ตรวจภูมิคุ้มกันวัคซีน ค่าชี้วัดป้องกันโควิด?

ข่าว

    ตรวจภูมิคุ้มกันวัคซีน ค่าชี้วัดป้องกันโควิด?

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      6 ส.ค. 2564 05:08 น.

      สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ยังไม่เป็นที่น่าวางใจ “คนไทย” ต่างทยอยเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด–19 ต่อเนื่อง แต่ก็มี “คนจำนวนไม่น้อย” ที่มีความกังวลต่อภูมิคุ้มกันหลังจากการฉีดไปแล้ว

      ท่ามกลางความสับสนไม่มั่นใจนี้กลายเป็นปรากฏการณ์ “คนแห่ตรวจภูมิคุ้มกัน” ตามโรงพยาบาลที่ประกาศขายโปรแกรมประเมินภูมิคุ้มกันเกลื่อนโลกออนไลน์แล้วนำผลตรวจมาโพสต์บนโลกโซเชียลฯ

      แต่ว่า “วิธีการตรวจแต่ละห้องแล็บใช้น้ำยาหลากชนิดกัน” ทำให้ค่าผลวัดภูมิคุ้มกันต่างกัน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หน.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยบอกว่า การตรวจหาภูมิคุ้มกัน หรือแอนติบอดี มีจุดประสงค์ดูปฏิกิริยาตอบสนองต่อไวรัสเพียงใด

      ส่วนวิธีตรวจแยกเป็น... “การตรวจภูมิคุ้มกันผลรวม” ที่มีค่าวัดตั้งแต่หน่วยยูนิต ค่าเจือจางเลือด แต่ไม่แยกแยะระดับความสามารถในการป้องกัน ไวรัสสายพันธุ์ใดได้บ้าง เหตุนี้การตรวจลักษณะนี้ก็เพื่อทราบว่า “ฉีดวัคซีนแล้วมีภูมิคุ้มกันในร่างกายระดับใด” เท่านั้นเอง

      สาเหตุเพราะตอนนี้ “ไม่มีมาตรฐานค่ากลางเปรียบเทียบ” ดังนั้นหากต้องการทราบความสามารถภูมิคุ้มกันในร่างกายหลังฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 จำเป็นต้องมีการตรวจด้วยการแยกจำเพาะเชื้อไวรัสตามสายพันธุ์ที่มีระบาดอยู่ในขณะนั้น

      ส่วน “ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่” มีวิธีตรวจหาภูมิคุ้มกันด้วยการใช้ส่วนไวรัสจำเพาะที่เป็นตัวจับเซลล์แล้ว “ตรวจดูน้ำเหลืองผู้ฉีดวัคซีน” สามารถยับยั้งส่วนจำเพาะไวรัสเกาะติดผิวเซลล์อันเป็นขั้นตอนการติดเชื้อได้มากน้อยเพียงใด ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ก็สามารถรู้ผลการตรวจด้วยค่าเปอร์เซ็นต์

      ตั้งแต่ระดับ 20% เป็นต้นไปจะถือว่า “มีภูมิคุ้มกันป้องกันในร่างกายระดับต่ำ” หากว่าภูมิคุ้มกันเป็นที่น่าพอใจต้องไม่ต่ำกว่า 70% สามารถป้องกันเชื้อโควิด-19 บางสายพันธุ์ที่ระบาดในไทยอยู่ขณะนี้ได้

      ถ้าหากเป็นการตรวจยืนยันชัดเจนว่า “ยับยั้งป้องกันไวรัสได้ร้อยเปอร์เซ็นต์” ต้องตรวจแบบ...“การวิเคราะห์เจาะจง” ที่เป็นวิธีซับซ้อนด้วยการใช้เชื้อไวรัสเป็น หรือไวรัสจำลองให้คล้ายของจริง แล้วใช้ผู้เชี่ยวชาญ “เพาะเลี้ยงเซลล์และไวรัส” เพื่อนำมาเทียบกันในห้องปฏิบัติงานชีวนิรภัยระดับ 3

      ย้ำความแม่นยำด้วยการดู “ค่าระดับความเจือจางเลือด” ถ้ามีระดับความเจือจางมากแต่ยังยับยั้งไวรัสได้แสดงว่า “เลือดมีภูมิคุ้มกันสูง” วิธีนี้เป็นมาตรฐานตรวจทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีน สามารถบ่งชี้ว่าผู้รับการฉีดวัคซีนมีภูมิคุ้มกันป้องกันการติดเชื้อได้หรือไม่

