สืบเนื่องจาก การสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 111 แห่งทั่วราชอาณาจักร ประจำปี 2565 ซึ่งเป็นการสัมมนาครั้งที่ 40 ที่โรงแรมนภาลัย จ.อุดรธานี โดย ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดและบรรยายพิเศษภายใต้หัวข้อ “ประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรลืม” ซึ่ง ทีมการศึกษา ตระหนักถึงเนื้อหา และสาระที่เป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาชาติ จึงขอบันทึกและนำบางช่วงตอนมาเผยแพร่ต่อสังคม เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ภูมิใจและนำไปปรับใช้แก้ปัญหาและทำให้เกิดประโยชน์ในปัจจุบันและอนาคตนายกรัฐมนตรีรุกนำประวัติศาสตร์กลับสู่วิชาหลัก“...วิชาประวัติศาสตร์ ความจริงไม่เชิงว่าจะสูญหายไปแต่เป็นผลมาจากการปรับปรุงหลักสูตร เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ก่อนที่ รัฐมนตรีตรีนุช เทียนทอง จะเข้ามาโดยนำเนื้อหาในวิชานี้ไปสอดแทรกไว้ในวิชาอื่น เพราะฉะนั้นแม้ชื่อ หน้าที่พลเมือง ศีลธรรม ประวัติศาสตร์ จะหายไป แต่เนื้อหามีอยู่ ซึ่งคนรุ่นเก่าหลายคนในประเทศไทย แม้กระทั่งท่าน นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีความรู้สึกตะขิดตะขวงใจว่า เอาชื่อวิชากลับมาไม่ได้หรือ ชูเชิดให้เด่น สำคัญขึ้น การที่จะไปสอดแทรกแอบแฝงเป็นอีแอบในวิชาอื่น จึงมีความรู้สึกไม่สบายใจและในที่สุดก็จะมองข้ามไป มันเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยา เพราะฉะนั้นผมยินดีและดีใจเป็นอย่างมาก ที่ทางมูลนิธิไทยรัฐได้ขอประสานกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เพิ่มวิชาประวัติศาสตร์ เข้าไปในวิชาหนึ่งในหลักสูตรของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ซึ่งก็สามารถทำได้ วันนี้ผมและ รัฐมนตรีตรีนุช กำลังทำเรื่องพื้นที่นวัตกรรมเพื่อการศึกษา หรือพื้นที่ทดลองจัดการศึกษา ซึ่งเราเลือกทำมาไม่กี่จังหวัด ซึ่งถ้าเป็นได้ก็ใคร่ฝากผู้ที่เกี่ยวข้องว่าอาจจะนำวิชาความรอบรู้เกี่ยวกับสื่อมวลชน วิชาหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม และประวัติศาสตร์ใส่ไว้ในหลักสูตรของโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมเพื่อการศึกษาด้วย ถ้าทำได้ก็จะเป็นการดี.....ประวัติศาสตร์คือหัวใจของศาสตร์ทุกแขนง...ประวัติศาสตร์นั้นเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะต้องเป็นเรื่องราวในอดีตที่มีหลักมีฐานชัดเจน แน่นอน ถ้าหลักฐานมีความขัดแย้งกัน เช่น หลักฐานของไทยว่าอย่างหนึ่ง หลักฐานของจีนว่าอย่างหนึ่ง ก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีการตรวจสอบหรือบอกให้ผู้เรียนได้รู้ว่า มันมีหลักฐานที่ขัดแย้งกันอยู่ และกรุณาใช้วิจารณญาณ อย่างนี้จึงจะเป็นองค์ความรู้และเป็นศาสตร์ ผมจำได้ว่าในฐานะที่เรียนวิชากฎหมาย หลังจากเรียนวิชาต่างๆ มาแล้วพอสมควร จนกระทั่งจะว่าความได้ ตัดสินคดีได้อยู่แล้ว ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่าพวกเธอยังจะออกไปเป็นนักกฎหมายที่ดีไม่ได้ ถ้าไม่ได้เรียนและไม่ได้รู้วิชาประวัติศาสตร์กฎหมาย บางคนเคยอุทธรณ์ร้องเรียนว่าผมมาเรียนกฎหมายเพื่อที่จะเป็นนักกฎหมายในปัจจุบันและอนาคต ทำไมถึงจะต้องไปรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อ 100-200-300 ปีก่อน ผมจำได้ว่ามีคนถามอย่างนี้ต่อคณบดี ในสมัยที่ผมเรียน ท่านศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ท่านก็ตอบว่า เพราะว่าขณะที่เธอคิดจะมองในอนาคต แต่ไม่รู้จักเหลียวหลังไปมองในสิ่งที่มีมาในอดีต วันหนึ่งเธอจะทำเรื่องในอนาคตพลาด เพราะสิ่งที่เธอนึกว่าเป็นเรื่องใหม่ และกำลังจะคิดทำในอนาคต แต่เป็นเรื่องที่คนเก่าเขาคิดทำกันมาแล้ว แล้วเขาล้มเหลว แต่ถ้าเธอได้เรียนรู้ในอดีต ก็จะได้รู้จักนำมาประยุกต์ดัดแปลงใช้กับปัจจุบันและอนาคตได้ แม้แต่คนเรียนวิทยาศาสตร์ แพทยศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ พาณิชยศาสตร์ หรือศาสตร์ใดก็ตาม เขาต้องสอนวิชาประวัติศาสตร์ว่าด้วยศาสตร์นั้นๆ เสมอ เพื่อให้รู้กำพืดและสาแหรก และความเป็นมาในอดีต พูดง่ายๆ ก็คือว่า ก่อนที่จะแลหน้ากรุณาเหลียวหลังเสียก่อนถึงจะเรียกว่า รอบรู้...ประวัติศาสตร์เปรียบเสมือนรากแก้วของชาติ.....มีผู้เปรียบไว้ดีนักว่าประเทศชาติ เปรียบเสมือนต้นไม้ ประวัติศาสตร์เปรียบเสมือนรากของต้นไม้นั้น ต้นไม้ที่มีรากยาว ยิ่งยาวเท่าใด ก็จะแสดงถึงความสมบูรณ์ ความแข็งแกร่งของต้นไม้นั้นฉันใด ประเทศชาติก็ฉันนั้นยิ่งประเทศชาติใด มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน มีการสืบสาวราวเรื่องความเป็นมาในอดีตยิ่งมากเท่าใด ยิ่งชัดเท่าใด ก็จะแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงแข็งแกร่งของประเทศนั้น มิฉะนั้นแล้วต้นไม้ก็จะเป็นต้นที่มีแต่รากฝอย ไม่มีรากแก้ว ไม่มีรากที่ยาว ซึ่งในที่สุดจะไม่มีอะไรยึดต้นไม้นั้นไว้ และต้นไม้นั้นก็จะล้มครืนลง เหมือนกับต้นไทร 2 ต้น ที่ล้มที่รัฐสภา เมื่อไม่กี่วันมานี้ ไปดูเถิดต้นที่ล้มนั้น เป็นต้นที่ไม่มีราก หรือรากสั้นเกินไป ไปขนย้ายจากที่อื่นมาปลูกแล้วก็นำไม้ไปค้ำไว้ เมื่อลมพัดมาแม้ไม่ต้องแรงมากก็ล้มครืนได้ เรื่องนี้เปรียบได้กับประเทศชาติ ซึ่งประเทศใดที่มีรากอันยาว มีวัฒนธรรมยาว มีประวัติศาสตร์ที่ยาว จะแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์แข็งแกรง มั่นคงของประเทศนั้นอย่างแน่นอนที่สุด... ชี้ 3 ประโยชน์ของประวัติศาสตร์.....ประวัติศาสตร์มีประโยชน์มากมายหลายสถาน ประการที่หนึ่งใช้คำภาษาอังกฤษว่า To Understand คือ ทำให้เรา เข้าอกเข้าใจ ซาบซึ้ง ตรึงใจ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต ประวัติศาสตร์ของประเทศทำให้เข้าใจในความเป็นมาของประเทศ และเมื่อเข้าใจแล้วจะคิดอะไรได้อีกหลายอย่าง เอาไปใช้ทำมาหากินก็ยังได้ ถ้านำประวัติศาสตร์มาใช้ให้เป็น ก็จะเป็นประโยชน์ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ทำให้เราได้รู้ว่าทำไมบางประเทศต้องสู้รบกันหรือทำไมคนประเทศหนึ่งจึงไม่ค่อยจะกินเส้นหรือถูกชะตากับคนอีกประเทศนัก ทั้งหมดเป็นเพราะมีความเป็นมาในอดีตทั้งนั้นประการที่สอง