ทำพลการ ขอโมเดอร์นา ฟันวินัย พ.อ.ผอ.กองพิธีการ

ข่าว

    ทำพลการ ขอโมเดอร์นา ฟันวินัย พ.อ.ผอ.กองพิธีการ

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    24 ก.ค. 2564 05:30 น.

    องค์การอนามัยโลกเตือนให้ประชาชนเข้มมาตรการ ส่วนบุคคลให้มากขึ้น ลดการติดเชื้อที่ระบาดหนักหน่วง ด้านยอดผู้ติดเชื้อในไทยเพิ่มสูงลิ่ว อีกครั้งพุ่งถึง 14,575 ราย ดับ 114 ศพ ศบค.ห่วงตัวเลข ติดเชื้อต่างจังหวัดพุ่งหลังมีผู้ป่วยเดินทางกลับภูมิลำเนา ไปรักษาใน 71 จังหวัด ขอผู้ติดเชื้ออยู่แต่ในบ้าน ผอ. สถาบันวัคซีนแห่งชาติเผยเชื้อกลายพันธุ์เร็ว วัคซีนไล่ตามไม่ทัน แจงเหตุไม่ร่วมโครงการโคแวกซ์แต่แรก โรงพยาบาลเอกชนทำสำเร็จ องค์การเภสัชกรรมเซ็น สัญญาซื้อวัคซีนทางเลือก “โมเดอร์นา” 5 ล้านโดส ชมรมแพทย์ชนบทเสนอ 3 ข้อ ให้รัฐบาลแก้ปัญหาสถานการณ์โควิด จวกระบบบริหารจัดการผู้ป่วยโควิด-19 ใน กทม.แย่มาก สมุทรสาครอาจต้องปิดเมือง หลังยอด ผู้ติดเชื้อพุ่งเกินพันคน

    คนไทยขวัญผวาอีกครั้งเมื่อเห็นยอดผู้ติดเชื้อประจำวันที่ 23 ก.ค. สูงเกือบแตะหลัก 1.5 หมื่นคนและยังมีเสียชีวิตเกิน 100 ศพ ขณะที่องค์การอนามัยโลกออกมาเตือนให้คนไทยระมัดระวังตัวเองอย่างเข้มข้นขึ้น

    ติดเชื้อหนัก 14,575 ดับ 114 ศพ

    ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 23 ก.ค. พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก ศบค. แถลงสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อใหม่ 14,575 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 13,490 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 9,889 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 3,601 ราย จากเรือนจำและที่ต้องขัง 1,072 ราย มาจากต่างประเทศ 13 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 467,707 ราย รักษาอยู่ 143,744 ราย อาการหนัก 3,984 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 900 ราย ผู้เสียชีวิตเพิ่ม 114 ราย เป็นชาย 61 ราย หญิง 53 ราย อยู่ใน กทม.มากที่สุด 49 ราย ผู้เสียชีวิตอายุน้อยสุด 14 ปี มากที่สุด 59 ปี พบผู้เสียชีวิตในวันนี้ที่บ้าน 3 ราย ที่ห้องฉุกเฉิน 1 ราย เสียชีวิตหลังตรวจพบเชื้อไม่เกิน 6 วัน 47 ราย ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสม 3,811 ราย

    ห่วงตัวเลขติดเชื้อ ตจว.พุ่ง

    พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงสุด 10 จังหวัดอันดับแรก กทม. 3,104 ราย สมุทรสาคร 1,067 ราย สมุทรปราการ 837 ราย ชลบุรี 669 ราย ระยอง 516 ราย ปทุมธานี 511 ราย พระนครศรีอยุธยา 359 ราย ฉะเชิงเทรา 352 ราย นนทบุรี 305 ราย ปัตตานี 290 ราย ถ้าดูข้อมูลการติดเชื้อในวันนี้ จากเดิมที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ใน กทม.และปริมณฑล ขณะนี้อัตราส่วนต่างจากเมื่อก่อน กทม.และปริมณฑลตัวเลขไม่ได้ลดลงมาก ส่วน 71 จังหวัดที่เหลือมีติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น จากรายงานกรมควบคุมโรคระบุหลายจังหวัดภาคอีสานเป็นผู้ติดเชื้อที่กลับจาก กทม.และปริมณฑล อาทิ อุบลราชธานี สระบุรี ตาก ขอนแก่น อุตรดิตถ์ สระแก้ว นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชัยภูมิ สุรินทร์ สุราษฎร์ธานี พังงา กระบี่ สตูล ขณะที่จังหวัดลำปางมาจากโครงการรับผู้ป่วยกลับบ้านและศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) ยังรายงานด้วยว่าหลังมีการประกาศใช้ข้อกำหนดยังมีประชาชนเดินทางข้ามพื้นที่เกินแสนคน

