การใช้ความรุนแรงแย่งชิงพื้นที่หากิน “ระหว่างคนกับช้างป่า” นับวันยิ่งมีแนวโน้มขยายตัวเลวร้ายมากขึ้น “ด้วยคนเพิ่มสูงขึ้นแต่ป่ากลับลดลง” เพราะบางส่วนถูกนำไปพัฒนาเปลี่ยนสภาพเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย และพื้นที่การเกษตรกรรมล้อมรอบเต็มทั่วไปหมด แน่นอนย่อมกระทบต่อ “ช้างป่าขาดแคลนอาหาร” พากันออกมาชายป่าหากินพืชผลการเกษตรของชาวบ้าน “ถูกทำร้ายบาดเจ็บ” กลายเป็นจดจำเมื่อเห็น “คน” มักเข้าทำร้ายเป็นวัฏจักรเกิดขึ้นถี่บ่อยขึ้นในช่วงนี้สังเกตจากความขัดแย้งคนกับช้างป่าในปี 2564 “เครือข่ายเสียงคนเสียงช้าง” เคยรวบรวมข้อมูลกรณี “ช้างและคนบาดเจ็บเสียชีวิตถึง 32 เหตุการณ์” แบ่งเป็นช้างล้ม 9 ตัว ทั้งถูกยิง ไฟช็อต รถชน รับสารพิษจากกินพืช ตกบ่อน้ำ ในส่วนคนเสียชีวิต 17 ราย และคนบาดเจ็บ 6 ราย ล้วนถูกช้างป่าทำร้ายแทบทั้งสิ้นเช่นเดียวกับปี 2565 เฉพาะเดือน ก.ย.นี้ เกิดเหตุน่าเศร้าสลด จนท.อุทยานแห่งชาติฯถูกช้างทำร้ายเสียชีวิต 2 คน ขณะปฏิบัติผลักดันช้างออกมา หากินพืชผลการเกษตรชาวบ้าน ในเขตอุทยานแห่งชาติป่าทับลาน และคลองเครือหวายเฉลิมพระเกียรติ รวมถึงพระสงฆ์ถูกช้างป่าทำร้ายมรณภาพ 1 รูป ในวัดสันติวนาราม จ.จันทบุรีสะท้อนให้เห็นว่า “ความขัดแย้งของคนกับช้างป่า” ขยายตัวเป็นความรุนแรงลุกลามสู่การสูญเสียของทั้งสองฝ่ายเพิ่มขึ้น สาเหตุนั้น รศ.น.สพ. ปานเทพ รัตนากร กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย บอกว่า ช้างป่าอาศัยตามธรรมชาติทั่วประเทศ 3,500-4,000 ตัว แล้วมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดเวลา “ช้างแต่ละโขลงออกนอกป่ามักมีลูกหลายช่วงวัยรวมอยู่ด้วย” อันเป็นตัวสะท้อนแสดงถึงว่า “ลูกช้างยังคงมีการเกิดใหม่อยู่เรื่อยๆ” ตอกย้ำด้วยป่าหลายแห่งก็ปรากฏพบ “จำนวนของลูกเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน” แต่อย่างไรก็ดีสิ่งนี้เป็นเพียงการประมาณการทางวิชาการไม่สามารถบอกตัวเลขแน่นอนได้ส่วนแหล่งอาศัยช้างป่าภาพรวมพบมากในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติบางแห่ง เช่น กลุ่มป่าตะวันตก ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ป่าภูเขียว-น้ำหนาว ป่าแก่งกระจาน และกลุ่มป่าตะวันออกถ้าหากพูดถึง “ป่าในประเทศไทย” ภาพรวมค่อนข้างมีความอุดมสมบูรณ์อยู่เยอะ “แต่ป่าที่เหมาะเป็นแหล่งอาศัยช้าง” มักเป็นพื้นที่ราบลุ่มทุ่งหญ้าใกล้แหล่งน้ำใช้บริโภคพักผ่อนคลายร้อนบางเวลา และต้องมีแหล่งดินโป่งเพื่อช้างจะได้กินแร่ธาตุในดินนั้น แล้วปัญหาคือ “ป่าลักษณะนี้” กำลังเหลืออยู่ไม่มากแถมมีแนวโน้มลดลงทุกวันต้องเข้าใจว่า “รัศมีเส้นทางเคลื่อนที่ช้างป่าค่อนข้างกว้างขวาง” เท่าที่ทราบช้าง 1 ตัว มีวงรอบรัศมีเส้นทางเดินออกหากิน 3-4 ตร.กม.