To Be Proud ทำให้เราเกิด ความภาคภูมิใจ ในประเทศของเรา จะมองเห็นอะไรๆ ได้ทะลุปรุโปร่ง ซุนวู นักปราชญ์จีนคนหนึ่ง เขียนเอาไว้ว่า คนที่รู้เขา รู้เรา รบ 100 ครั้ง ก็ชนะ 100 ครั้ง “รู้เขา” คือ รู้ประวัติศาสตร์ของเขา รู้ความเป็นมาของเขา “รู้เรา” คือ รู้ประวัติศาสตร์ของเรา รู้ความเป็นมาของเรา เมื่อต่างรู้ประวัติศาสตร์ทั้งของเขาและเรา และรู้จักนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ รบ 100 ครั้งก็ชนะ 100 ครั้ง คน ที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์ของเขา ไม่รู้ประวัติศาสตร์ของเรา เมื่อรบไปก็เหมือนกับคนตาบอดคลำช้าง แล้วรบไปส่งเดชอย่างนั้นเอง ถ้าชนะก็เป็นเพราะฟลุก ประวัติศาสตร์นั้นเหมือนล้อเกวียนที่หมุนไปแล้วจะวนกลับทับรอยตัวเอง ประการที่สาม To Apply ถ้ารู้ประวัติศาสตร์แล้วรู้จักนำมาใช้ให้เป็นก็จะเป็นประโยชน์ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ อาจจะเคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต ถ้าเรารู้ว่าในอดีตได้แก้ปัญหานั้นอย่างไร ก็อาจจะนำมาใช้แก้ปัญหาด้วยวิธีเดียวกัน หรือถ้าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปเราก็จะสามารถดัดแปลงได้...ประวัติศาสตร์แก้ปัญหาบ้านเมือง-การเมือง.....ผมจำได้ว่าช่วงที่ผมเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หน้าที่ประการหนึ่งคือ ต้องตอบคณะรัฐมนตรีแต่ละคณะที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน และผมโชคดีที่นั่งเป็นเลขาธิการให้กับคณะรัฐมนตรีเหล่านั้นผมจะถูกถามเสมอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า เรื่องอย่างนี้ที่เกิดขึ้นในสมัย นายกฯ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เขาทำกันยังไง เรื่องอย่างนี้สมัย นายกฯ ชวน หลีกภัยท่านเคยทำยังไง เรื่องอย่างนี้สมัยนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา ท่านแก้ด้วยวิธีใด แล้วก็เป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องตอบให้ทราบ บางครั้งถามย้อนไปถึงสมัยที่ผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำไป ซึ่งผมจะตอบว่าผมเกิดไม่ทันในสมัยนั้นก็ไม่ได้ แต่ก็พอจะมีความรู้ประวัติศาสตร์อยู่บ้าง จึงตอบไป เท่าที่ตอบได้ ก็เป็นประโยชน์แก่การบริหารราชการแผ่นดินพอสมควร...ครูสอนประวัติศาสตร์คือหัวใจสำคัญ.....น่าเสียดายที่การเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ แม้จะทำให้มีประโยชน์บังเกิด แต่เวลาที่ผ่านมาอาจจะไม่อำนวยประโยชน์ได้เต็มที่ สาเหตุประการที่หนึ่งมองกันว่า วิชาประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องอดีตที่ผ่านไปแล้ว จบแล้วและเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ และในอดีตครูที่สอนประวัติศาสตร์มักจะเป็นครูที่สอนวิชาอื่นไม่ได้แล้ว เพราะเพียงท่องจำก็พอ เพราะฉะนั้นจึงน่าเบื่อ คนเรานั้นสนใจเรื่องที่เป็นปัจจุบันและเรื่องที่เป็นอนาคตมากกว่าเรื่องที่เป็นอดีตอยู่แล้ว ถ้าหากว่าทำให้มันไม่น่าสนใจ อดีตก็จะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากพูดถึง เพราะบางครั้งขมขื่น บางครั้งเจ็บปวด บางครั้งไม่ได้ขมขื่นหรือเจ็บปวดแต่ไม่อยากจะไปพูด....