    ให้ประชาชนคอยตรวจตัวเอง

    พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ในที่ประชุม ศบค.ชุดเล็ก ได้พูดคุยถึงการดูแลผู้ติดเชื้อใน กทม. ซึ่งมีผู้ติดเชื้อ 3,104 ราย ยังไม่รวมการตรวจด้วยวิธีแรพิด เทสต์ ที่มีผลบวกไปอีก 2,000 กว่าราย 1-2 วันนี้ กทม.จะรวบรวมตัวเลขการตรวจทั้งหมดมารายงาน จะมีการชี้แจงให้ทราบว่าแต่ละเขต แต่ละกลุ่มเขต ไปตรวจเชื้อได้ที่ไหน จากข้อมูลพบว่าการตรวจเชิงรุกใน กทม.10 ราย พบผู้ติดเชื้อ 11% ถ้ามีประวัติเป็นผู้สัมผัสจำนวนนี้จะมีผลยืนยันตามมาทีหลัง 15% หรือถ้าเป็นผู้มีอาการทางเดินหายใจจะกลายเป็นผู้ติดเชื้อได้ถึง 25% ตรงนี้เป็นสิ่งที่ กทม.เน้นย้ำ สนับสนุนทุกท่านสำรวจตัวเองและพยายามเข้าสู่ระบบการตรวจ เพื่อได้เข้าสู่กระบวนการรักษาโดยเร็วที่สุด

    22 ก.ค. กทม.รอเตียง 868 ราย

    ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าวอีกว่า ในแง่ของการรับผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษา รองอธิบดีกรมการแพทย์รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ค. มีผู้ป่วยรอเตียงเพิ่ม 868 ราย ที่ผ่านมา กทม.ปิดเคสผู้ป่วยรอเตียงได้ทั้งสิ้น 121,457 ราย แน่นอนยังมีประชาชนที่ไม่เข้าสู่ระบบ แต่กระบวนการทำงานกำลังเร่งอย่างที่สุด ผู้อยู่ระหว่างรอการจัดสรรเตียงจะได้รับการจัดสรรโดยเร็ว ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยสีแดงถึง 40 ราย จะเร่งนำเข้าระบบโดยเร็วที่สุด ใน 1-2 วันนี้จะมีข้อมูลชัดเจนว่าผู้ป่วยระดับสีใดอยู่ในพื้นที่ใด

    แยกกักที่บ้านได้ผลดี

    พญ.อภิสมัยกล่าวว่า หากดูปริมาณผู้ป่วยใน กทม.พบว่า 70-80% เป็นผู้ป่วยสีเขียวอ่อน
    และเขียวเข้ม ขอทำความเข้าใจกับประชาชน เมื่อได้รับการยืนยันเป็นผู้ติดเชื้อ หากอาการอยู่ในระดับสีเขียวอาจจะไม่ได้เข้าโรงพยาบาล แนวทางปฏิบัติในปัจจุบันเน้นให้ท่านดูแลตัวเองที่บ้าน ต้องประเมินตัวเองว่ามีอาการระดับไหน ระดับสีเขียวคือผู้ที่ยังมีอาการแข็งแรง ติดเชื้อจมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ถ่ายเหลว แต่ไม่มีอาการในระบบทางเดินหายใจ การศึกษาโฮมไอโซเลชันที่หน่วยงานดำเนินการมาแล้ว 2 สัปดาห์ พบการแยกกักที่บ้านได้ผลดี กรมการแพทย์รายงานว่าหากตรวจแล้วได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้ติดเชื้อ ขอเข้าโฮมไอโซเลชันได้ที่โรงพยาบาลที่ไปตรวจได้เลย เพราะโรงพยาบาลที่รับตรวจหลายโรงพยาบาลรับทำระบบนี้แล้ว

