ปี 2564 ที่ผ่านมา นับปีที่หนักหนาสาหัสที่สุด สำหรับภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะไม่ใช่เพียงพฤติกรรมฉาวโฉ่ของตำรวจหลายหน่วยงานที่ผลัดกันทำความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทว่า...แม้แต่แนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ยังทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรเสียหายรุนแรงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!!!!!ด้วยตลอดปีที่ผ่านมา สถานการณ์การเมืองที่ขัดแย้งกันมานานได้ทวีรุนแรงขึ้น เกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มกิจกรรมการเมืองต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยมี “ตำรวจ” เข้าไปอยู่ตรงกลางของความขัดแย้ง ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่ ทั้งหน้าที่ตามกฎหมาย และทั้งได้รับการมอบหมายเป็นนโยบาย!!!!!ตลอดทั้งปีจะเห็นภาพการปะทะกันระหว่างกลุ่มกิจกรรมการเมืองกับ ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ ชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ถึงขั้นใช้ปืนกระสุนยาง หรือปืนยิงแก๊สน้ำตา ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยตำรวจได้ยืนยันตลอดว่า การยิงปืนกระสุนยางก็ดี การยิงปืนแก๊สน้ำตาก็ดี เป็นการปฏิบัติตามหลักสากล อย่างไรก็ตาม ภาพความรุนแรงเช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของตำรวจอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะสังคมทั่วไปคุ้นชินกับภาพตำรวจต่อสู้กับโจร ไม่ใช่ต่อกรกับคนธรรมดา จริงอยู่แม้การปะทะจะเกิดการบาดเจ็บทั้งฝ่ายที่กระทำการ และฝ่ายตำรวจ ทว่า ตำรวจดูเสียหายมากกว่าโดยเฉพาะภาพลักษณ์ขององค์กรขณะเดียวกัน พฤติกรรมฉาวโฉ่ต่างๆของตำรวจ ก็ยังเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนทั้งเรื่อง ผบก.รีดส่วยลูกน้อง-ตร.อุ้มรีดผู้ต้องหา-ผกก.เปิดโรงพักซ้อมผู้ต้องหาคดียาเสพติดหนักมือจนเสียชีวิต-นายอมเงินเบี้ยเลี้ยงโควิด-19 ลูกน้อง เป็นเรื่องราวที่ผิดกฎหมายชัดเจน รวมทั้งเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรม โดยเฉพาะคดีที่สั่นสะเทือนวงการตำรวจในรอบปี เห็นจะไม่พ้น คดีที่เกิดขึ้นบน สภ.เมืองนครสวรรค์ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล “ผกก.โจ้” อดีตผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ กับพวกรวม 7 คน ร่วมกันทําร้ายร่างกายนายจิระพงศ์ ธนะพัฒน์ ผู้ต้องหาคดียาเสพติดเพื่อเรียกรับเงิน 2 ล้านบาท จนเป็นเหตุให้นายจิระพงศ์เสียชีวิต แต่อ้างเหตุว่าผู้ต้องหาเสพยาเสพติดเกินขนาด คดีนี้ นับเป็นครั้งแรกที่สังคมได้เห็นภาพ” ตำรวจซ่อมผู้ต้องหา โดยใช้ถุงดำครอบหัว” ผ่านคลิปวิดีโอที่แชร์ ไปทั่ว......ทำให้ต่อมา ผกก.