ความไม่ประสบผลสำเร็จของการสอนวิชาประวัติศาสตร์อีกประการหนึ่ง นอกเหนือจากเราจะได้คนที่ไม่สนใจและไม่ถนัดวิชาประวัติศาสตร์มาสอนแล้ว คนที่สอนก็ดี คนที่เรียนก็ดี ไม่มีความพอใจ คือ ไม่มีฉันทะในวิชานี้เท่าที่ควร พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า หนทางนำไปสู่ความสำเร็จ หรืออิทธิบาทสี่นั้นจะต้องเริ่มด้วยฉันทะ คือความพอใจเสียก่อน แล้วตามด้วยวิริยะ คือ ความพากเพียร แล้วก็ตามด้วย จิตตะ คือความเอาใจใส่ และจบลงด้วย วิมังสา คือไตร่ตรอง ชั่งน้ำหนักว่าจะเลือกเชื่อข้อมูลอย่างไร หลักนี้เอามาใช้ได้ในการสอนวิชาประวัติศาสตร์ เสียดายที่อดีตเราไม่ได้ใช้หลักนี้เท่าที่ควร สมัยที่เราเป็นเด็ก คนที่เคยเรียนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ไทย คงจะจำได้ว่า ครูบาอาจารย์รุ่นของเรานั้น สอนในลักษณะให้ท่องจำและลงในรายละเอียดที่ลึกเกินไปจนเราไม่รู้ว่าจะเอารายละเอียดนั้นไปทำอะไร ทุกคนต้องลงมือท่องและจำ ถึงจะสอบได้ พอจบแล้ว ก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วได้ประโยชน์อะไร มีคนกล่าวว่า จุดอ่อนของการสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทยในอดีต คือ การสอน What อะไร When เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อใด Where เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ไหน แต่เราไม่ค่อยจะสอนให้รู้ว่า How มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงเกิดเหตุนี้ขึ้นและ Why แล้วทำไม มันถึงเกิด ตลอดจน So what เกิดแล้ว แล้วมีอะไรเกิดขึ้นตามมา...วิชาประวัติศาสตร์ บอกรากเหง้าคนไทย...ถ้าย้อนไปปี 2551 ปีที่กระทรวงศึกษาธิการเลิกวิชาประวัติศาสตร์ไทย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้มีพระราชกระแสรับสั่งเมื่อคราวเสด็จออกมหาสมาคม ณ เดือนสิงหาคมปีนั้น ว่า เสียดายที่เวลานี้เขาไม่สอนวิชาประวัติศาสตร์ไทยกันแล้ว ประวัติศาสตร์ไทยนั้นเป็นวิชาที่บอกให้รู้รากเหง้าของคนไทยว่ามาจากไหน และได้ผ่านพ้นมรสุมอย่างใดมาบ้าง ประวัติศาสตร์ไทยทำให้เรายืนยงอยู่ได้ทุกวันนี้ ถ้าข้าพเจ้า (สมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) เรียกร้องได้ก็อยากเรียกร้องให้วิชาประวัติศาสตร์ไทยกลับคืนมา นี่เป็นพระราชกระแสรับสั่งของพระองค์ท่าน แล้วเราไม่นึกสงสัยบ้างหรือว่าทำไม สมเด็จพระ กนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงสนพระทัยในวิชาประวัติศาสตร์ เหตุใดจึงทรงรับสอนเป็นพระอาจารย์ในโรงเรียนนายร้อย จปร. ในวิชาประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ไทยหรือประวัติศาสตร์สากล เหตุใดจึงทรงคิดว่านักเรียนต้องรู้วิชาประวัติศาสตร์ คำตอบก็คือ เพราะเป็นรากเหง้าของคน ของประเทศ เป็นวิชาที่บอกให้รู้ว่าเรามาจากไหน และคนในอดีตเขาทำอย่างไรเมื่อเกิดปัญหา แล้วเราก็จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตปัจจุบัน...แนะหลักรื้อฟื้นการสอนประวัติศาสตร์ไทย...ในการรื้อฟื้นการสอนประวัติศาสตร์ไทยครั้งใหม่ต่อไปนี้ กระทรวงศึกษาธิการ คงต้องเรียนรู้ประสบการณ์จากความไม่สำเร็จหรือความล้มเหลวของการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในอดีตแล้วปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมแก่ยุคสมัยในปัจจุบัน ยุคที่เราเรียกกันว่ายุคดิจิทัลหรือยุคโซเชียลมีเดีย หรือ ยุคโลกาภิวัตน์ ยุคซึ่งวันนี้เป็นยุคของพหุวัฒนธรรม เราจะมานั่งสอนประวัติศาสตร์เรื่อง ไทยรบพม่าและพม่ารบไทย อย่างเดียวไม่พอ เพราะถ้าทำอย่างนั้นจะนำไปสู่ความเกลียดชัง ระหว่างสองประเทศที่เป็นเพื่อนบ้านกัน เราจะต้องทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย การเข้าสู่อาเซียน ทำให้ทั้ง 10 ประเทศ เริ่มสนใจประวัติศาสตร์ของคนอื่นในกลุ่มประเทศเดียวกันมากขึ้น ถ้าท่านไปเวียดนาม ก็จะเห็นคนเวียดนามเรียนประวัติศาสตร์ไทย ถ้าไปอินโดนีเซียจะเห็นคนอินโดนีเซียเรียนประวัติศาสตร์ไทย เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ที่เรียนประวัติศาสตร์ไทยและภาษาไทย วรรณคดีไทย ประเทศไทยเป็นหนึ่งในอาเซียน จึงเป็นช่วงเวลาที่เราจะต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเวียดนาม ของอินโดนีเซีย ของลาว ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขา และนี่คือ การรู้เรารู้เขา เพื่อว่าต่อไปรบ 100 ครั้งก็จะชนะ 100 ครั้ง ขณะเดียวกันเราก็จะเกิดความรู้สึกสมัครสมานสามัคคีมีไมตรีกันมากขึ้น เพราะว่าประเทศทั้งหลาย ก็คือประเทศที่มีรากเหง้าใกล้เคียงกันทั้งนั้น ไม่ใช่มีรากเหง้าที่มีคนละราก สืบสาวราวเรื่องกันให้ดี มันมีบรรพบุรุษ บรรพชนที่ร่วมกัน มีความเกี่ยวดองข้องแว้งกันอยู่เป็นอันมาก...ประวัติศาสตร์ คือ พลัง “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”...เราอาจจะภาคภูมิใจที่กรุงเทพมหานครได้ขึ้นชื่อว่า เป็นเวนิสตะวันออก มีคลองอยู่มากมาย แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า ที่เกิดขึ้นนั้น เพราะฝีมือแรงงานต่างชาติคือ คนจีน เข้ามาขุด ขณะเดียวกันความเจริญหลายอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเป็นสิ่งที่เรารับมาจากต่างประเทศ แม้กระทั่งภาษา ประเพณี วัฒนธรรม และหลายอย่างของเรา ก็ไปแพร่ในต่างประเทศ ว่าไปแล้วโลกทั้งผองก็เป็นพี่น้องกัน สิ่งเหล่านี้ จะเกิดขึ้นและจะเป็นความรู้สึกได้ ก็ต่อเมื่อเราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ทั้งของเรา และนานาประเทศ คำพูดโบราณมีอยู่ว่าความพากเพียรนั้น ถ้าไม่หมั่นทำ ก็จะเกียจคร้าน อาหารถ้าไม่กินก็จะบูดเน่า เรื่องเก่านั้นถ้าไม่ช่วยกันเล่าช่วยกันเรียนก็จะลืม เพราะฉะนั้นประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ไม่ควรลืม ควรจดจำ ควรเรียน ควรรู้ แต่อย่าเอามาเป็นรอยด่างพร้อย หรือสะกิดใจให้เห็นปมด้อย น่าจะเอามาใช้ให้เป็นพลังเพื่อจะได้เดินก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน...”.