    รักษาตัวที่บ้านเบิกได้

    ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าวต่ออีกว่า แต่ถ้าตรวจที่แล็บเอกชน หรือเอ็นจีโอ ที่รับตรวจแต่ไม่มีโรงพยาบาลรองรับติดต่อที่หมายเลข 1330 กด 14 ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะจัดหมายเลขของสำนักงานเขตใน กทม.ทั้ง 50 เขต อำนวยความสะดวกให้ประชาชน เมื่อเข้าระบบเหล่านี้แล้ว จะมีคลินิกอบอุ่น 161 แห่ง กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) 69 ศูนย์ โรงพยาบาลหลักจะดูแลให้เข้าระบบโฮมไอโซเลชัน จะได้รับกล่องรอดตายของ กทม.ที่มี เครื่องวัดอุณหภูมิ อุปกรณ์ต่างๆช่วยเหลือ การเบิกจ่าย สปสช.เน้นย้ำว่าแม้รักษาตัวที่บ้าน แต่เบิกจ่ายได้ตามปกติ รวมทั้งค่าเอกซเรย์ ค่ารถ หากต้องส่งต่อไปโรงพยาบาล ค่าอาหาร 3 มื้อ ขณะนี้ระบบอาจยังไม่สมบูรณ์ แต่มีข้อมูลมากพอสมควรที่จะให้ผู้ติดเชื้อใน กทม.เข้าถึงการดูแลโดยเร็วที่สุด หาก ใครมีประกันสังคม ติดต่อไปได้ที่ 1506 กด 6

    ขอผู้ติดเชื้ออยู่แต่ในบ้าน

    พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ในกรณีที่มีข้อจำกัด เช่น ในครอบครัวมีกันอยู่หลายคน ไม่พร้อมแยกกักที่บ้าน คอมมูนิตี้ไอโซเลชัน หรือการแยกกักในชุมชนเป็นคำตอบ ตอนนี้มีคนเข้าระบบไปแล้ว 1,682 คน ใน กทม.เปิดแล้ว 22 เขต รอการกำหนดวันเปิดอีก 14 เขต อีก 14 เขตกำลังเตรียมสถานที่ มีสภากาชาดไทย ภาคประชาสังคม เอ็นจีโอ เข้ามาช่วยกัน โดยจะมี โรงพยาบาลพี่เลี้ยง 25 แห่ง ที่จะดูแลความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารและดูจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ขอบคุณสื่อมวลชน ที่พยายามสรุปข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ติดเชื้อว่าจะเข้าสู่ระบบได้อย่างไร ศบค.จะนำข้อมูลมาสรุปให้อย่างทันกาลที่สุด

    ปรับโรงพยาบาลสนามหลายแห่ง

    พญ.อภิสมัยยังกล่าวอีกว่า ช่วงที่ผ่านมามีข่าวการเชิญชวนให้ผู้ติดเชื้อออกจากบ้านไปรวมตัวกัน หากผู้ติดเชื้อมีความเสี่ยงที่อาการอาจทรุดลงขอให้อยู่บ้าน ขอให้ติดต่อหมายเลขที่ระบุไว้ให้ ศบค.จะพัฒนาระบบให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลโดยเร็วที่สุด ขอให้ประชาชน สื่อมวลชน กำกับติดตามมาตรการเหล่านี้ร่วมกัน อย่าถือว่าเป็นการจับผิด เพราะการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร ศบค.ยินดีรับฟังรายงานข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะ การจัดการที่ไหนยังมีข้อบกพร่อง ยินดีน้อมรับข้อเสนอแนะเหล่านั้น ขอให้ทุกคนร่วมมือกันเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงระบบการรักษาดูแลที่ปลอดภัยให้เร็วที่สุดและ จะมีการสรุปเรื่องโรงพยาบาลสนาม โรงพยาบาลที่สามารถดูแลผู้ป่วยระดับสีเหลือง สีแดง ที่ตอนนี้มี การปรับเปลี่ยนมากพอสมควร โรงพยาบาลบุษราคัมเดิมเป็นสีเหลืองตอนนี้ปรับเพื่อรับสีแดงเพิ่ม โรงพยาบาลสนามเดิมสีเขียว ตอนนี้มีอุปกรณ์บุคลากรที่จะพัฒนายกระดับเป็นโรงพยาบาลสนามสีเหลืองได้ จึงขอให้ติดตามข้อมูลที่จะนำเสนอโดยละเอียดเร็วๆนี้

    หมอต้องกลับไปดูแลคนไข้ ตจว.

    ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าวต่อว่า ในแง่ของบุคลากร กระทรวงสาธารณสุขมีความเป็นห่วง เนื่องจากที่ผ่านมาได้ขอความร่วมมือบุคลากรจากต่างจังหวัดโยกมาช่วยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แต่ขณะนี้หลายจังหวัดมีสถานการณ์ที่หนักขึ้น ระบบเตียงเพิ่มสูงถึง 70% แล้วโดยเฉพาะในภาคอีสาน จึงต้องโยกบุคลากรกลับไปดูแลสถานการณ์ในพื้นที่ วันนี้กรมการแพทย์ กรุงเทพมหานคร กระทรวงสาธารณสุข สภากาชาดไทย ภาคประชาสังคมต่างๆ ประชุมหารือกันอย่างครบถ้วน ทั้งโฮมไอโซเลชัน คอมมูนิตี้ไอโซเลชัน รวมทั้งเตียงระดับเหลืองแดง ว่าจะมีการปรับอย่างไร เมื่อมีสภากาชาดจะเห็นสัดส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นกลุ่มจิตอาสาที่จะสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนมา เมื่อบุคลากรการแพทย์ทุ่มเทอย่างเต็มที่แล้ว ขอฝากสื่อมวลชน ประชาชน แม้วันนี้สภาพจิตใจทุกคนย่ำแย่ แต่ถ้าเรารวมกัน พึ่งพาช่วยเหลือกันเป็นกระบอกเสียงซึ่งกันและกัน เชื่อว่าจะผ่านวิกฤตินี้ไปได้

    ผลสอบครูหญิงสมองบวมตาย

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.เฉวตสรร นามวาท ผอ.กองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน แถลงผลการเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ภายหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 ว่ากรณีครูหญิงวัย 39 ปี ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 เป็นเข็มกระตุ้นต่อจากเข็มที่ 1 ที่เป็นซิโนแวคและเสียชีวิต 1 วันหลังการฉีดเมื่อวันที่ 20 ก.ค. ผลจากการชันสูตรเบื้องต้นสาเหตุการเสียชีวิต คือ มีสมองบวมจากเยื่อก้อนเนื้อในสมองทำให้เลื่อนไปกดทับแกนสมองและเสียชีวิต ขณะที่ผลการฉีดวัคซีนในประเทศ จนถึงวันที่ 22 ก.ค. ฉีดสะสมทั้งสิ้น 15,388,939 โดส แบ่งเป็น เข็มที่หนึ่ง 11,805,180 ราย และเข็มที่สอง 3,583,759 ราย เป็นซิโนแวค 7,933,854 โดส แอสตราเซเนกา 6,856,472 โดส ซิโนฟาร์ม 598,613 โดส

