“เมื่อวานเพิ่งโพสต์ว่า BJ.1 ที่อินเดียเป็นสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์เยอะที่สุด แซงแชมป์เก่าอย่าง BA.2.75 ไป วันนี้...มีรายงานจาก 5 ตัวอย่างที่สิงคโปร์พบลูกผสม BJ.1–BA.2.75 ซะงั้นแถมแบ่ง Spike กันคนละครึ่ง สร้างความหลากหลายกันแบบตั้งชื่อไวรัสกันไม่ทันละครับ”ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา สวทช. ให้ข้อมูลอีกว่า ไวรัส SARS-CoV-2 ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อปีก่อนที่มีไวรัสสายพันธุ์หลักเพียง 1-2 สายพันธุ์เท่านั้น วันนี้มีไวรัสที่มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆรายงานเพิ่มขึ้นแทบทุกวัน ยอมรับว่าผมเองก็จำไม่ได้แล้วว่าสายพันธุ์ไหนมีการเปลี่ยนแปลงที่ตำแหน่งใดถ้าถามว่าสายพันธุ์อะไรตอนนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากสายพันธุ์เริ่มต้น (Wuhan)มากที่สุด คำตอบคือสายพันธุ์ BJ.1 ซึ่งเป็น สายพันธุ์ที่พบในอินเดียและอาจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นอะไรที่ต้องจับตามองมากขึ้น ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนาข้อมูลเปรียบเทียบจำนวนของตำแหน่งที่เปลี่ยนไปเทียบกัน ตำแหน่งที่คนส่วนใหญ่จะสนใจเป็นพิเศษคือตำแหน่ง RBD (Receptor Binding Domain) เพราะเป็นส่วนที่ไวรัสใช้จับกับโปรตีนตัวรับเข้าสู่เซลล์เปลี่ยนไปเยอะเท่าไหร่...โอกาสที่จะได้ไวรัสหนีภูมิจะมากขึ้นเท่านั้นจะเห็นว่า “เดลตา” แตกต่างจาก “Wuhan” แค่ 2 ตำแหน่ง ตอนนั้น ถ้าจำได้เราก็คุยกันว่าเดลตาเริ่มหนีภูมิได้กันแล้ว พอโอมิครอนเข้ามาระบาด การหนีภูมิของเดลตาถูกลืมไปทันที...เพราะ BA.1 มีตำแหน่งที่ต่างจาก Wuhan มากถึง 16 ตำแหน่ง และหนีภูมิคนละระดับกับเดลตามากหลังจาก BA.1 ระบาด เราพบกับสายพันธุ์ BA.2, BA.5 ซึ่งจะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงจะไม่มากประมาณ 16-18 ตำแหน่งเทียบกับ Wuhan แต่แตกต่างจาก BA.1 เดิมพอสมควร คือประมาณ 7 และ 10 ตำแหน่งตามลำดับ ซึ่งอันนี้เป็นสาเหตุที่นักไวรัสหลายท่านเถียงว่า...การเรียก BA.2 และ BA.5 ว่าเป็น “โอมิครอน” เหมือน BA.1 เป็นสิ่งที่ผิด เพราะจริงๆ BA.2 และ BA.5 ควรจะเป็นไวรัสอื่นที่ไม่ใช่โอมิครอนไปนานแล้วไวรัสอีกสายพันธุ์หนึ่งที่บางคนเรียกว่าเป็น BA.Gen 2 แล้ว คือ BA.2.75.2 ซึ่งเป็นกลุ่ม BA.2 ที่แตกต่างจาก BA.2 มากถึง 10 ตำแหน่ง ถ้ารวมส่วนนอก RBD ด้วย และตัวที่เป็นแชมป์อยู่ตอนนี้คือ BJ.1 หรือบางคนเรียกว่า BA.2.10.1 มีความแตกต่างจาก Wuhan เดิมมากถึง 33 ตำแหน่ง โดยที่ 22 ตำแหน่งอยู่ในส่วน RBDซึ่งนับว่าสูงที่สุดในข้อมูลปัจจุบัน ข้อมูลจากอินเดีย BJ.1 หรือ BA.2.10.1 ดูเหมือนจะพบมากขึ้นเรื่อยๆ ไวรัสตอนนี้เปลี่ยนไปแบบไวกว่าเดิมมากว่ากันด้วยสายพันธุ์ไวรัส “โควิด–19” ที่มากมายกลายพันธุ์ นักวิจัยชาวญี่ปุ่น 2 ท่านได้ส่งงานเขียนเข้าตีพิมพ์เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จู่ๆไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนก็อุบัติขึ้นมาพร้อมกับการกลายพันธุ์แบบเยอะมาก อาจจะไม่ได้เกิดจากการที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา โดยปัจจุบันยังไม่ทราบว่าด้วยกลไกใดแต่อาจจะเป็นไวรัสที่ออกแบบสร้างมาจากไวรัสสายพันธุ์ก่อนหน้าโอมิครอน แล้วปรับการเปลี่ยนสไปก์ให้มีคุณสมบัติเป็นโอมิครอน ซึ่งแตกต่างจากสายพันธุ์รุ่นเก่าอย่างมีนัยสำคัญ นักวิจัย 2 ท่าน ดูการกลายพันธุ์ของไวรัสโอมิครอนโดยเฉพาะตำแหน่งสไปก์ พบว่ามีถึง 29 ตำแหน่งที่เป็น non-synonymous mutation คือส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโนตัวใหม่ และมีแค่ตำแหน่งเดียวที่เป็น synonymous คือเปลี่ยนเบสแต่กรดอะมิโนอ่านได้เป็นตัวเดิมซึ่ง...