      อธิบายหลักง่ายๆเมื่อนำหลอดทดลองมี “เซลล์และไวรัส”อยู่ด้วยกันส่วนใหญ่ “ไวรัสวิ่งเข้าหาเซลล์เกาะติดเสมอ” ถ้าเลือดมีภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนแล้วก็จะเป็นตัวกีดกันไม่ให้ไวรัสจับเกาะติดเซลล์ได้ง่าย ยิ่งลดเลือดจางลงมากแต่กีดกันไวรัสได้ดีก็ถือว่า “เลือดนั้นเจ๋ง” สามารถป้องกันไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง

      ทว่าอยากรู้ว่า “ภูมิคุ้มกันป้องกันสายพันธุ์ใดได้บ้าง” ก็ต้องตรวจซ้ำด้วย “วิธีการตรวจแยกสายพันธุ์เชื้อไวรัสตัวเป็น” นำมาเปรียบเทียบกับ “เลือดผู้ฉีดวัคซีน” แล้วจะออกมาเป็น “ค่าเจือจางเลือด” ในบ้านเรามีอยู่หลายแห่ง เช่น ไบโอเทค คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล ที่มีการตรวจหาภูมิในเชิงการทำวิจัยแบบนี้

      ก่อนหน้านี้เคยตรวจระดับภูมิคุ้มกันผู้ฉีดวัคซีนซิโนแวคครบสองเข็มแบบผลรวม “ภูมิคุ้มกันสูง 70%” ที่เป็นระดับเกินเกณฑ์ป้องกันได้ดีแล้วนำไปทำการตรวจจำเพาะเจาะจงแยกสายพันธุ์ สามารถป้องกันสายพันธุ์อัลฟาได้ระดับดี เมื่อเจอ “เดลตา” กลับไม่อาจยับยั้งได้ แต่ยังดี “วัคซีนในไทย” ทุกชนิดลดอาการป่วยหนักได้แน่ๆ

      ถัดมา “การตรวจเลือดด้วยชุดตรวจแบบรวดเร็ว” อ่านผลเป็น Positive/Negative แปลผลเป็นพบหรือไม่พบภูมิที่ใช้วิธีการเจาะเลือดที่ปลายนิ้วแม้ว่า “ตรวจเจอภูมิคุ้มกัน” ก็บอกไม่ได้ว่าป้องกันการติดหรือไม่

      ...สรุปว่า “ค่าหน่วยวัดภูมิคุ้มกัน” ต้องขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจของแต่ละรูปแบบที่ยัง “ไม่มีมาตรฐานค่ากลางเปรียบเทียบกันได้” แต่หากอยากให้มั่นใจคงต้องตรวจภูมิคุ้มกันด้วยวิธีจำเพาะเจาะจงสายพันธุ์ที่มักใช้ในงานด้านการวิจัยทดลองเป็นหลักเท่านั้น

      ดังนั้น ความเห็นส่วนตัว “ไม่แนะนำให้ประชาชนตรวจหาภูมิคุ้มกัน” เพราะมีค่าใช้จ่ายการตรวจค่อนข้างแพง ในหน่วยงานสังกัดภาครัฐเริ่มต้น 700 บาท แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชนก็อาจจะมีราคาสูงกว่านี้ก็ได้ แต่หาก “ผู้ทำหน้าที่ด่านหน้า หรือกลุ่มเปราะบาง” สามารถตรวจได้ดี เพราะมีความเสี่ยงจำเป็นสูง

      ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หน.ศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ ศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บอกว่า อยากทราบภูมิคุ้มกันยับยั้งไวรัสต้องตรวจด้วยวิธี Neutralizing Assay ในการนำเลือดผู้ฉีดวัคซีนไปทดสอบการยับยั้งกับไวรัสดัดแปลงพันธุกรรมคล้ายโปรตีนหนามโควิดแต่ละสายพันธุ์โดยตรง...เท่าที่ทราบวิธีนี้ “ประเทศไทย” มีตรวจเฉพาะการศึกษาวิจัยที่มีอยู่คณะวิทยาศาสตร์ คณะเวชศาสตร์ เขตร้อน ม.มหิดล คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สนง.พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สามารถดัดแปลงได้ทั้งสายพันธุ์อู่ฮั่น อัลฟา เดลตา แกมมา เบตา และชนิดอื่น

      อันเป็นวิธีมาตรฐานในการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีน มี “หน่วยระดับค่าไตเตอร์ (Titer)” ที่เป็นตัวเลขทำเจือจางเลือดลงระดับมากเท่าใดแล้วสามารถยับยั้งไวรัสได้นั้น ก็แสดงถึงภูมิคุ้มกันในร่างกายค่อนข้างมีความเข้มข้นสูงเท่านั้นที่จะออกมาค่าเจือจาง เช่น 1 : 20, 1 : 40