    รายงานอาการหลังฉีดวัคซีน

    นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า จากข้อมูลเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หลังได้รับวัคซีนวันที่ 18 ก.ค. ขณะนั้นฉีดวัคซีนสะสม 14,298,596 โดส แบ่งเป็น 1.เข้าเกณฑ์ร้ายแรง 1,343 คน ต่ออัตราแสนโดส 2.เสียชีวิต 231 คน 3.ผู้ป่วยในอื่นๆ เช่น มีไข้ 2,565 คน ขณะที่สรุปเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หลังได้รับวัคซีน ระหว่างวันที่ 28 ก.พ.-18 ก.ค.64 จำนวนฉีดวัคซีนสะสม 14,298,596 โดส ผู้มีอาการไม่พึงประสงค์ร้ายแรง 1,592 ราย พิจารณาโดยผู้เชี่ยวชาญแล้วเสร็จ 482 ราย อยู่ระหว่างติดตามข้อมูล 1,110 ราย ในจำนวน 482 รายมีอาการไม่พึงประสงค์เกี่ยวกับวัคซีน เช่น แพ้ 71 ราย มีปฏิกิริยาร่างกายแต่ตรวจไม่พบความผิดปกติ 240 ราย และเหตุการณ์ร่วมไม่เกี่ยวกับวัคซีน คือ เจ็บป่วยรักษาหาย 36 ราย เสียชีวิต 122 ราย ไม่สามารถสรุปได้ว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีน 13 ราย อาการที่พบหลังได้รับวัคซีน จำแนกตามยี่ห้อวัคซีน 1.ซิโนแวค 1,633 ราย เวียนศีรษะ 21.92% ปวดศีรษะ 15.25% คลื่นไส้ 14.88% 2.แอสตราเซเนกา 1,802 ราย มีไข้ 24.75% เวียนศีรษะ 21.92% ปวดศีรษะ 15.25% และ 3.ซิโนฟาร์ม 34 ราย พบเวียนศีรษะ 31.35% คลื่นไส้ 29.41% อาเจียน 26.47%

    ชี้ไม่ฉีดติดเชื้อ 5.7 เท่า

    นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า การวัดประสิทธิผลวัคซีนจากกรณีโรงพยาบาลจังหวัดเชียงราย โดยกลุ่มที่ฉีดวัคซีนครบนานกว่า 14 วันขึ้นไป 336 ราย พบติดเชื้อ 24 ราย กลุ่มที่ไม่ฉีดวัคซีน 27 ราย พบติดเชื้อ 11 ราย กลุ่มที่ไม่ฉีดวัคซีนติดเชื้อสูงกว่ากลุ่มที่ฉีด 5.7 เท่า สรุปคือวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม มีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อได้ 82.5% ทั่วโลกมีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 3.76 พันล้านโดส ขอย้ำว่าวัคซีนโควิค-19 มีการฉีดอย่างกว้างขวางมากมายหลายประเทศ ลดอัตราการเสียชีวิต บรรเทาอาการเจ็บปวดรุนแรงขอให้ประชาชนมั่นใจ ไปรับการฉีดตามเป้าหมายที่เรากำหนดและรณรงค์

    WHO เตือนต้องเพิ่มความเข้มข้น

    อีกด้าน นพ.ริชาร์ด บราวน์ ผอ.โครงการด้านภัยสุขภาพฉุกเฉิน องค์การอนามัยโลก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ระลอกแรก ไทยควบคุมโรคได้สำเร็จ ทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) มาประเมินปัจจัยความสำเร็จ แต่สถานการณ์ขณะนี้ที่มีการระบาดอย่างมากเนื่องจากการกลายพันธุ์ของไวรัส หลายคนไม่ได้คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีปัญหานี้ แม้แต่ประเทศที่ฉีดวัคซีนครอบคลุมมากพอยังเผชิญสถานการณ์ระบาดเพิ่มขึ้น การกลายพันธุ์ทำให้เชื้อแพร่กระจายง่ายขึ้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนมาตรการป้องกันส่วนบุคคล ปีที่แล้วเราทำเข้มข้นแค่ไหน ตอนนี้ต้องเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น ถ้าทุกคนทำได้อย่างเข้มข้น จะตัดวงจรของการระบาดได้

    ชี้สาธารณสุข กทม.รับมือช้า

    ด้าน พญ.ชุลีพร จิระพงษา นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้มีเรื่องสายพันธุ์ที่ทำให้รุนแรงขึ้น แพร่เร็วขึ้น วัคซีนรับมือได้น้อยลง ทุกภาคส่วนยังต้องร่วมมือกัน ประชาชนต้องร่วมกันป้องกันตัวเอง ที่ผ่านมาเราอาจจะการ์ดตกบ้าง การระบาดระลอกนี้เลยใหญ่มาก แต่พื้นที่นอก กทม.ระบบสาธารณสุขยังแข็งแรงพอที่จะรับมือได้ ส่วน กทม.ค่อนข้างยาก ทั้งเรื่องจำนวนประชากรและระบบสาธารณสุขที่มีหลายภาคส่วน ทำให้รับมือได้ช้า อีกสักระยะน่าจะจัดการได้ อยากให้เน้นฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยง คือผู้สูงอายุเกิน 60 ปี 7 กลุ่มโรคเสี่ยง หญิงตั้งครรภ์ ให้ได้มากที่สุด หวังว่าจะถึงขาลงของเคิร์ฟได้ใน 2-3 เดือนนี้