โจ้ ถูกดําเนินคดีในความผิด “ฐานเป็นเจ้าพนักงานรวมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด, ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทําการใด ไม่กระทําการใด หรือจํายอมต่อสิ่งใดโดยใช้กําลังประทุษร้าย และร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทําทารุณโหดร้าย อันเป็นการกระทำผิดวินัย” เรื่องนี้เกิดคำถามว่า คลิปวิดีโอที่ ผกก.โจ้ ซ้อมต้องหา เป็นฝีมือของบุคคลภายนอกและตำรวจด้วยกันเอง จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ทำให้แวดวงตำรวจเสียหายหนักไม่เท่านั้น ตำรวจยังสร้างเรื่องเสียหายให้กับตัวเองอีก ด้วยการรังแกกันเอง คดีแรก เป็นเรื่องราวตำรวจ ตชด.ร้องเรียนพฤติกรรมของ ผบก.เรียกประชุมบริหารประจำเดือนของ บก.ตชด.ภาค 4 เรียกเก็บ “ส่วย” จาก 16 ผบ.กองร้อยๆ 10,000–15,000 บาท และผกก.จาก 4 กก. จะต้องนำเงินมามอบให้ 30,000–50,000 บาทหากหน่วยใดไม่นำเงินมาให้ ไม่สนองนโยบายจะย้ายหรือหาเรื่องดุด่ากลั่นแกล้ง โดยอ้างสนิทสนมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และรองนายกรัฐมนตรี สุดท้ายบช.ตชด. มีคำสั่งให้ออกจากราชการ ด้วยผลการสืบสวนของจเรตำรวจมีการกระทำหวังผลประโยชน์จากผู้ใต้บังคับบัญชา ตามมาด้วยตำรวจชั้นผู้น้อยจังหวัดพัทลุงร้องเรียนว่าถูกผู้บังคับบัญชา “อมเงินเบี้ยเลี้ยง” สั่งให้นำเงินเบี้ยเลี้ยงโควิด-19 มาให้ฝ่ายการเงินจัดสรรใหม่.....นอกจากนั้น ยังมีเรื่องนอกลู่นอกทางของตำรวจอีกหลายเรื่อง เช่น กรณีโซเชียลแชร์เรื่องราวความเดือดร้อนประชาชนร้องเรียนกลุ่มตำรวจมีพฤติการณ์เข้าตรวจค้นบ้านกลุ่มนักพนันออนไลน์ และเรียกร้องเงินแลกกับการไม่ดำเนินคดี อ.แม่สาย จ.เชียงราย ส่วนอีกรายเป็นแม่ค้าออนไลน์ ร้องเรียนชุดปฏิบัติการ กก.สส.ภ.จ.สงขลา ค้นบ้านยึดเงินสดและนำตัวไปเซฟเฮาส์ เรียกรับเงิน 5 ล้าน เพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดี หรือ ข่าวมีการใช้เครื่องบินตำรวจขนเหล้าและเบียร์หนีภาษีบรรทุกขึ้นเครื่องบินตำรวจที่สนามบินหาดใหญ่ ระหว่างการบินสะสมชั่วโมง ซึ่งมีการร้องเรียนไปยัง ปปช.มาตั้งแต่ปี 2561 เรื่องอยู่ในการตรวจสอบของปปช. และทางจเรตำรวจ.........ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด แนวทางแก้ของเรื่องนี้ คงต้องแยกเป็นในปัญหาตำรวจทุจริตก่อน โดยเรื่องนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ที่มีนโยบาย “นิ้วไหนเป็นเนื้อร้ายก็ต้องตัดทิ้ง และต้องตัดทิ้งอย่างรวดเร็ว” เพื่อไม่ให้เป็นแผลลุกลาม ได้สั่งให้ พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบ สืบสวนเชิงลึก ใช้มาตรการปกครองเข้าดำเนินการเด็ดขาด ไม่มีการละเว้น สำหรับภาพลักษณ์จากประชาชนทั่วไป จรตำรวจแห่งชาติให้ความเห็นว่า “ตำรวจอยู่ในการจับจ้องของประชาชนตลอดเวลา พฤติกรรม ภาพลักษณ์และวิธีการปฏิบัติของตำรวจทุกเรื่องเผยแพร่สู่สาธารณะทั่วโลกได้เพียงเสี้ยววินาที กระแสเรียกร้องความเป็นธรรมจากองค์กรอื่นๆ ภายนอก กลายเป็นความกดดันที่ย้อนกลับมาทำลายขวัญกำลังใจตำรวจที่ตั้งใจทำดี มีความเสียสละ ทำให้ภาพรวมเสียหาย”ปีนี้ ตำรวจต้องต่อสู้กับพฤติกรรม “ตำรวจนอกแถว” กับความเกลียดชังตำรวจ. ทีมข่าวอาชญากรรม