ต่อวัน สามารถกินอาหารมากถึงประมาณร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว หรือวันละ 200 กก. ดื่มน้ำ 200-250 ลิตร/วัน ย่อยอาหารได้ร้อยละ 40 จากปริมาณที่กินไป และร้อยละ 60 ถูกขับถ่ายออกมาคืน เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้ “อาหารในป่าไม่พอต่อการดำรงชีวิตของช้าง” อันมีปัจจัยบวกจากการขยายตัวของผู้คนจนมาบุกรุกป่านำไปใช้ทำเป็นพื้นที่การเกษตร และแหล่งที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก “ส่งผลให้ผืนป่าแหล่งอาศัยของช้างลดลง” สุดท้ายช้างไม่มีที่อยู่อาศัยแถมแหล่งหากินก็ยังเหลือน้อยลงกว่าเดิมผลที่ตามมา “ช้างป่าออกมาหากินตามชายป่า” แล้วเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดการกระทบกระทั่ง “แย่งชิงพื้นที่หากินกันระหว่างคนกับช้าง” ยิ่งกว่านั้นป่าบางแห่งพื้นที่เหลือน้อยแต่ช้างกลับเพิ่มขึ้นจนล้นป่าออกมาไม่มีที่ไป “ถูกโอบล้อมด้วยแหล่งอาหารเกษตรกรรม” ทำให้ช้างบางตัวออกมาหากินบ่อยจนติดเป็นนิสัยเคยตัวก็มีสุดท้ายกลายเป็น “ติดเกาะไม่ไปไหน” เลือกหากินอยู่ละแวกพื้นที่เกษตรกรรม และชุมชนรอบป่าแทน ส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งพืชพรรณ ทรัพย์สินมีค่า จนเกิดเป็นประเด็นปัญหาความขัดแย้งกันขึ้นมาตลอดนี้ เหตุฉะนี้ “การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า” จำเป็นต้องใช้หลักการแบบผสมผสานหลากหลายวิธีคิด ด้วยการเข้าใจบริบทปัญหาของแต่ละพื้นที่อย่างลึกซึ้งถึงแก่นแท้เสียก่อน“เราต้องเริ่มสำรวจทำวิจัยจริงจังให้มีข้อมูลวิชาการว่าประเทศไทยควรมีช้างเท่าใดถึงเพียงพอสอดรับศักยภาพของพื้นที่ป่าสามารถรับได้ เพราะความขัดแย้งที่กำลังเกิดอยู่นั้นสาเหตุหนึ่งมาจากประชากรช้างป่าเพิ่มจำนวนมากเกินไป กลายเป็นปัญหาช้างล้นป่าออกมาหากินนอกป่าให้เห็นกันอยู่ทุกวันนี้” รศ.น.สพ.ปานเทพว่าจริงๆแล้ว “ความรุนแรงคนกับช้างเกิดขึ้นมาแต่อดีตเพียงแต่ยุคนั้นการคมนาคมเทคโนโลยีไม่ทันสมัย” ทำให้เหตุการณ์บางอย่างไม่ตกเป็นข่าวเหมือนทุกวันนี้ที่เกิดอะไรเพียงเล็กน้อยก็ถูกหยิบยกออกมาเผยแพร่สู่สาธารณชนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เหตุความรุนแรงของคนกับช้างป่า มักปรากฏให้เห็นเยอะแยะมากมายยิ่งกว่านั้นเขตพื้นที่สุ่มเสี่ยงเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างคนกับช้างก็เพิ่มมากขึ้นทุกวัน “อันเกิดจากคนขยายตัว–ป่าลดลง–จำนวนลูกช้างสูงเพิ่มขึ้น” กลายเป็นวงจรหมักหมมสะสมกันมานาน ดังนั้นการแก้ปัญหาจำเป็นต้องทำกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้แก้ปัญหาให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ตอกย้ำด้วย “การใช้อารมณ์ความรุนแรง หรือรู้สึกสงสัยช้างอย่างเดียว” ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้ลงได้แน่ๆ แต่เราควรต้องมีข้อมูลทางวิชาการตั้งแต่พื้นที่ใดควรมีหรือไม่มีช้างป่า ถ้าป่าใดมีช้างมากเกินไปต้องย้ายสู่พื้นที่ที่ไม่มีอย่างไรแบบไหน เรื่องนี้ต้องกลับมาคิดทบทวนยอมรับร่วมกันให้ได้เสียก่อน...?