    ควบคุมโรคสำเร็จได้ถ้าร่วมมือ

    ขณะที่ นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราทำได้ดี ไม่ได้เกิดจากการทำงานฝ่ายเดียว แต่เป็นความร่วมมือของทุกคน แม้กระทรวงสาธารณสุขจะออกมาตรการดีเพียงใดหากไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน ความสำเร็จอาจจะไม่เกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นสายพันธุ์เดลตา เพราะปี 2563 ประเทศ อื่นๆที่ระบาดก็ไม่ใช่เชื้อกลายพันธุ์แต่เป็นไวรัสปกติ แม้กระทั่งกลายพันธุ์อัลฟาไทยยังรับมือได้ด้วยมาตรการควบคุมโรค อย่างสมุทรสาครก็ควบคุมกันได้ มาตรการป้องกันควบคุมโรคสำเร็จได้ด้วยความร่วมมือ

    วัคซีนตามไม่ทันเชื้อกลายพันธุ์เร็ว

    “ส่วนเรื่องไวรัสกลายพันธุ์ไม่ใช่ความผิดพลาดคนทำงาน การกลายพันธุ์เป็นธรรมชาติ หากบอกว่าวัคซีนไม่ได้ผลก็ไม่แฟร์กับวัคซีน เพราะวัคซีนเกิดก่อนไวรัสกลายพันธุ์ วันนี้อยากได้วัคซีนที่สนองต่อไวรัสกลายพันธุ์ก็ยังไม่มี ถ้าวันนี้พัฒนาวัคซีนที่ตอบสนองต่อไวรัสกลายพันธุ์ได้ ที่ผู้ผลิตกำลังพัฒนาเป็นวัคซีนต่อสายพันธุ์เบตาเพราะสายพันธุ์นี้มาก่อน ยังไม่มีเจ้าไหนผลิตวัคซีนที่ตอบสนองต่อสายพันธุ์เดลตา แม้กระทั่งวัคซีนต่อสายพันธุ์เบตายังต้องรอปลายปีนี้ ไม่รู้ว่าปลายปีนี้จะมีสายพันธุ์อื่นที่กลายพันธุ์ไปมากกว่านี้หรือไม่ ตัววัคซีนไล่ตามไม่ทันแน่” นพ.นครกล่าว

    เผยเหตุไม่ร่วมโคแวกซ์แต่แรก

    นพ.นครยังกล่าวถึงการเข้าร่วมโครงการโคแวกซ์ (COVAX) ว่า ไทยไม่ได้เป็นประเทศในส่วนของโคแวกซ์ AMC 92 ประเทศ เนื่องจากเราเป็น Upper Middle Income ต้องแยกประเทศอาเซียนเป็น 2 กลุ่ม อย่างโคแวกซ์ AMC เป็นประเทศที่ทำสัญญาจองล่วงหน้าได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ส่วนโคแวกซ์ SFP เป็นประเทศที่สั่งซื้อด้วยเงินทุนตนเองได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไนและไทย หากไม่เข้าใจส่วนนี้ก็จะนำไปผสมกันและคิดว่าเข้าร่วมโครงการโคแวกซ์แล้วได้วัคซีนฟรีซึ่งไม่ใช่ เหตุผลเดิมที่ไทยไม่เข้าร่วมโคแวกซ์ตั้งแต่ต้นเพราะต้องจ่ายเงินเองและต้องรอวัคซีนที่ไม่รู้ได้เมื่อไหร่ จึงไม่ใช่ไม่จองวัคซีนโคแวกซ์แล้วผิดพลาด ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมเราจะพิจารณาเข้าร่วม เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไป ผู้ผลิตได้ส่งมอบวัคซีนให้แก่ประเทศรายได้สูงที่จองไว้จนเกินพอและมีการบริจาคออกมา เริ่มมีซัพพลายที่เกินพอจึงเป็นที่มาของการร่วม เราไม่ได้มุ่งหวังปีนี้ เพราะเขาส่งไม่ทันอยู่แล้ว แต่เรามุ่งปีหน้า เพื่อเพิ่มช่องทางการนำเข้ามาของวัคซีนปีหน้า

