริญเติบโตจนเต็มผิวกระจกตา ซึ่งหลักการคล้ายวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อลิมบัสในกลุ่มเพาะเลี้ยงเซลล์ แต่การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อลิมบัสไม่ต้องอาศัยการเพาะเลี้ยง พบว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลใช้วิธีนี้สำเร็จเป็นครั้งแรกในไทยเมื่อปี 2557 โดย รพ.ศิริราชได้รักษาผู้ป่วยภาวะสเต็มเซลล์เยื่อบุผิวกระจกตาบกพร่อง ทั้ง 3 วิธี และได้พัฒนาเทคนิคเฉพาะให้เหมาะสมกับผู้ป่วยไทยด้วยวิธี SLET เรียกว่า “ศิริราชเทคนิค” และหากมีผู้ป่วยที่มีภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่อง รพ.ศิริราชจะเลือกใช้วิธี SLET โดยใช้เซลล์ของผู้ป่วย หรือญาติสายตรงมาปลูกถ่าย แต่หากสภาวะของผู้ป่วยไม่เหมาะสมกับวิธี SLET จะพิจารณาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแทน นับเป็นนวัตกรรมที่สำคัญ รวมทั้งจะส่งเสริมการผ่าตัดวิธีนี้ให้แพร่หลายไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศที่ไม่มีห้องปฏิบัติการ ซึ่งศิริราชพร้อมถ่ายทอดและจะให้ความรู้จักษุแพทย์ทั่วประเทศในเดือน ส.ค.นี้ ส่วนระยะเวลาในการพักฟื้นคือ 1 เดือนด้านนายประกอบ ขจรฤทธิ์ ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์รักษาผิวกระจกตา กล่าวว่า ขอบคุณทีมแพทย์ที่ให้การรักษา และรู้สึกดีใจที่ได้กลับมามองเห็นอีกครั้ง จากที่ตาเคยมีปัญหามากว่า 20 ปี เหมือนได้ชีวิตใหม่ทั้งตัวเองและครอบครัว