      ในส่วน “ค่าวัดเป็นหน่วยตัวเลขยูนิต หรือค่าวัดเป็นเปอร์เซ็นต์” อันเป็นลักษณะค่าอนุมาน หรือประมาณการกระบวนการห้องแล็บตรวจเลือดทั่วไปตาม “ชนิดชุดตรวจ” ที่ยังไม่ใช่เป็นตัวเลขมาตรฐานในค่าวัดภูมิคุ้มกันยืนยันว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อโควิดได้แท้จริงร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่

      แต่ถ้าต้องการตรวจเพื่อทราบ“ค่าวัดภูมิคุ้มกันห้องแล็บทั่วไปจริงๆ” แนะนำให้ดู “ค่าวัดเป็นยูนิต” ด้วยหลักระดับตัวเลขค่าวัดสูงมากเท่าไรยิ่งดี เพราะตอนนี้ไม่มีจุดตัดค่ามาตรฐานกลางนำมาเปรียบเทียบยืนยันได้ ทั้งนี้ตัวเลขยูนิตนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับ“เทคนิคชุดตรวจ และห้องแล็บตรวจแต่ละแห่ง” นำมาประกอบดูระดับค่าด้วย...อีกทั้ง “โควิดแต่ละสายพันธุ์” ก็มีค่ามาตรฐานวัดต่างกัน โดยเฉพาะสายพันธุ์ร้ายแรง ที่มักต้องใช้ค่าภูมิคุ้มกันยูนิตที่ค่อนข้างสูงมากถึงจะสามารถเอาอยู่ได้ด้วยซ้ำ

      สิ่งสำคัญ “หน่วยวัดค่าภูมิคุ้มกันแต่ละเทคนิคชุด และแต่ละห้องแล็บ” ก็ไม่สามารถนำผลค่าตรวจวัดมาเปรียบกันได้อีกด้วย ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้ตรวจหาภูมิคุ้มกันนำมาเปรียบเทียบกันเอง ยกเว้นใช้ในงานด้านการวิจัยตรวจสอบดูค่าก่อนฉีดและหลังฉีดซีนไปแล้วมีการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในระดับใด

      ตอกย้ำว่า “วิธีตรวจภูมิคุ้มกันหลังฉีดวัคซีนเทียบเชื้อไวรัส” ที่มีความแม่นยำระบุการป้องกันโควิดได้นี้มีตรวจใช้เชิงงานวิจัยล้วนๆ เพราะต้องมีระบบบริหารจัดการไวรัสเข้มงวด ส่วนตามโรงพยาบาลทั่วไปเป็นชุดตรวจยี่ห้อต่างกัน มี “ค่าหน่วยยูนิต” เพื่อให้รู้ระดับภูมิคุ้มกัน แต่บอกไม่ได้ว่าป้องกันได้มากน้อยเพียงใด

      ดังนั้น ตอนนี้ “ไม่แนะนำให้ประชาชนทั่วไปตรวจ” เพราะไม่มีประโยชน์ในการบอกอะไร สาเหตุจากระดับภูมิคุ้มกันในวัคซีนแต่ละตัวหลังฉีดไม่เท่ากัน เพราะรู้กันอยู่แล้วว่า วัคซีนไฟเซอร์ โมเดอร์นา ฉีดแล้วภูมิคุ้มกันจะขึ้นสูงมาก วัคซีนแอสตราเซเนกาก็รองลงมา ส่วนวัคซีนเชื้อตาย ซิโนแวค ซิโนฟาร์ม ลดลงมาอีก

      ปัญหาที่ตามมา “เมื่อตรวจแล้วภูมิคุ้มกันน้อย” มักต่างพากันมี “ความรู้สึกนอยด์” กังวลขวนขวายหาวัคซีนฉีดเพิ่มขึ้นอีกเป็นเข็มสาม สิ่งนี้จะทำให้เราเข้าใจผิดกลายเป็นการฉีดวัคซีนกระตุ้นโดยที่ไม่จำเป็นได้

      แนะนำว่า “ตรวจ” เพื่อรู้ทำได้ “แต่อย่ายึดมั่นถือมั่น” แม้มีภูมิคุ้มกัน “การ์ดอย่าตก” เพราะต่อให้วัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันก็ยังมีโอกาสติดเชื้ออยู่เสมอ ฉะนั้นคงมาตรการป้องกันตัวเองสูงสุดจนกว่าจะฉีดวัคซีนครบถ้วนกันทั้งประเทศแล้ว.

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      โควิด-19สถานการณ์โควิดวัคซีนโควิดวัคซีน Sinovacตรวจภูมิตรวจหาภูมิคุ้มกันสกู๊ปหน้า 1

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2564 เวลา 05:06 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์