มิเช่นนั้นจะกลายเป็น “แก้ปัญหานี้หายไปก่อเกิดผลกระทบด้านอื่นแทน” เช่น อย่างหลายกรณีที่ดำเนินการกันอยู่ทุกวันนี้ “แต่กลับไม่ค่อยเกิด ผลสัมฤทธิ์คืบหน้ามาก” ดังนั้นควรต้องมีกระบวนการวางแผนพูดคุยให้เข้าใจกันทุกฝ่าย “เพื่อหาแนวทางอื่นแตกต่างจากอดีต” อันจะนำมาซึ่งการเกิดผลลัพธ์ที่ดีมากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ดังนั้น “ความขัดแย้งของคนกับช้างป่า” อย่ามองเจาะจงให้ความสำคัญจุดใดจุดหนึ่ง “ทุกพื้นที่มีโอกาสเกิดการปะทะได้เท่ากัน” เพราะป่าไม่ถูกบุกรุกเหลือน้อยลง “ช้างขาดแคลนอาหาร” ซ้ำมีถนนตัดป่าในการจัดการป่าเศรษฐกิจไม่เอื้อต่อสัตว์จนพื้นที่โล่งทุ่งหญ้าหมดไป “ช้าง” เลยออกมาหากินชายป่าใกล้ชุมชนเมืองแทนทว่าเมื่อเจอ “คน” ช่วงแรกๆอาจหลีกทางปล่อยให้กินบ้าง แต่พอนานไป “มีการทำลายทรัพย์สิน และพืชผลการเกษตรเสียหาย” เริ่มทนไม่ไหวก็เกิดการใช้ความรุนแรง จนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตตามมาอยู่เสมอ ถัดมาคือ “ข้อปฏิบัติกรณีเผชิญหน้ากับช้างป่า” เรื่องนี้ไม่อาจบอกลำดับการปฏิบัติเป็นทฤษฎีตายตัวได้ แต่อาจต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริงตรงนั้นว่า “ผู้เผชิญเหตุตั้งสติได้มากน้อยเพียงใด” ถ้าให้แนะนำโดยทั่วไป “หากเผชิญหน้ากันอย่าทำให้ช้างป่าแตกตื่นตกใจกว่าเดิม” เช่น การใช้เสียงไล่ หรือใช้ไฟส่องใส่ช้างสิ่งนี้มักเป็นการกระตุ้นให้ “ช้างป่าบางตัว” ที่เคยถูกคนกระทำมาก่อนเกิดความเกรี้ยวกราดหนักมากกว่าเดิมก็ได้ แล้วถัดมาคือ “หาทางหนีทีไล่หลบหลีกไปจุดปลอดภัย” แต่มิใช่ยืนสงบนิ่งสะกดช้างป่าแบบนี้ยิ่งจะส่งผลให้เกิดอันตราย มีโอกาสถูกช้างป่าทำร้ายได้ต่อมา “กรณีต้องเข้าไปจุดเสี่ยงแหล่งอาศัยช้าง” การศึกษาเส้นทางล่วงหน้าก็มีความจำเป็นเพื่อจะได้มีแผนลดโอกาสเสี่ยงให้น้อยลง ในส่วนพื้นที่ใดมีช้างป่าออกนอกป่ามาประจำ “การปกป้องควรเน้นทำแนวกั้นตามแหล่งชุมชน” เพราะใช้งบประมาณน้อยได้ประโยชน์ดีกว่า “การทำรั้วล้อม ทั้งป่า” ที่ต้องเสียงบฯมหาศาลก็ได้ แม้แต่แนวคิด “การคุมกำเนิดช้างป่า หรือการย้ายช้างป่า” ก็เป็นเรื่องจำเป็นต้องทำจริงจังกันแล้วหรือไม่ เพื่อให้ช้างอยู่ในพื้นที่ควบคุมไม่ให้มีจำนวนประชากรเกินศักยภาพในการรองรับได้ของแต่ละพื้นที่นั้นเรื่องนี้หลายปีก่อน “ถูกบรรจุในแผนแก้ปัญหาช้างป่าเป็นวาระแห่งชาติ” ระดมผู้เชี่ยวชาญจากทั่วประเทศ “จัดทำแผนแก้ปัญหาช้างอย่างยั่งยืน” แต่กลับไม่มีความคืบหน้าถูกนำมาใช้แก้ปัญหานี้ “ฉะนั้นเมื่อจัดทำแผนแล้วก็ควรถูกใช้ประโยชน์” อาจนำมาปัดฝุ่น หรือปรับปรุงแผนดำเนินงานสอดรับสถานการณ์ก็แล้วแต่ย้ำว่า “ตราบใดที่มนุษย์เพิ่มขึ้นแล้วป่าลดลงเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม” ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่ายังคงเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ จึงต้องวางแผนจัดการแก้ไขปัญหาเป็นระบบร่วมกันต่อไป.