เขามองว่าเกิดขึ้นได้ยากมาก ทั้งคู่ได้คำนวณด้วยสูตรคณิตศาสตร์แบบเชิงลึก ที่เกินความสามารถที่ผมจะเข้าใจ แต่ได้ตัวเลขออกมาว่า... การเกิดปรากฏการณ์ของโอมิครอนได้ตามธรรมชาติจริงความน่าจะเป็นจะอยู่ที่ 0.0016 ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่ามันเกิดขึ้นได้ยากมากๆทีมวิจัยยังให้ความเห็นว่า ไวรัสที่มีการเปลี่ยนแปลงในผู้ป่วยที่ติดโควิดนานๆแล้วบ่มเพาะในผู้ป่วยรายนั้น สูงสุดที่เคยค้นพบคือ การเกิดการเปลี่ยนเบสแบบ non-synonymous แบบ 8 ตำแหน่ง ถ้าลงในสูตรที่คำนวณได้จะมีความน่าจะเป็นที่ 0.095 ซึ่งยังสูงกว่าโอกาสการเกิดโอมิครอนมาก แนวคิดนี้น่าสนใจถึงแม้ว่าจะไม่สามารถได้ข้อสรุปอะไรชัดเจนจากหลักฐานดังกล่าว ถ้ามองในมุมของนักไวรัสวิทยา ทางเทคนิคเห็นด้วยว่า...เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถสร้างไวรัสจากโควิดตัวเริ่มต้นให้เป็นแบบโอมิครอนได้จริงๆครับ ประเด็นคือ...ถ้าเป็นจริง “การอุบัติขึ้น” ของ “โอมิครอน” อาจจะเกิดจาก “ความตั้งใจ” หรือ “ไม่ตั้งใจ”...เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก การสรุปอะไรไปอาจส่งผลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้“การสื่อสารตามหลักฐานที่มีแบบไม่ใส่ความคิดเห็นเกินไปจึงสำคัญมากๆ”รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ เสริมว่า สถานการณ์ระบาดของไทย ข้อมูล Worldometer วันที่ 15 กันยายน 2565 พบว่าจำนวนเสียชีวิตเมื่อวานสูงเป็นอันดับ 14 ของโลก และอันดับ 7 ของเอเชีย แม้ สธ.ไทยจะปรับระบบรายงานตั้งแต่ 1 พ.ค.จนทำให้จำนวนที่รายงานนั้นลดลงไปมากก็ตาม รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์น่าสนใจว่า...“ผู้สูงอายุ” ที่ติดเชื้อโรคโควิด–19 จะเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์มากขึ้นWang L และทีมงาน จาก Case Western Reserve University School of Medicine ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำการศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มผู้สูงอายุที่ติดเชื้อโรคโควิด-19 จำนวน 410,748 คน กับกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ได้ติดเชื้อ จำนวน 5,834,534 คน โดยดูอัตราการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในช่วงเวลา 360 วันพบว่ากลุ่มผู้สูงอายุ (ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป) ที่ติดเชื้อจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคอัลไซเมอร์มากกว่ากลุ่มที่ไม่ติดเชื้อ 1.69 เท่า...ทั้งนี้ยิ่งอายุมากขึ้นความเสี่ยงยิ่งมากขึ้นและ “เพศหญิง” จะมีความเสี่ยงมากกว่า “เพศชาย”...โดยเพศหญิงที่ติดเชื้อจะเสี่ยงขึ้น 1.82 เท่า และเพศชายที่ติดเชื้อจะเสี่ยงขึ้น 1.5 เท่าตามลำดับ...ผลการศึกษานี้ชี้ให้เราเห็นความสำคัญในการป้องกันตัว ทั้งตัวผู้สูงอายุเอง รวมถึงสมาชิกในครอบครัว เน้นย้ำว่า...ปัจจัยกำหนดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อแพร่เชื้อในปัจจุบันนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการป้องกันตัวของเราแต่ละคน...“การใส่หน้ากากอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ ระมัดระวังพฤติกรรมเสี่ยง กิจกรรมเสี่ยงสถานที่เสี่ยง”คำว่า “ขออย่าได้กังวล” กับสายพันธุ์ไวรัสที่กลายพันธุ์นั้น หากพิจารณาบทเรียนตลอดสองปีที่ผ่านมา ทั้งสายพันธุ์ G, Alpha, Delta, Omicron BA.1 BA.2 BA.4 และ BA.5 นั้น โดยใช้สติปัญญา และความรู้เท่าทัน ย่อมทำให้เราทราบดีว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรดูกราฟจำนวนเสียชีวิตเฉลี่ยรอบสัปดาห์ต่อประชากรล้านคน รวมถึงอัตราการเสียชีวิตส่วนเกินที่เกิดขึ้น ก็จะทราบสถานการณ์ได้ว่าเป็นเช่นไรแม้จะมีการปรับระบบรายงานตัวเลขจนลดลงดังที่เราทราบกันดี...เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ ทำในสิ่งที่ควรทำเพราะสุดท้ายแล้วเวลาเกิดปัญหาขึ้นมา ผู้ที่ติดเชื้อ ป่วย เสียชีวิต หรือ...เกิดปัญหาระยะยาวอย่างลองโควิด (Long COVID) ขึ้นมา ก็ต้องเผชิญกับปัญหาและหาทางจัดการด้วยตนเองเป็นหลัก และไม่สามารถถามหาความรับผิดชอบจากใครอื่นได้...ไม่ติดเชื้อย่อมดีที่สุด.