    ทำงานเต็มที่ผลไม่ดีต้องรับผิดชอบ

    นพ.นครกล่าวด้วยว่าการที่เราจัดหาวัคซีนไม่ทันต่อสถานการณ์ เป็นสถานการณ์ที่เป็นจริง ทุกประเทศก็เป็น แต่คนทำงานต้องมีความรับผิดชอบ แม้จะทำงานอย่างเต็มที่แต่ผลออกมาไม่ดี ทุกประเทศมีการระบาดของไวรัสกลายพันธุ์ทั้งสิ้น เพียงแต่ประเทศไหนที่มีไวรัสกลายพันธุ์แล้วเวลานี้มีวัคซีนครอบคลุมที่ดี ก็ได้รับผลกระทบไม่มาก เช่น อังกฤษ เกิดระบาดใหญ่อีกครั้ง ติดเชื้อรายวัน 4 หมื่นคน แต่ผู้เสียชีวิตน้อย แสดงว่าวัคซีนได้ผลป้องกันเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้ ดังนั้นวัคซีนที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นซิโนแวคหรือแอสตราเซเนกาทั้ง 2 ตัว ยังช่วยป้องกันเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้ดีทั้งคู่ แม้เป็นไวรัสกลายพันธุ์ รวมทั้งต้องเพิ่มความเข้มข้นเข้มงวดในมาตรการป้องกันควบคุมโรคเฉพาะบุคคลให้ต่อเนื่องเราจึงจะผ่านวิกฤติได้

    คาดสัปดาห์หน้าตายลด

    ทางด้าน นพ.ทวีทรัพย์ ศิรประภาศิริ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ภาพรวมผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ในช่วงขาขึ้นสูงเพิ่ม 2-3 เท่าทุกสัปดาห์ สาเหตุที่เพิ่ม เกี่ยวเนื่องกับการระบาดในต่างจังหวัดที่เพิ่มขึ้น ส่วน กทม.และปริมณฑล 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มชะลอตัวจากมาตรการที่เราช่วยกัน คาดสัปดาห์หน้าผู้เสียชีวิตจะลดลงไม่น่าจะเป็นหลักร้อย การฉีดวัคซีนขณะนี้ฉีดได้ประมาณ 3 แสนคนต่อวัน กลุ่มสูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เป็นเป้าหมายที่ต้องเร่งฉีด จากสถิติกลุ่มคนเหล่านี้หากติดเชื้อ 10 คนจะเสียชีวิต 1 คน ขณะที่กลุ่มผู้ติดเชื้อไม่มีโรคร่วมอัตราเสียชีวิตอยู่ที่ 1 ต่อ 1 พันคน รวมถึงสตรีมีครรภ์พบการติดเชื้อเพิ่ม ในเชิงวิชาการวัคซีนทุกชนิดฉีดได้กับหญิงครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป

    ไฟเซอร์บริจาคฉีดกลุ่มเป้าหมาย

    สำหรับการฉีดเข็มกระตุ้นบูสเตอร์โดสให้บุคลากรสาธารณสุขด่านหน้า นพ.ทวีทรัพย์กล่าวว่า ข้อมูลทางห้องปฏิบัติการพบว่าทั้งแพลตฟอร์มไวรัสเว็กเตอร์และ mRNA เพิ่มประสิทธิผลได้ทั้งคู่ ดังนั้น ถ้ามีแอสตราเซเนกาฉีดได้เลยไม่จำเป็นต้องรอ เมื่อไฟเซอร์มาถึงจะฉีดเป็นบูสเตอร์เช่นกัน แผนการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับบริจาคมา 1.5 ล้านโดส คณะกรรมการวิชาการทำข้อเสนอเบื้องต้นถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะใช้ฉีด คือกลุ่มบุคลากรสาธารณสุขด่านหน้า กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หญิงมีครรภ์ โดยระดมฉีดในพื้นที่ระบาดให้ครอบคลุมก่อน ไม่ได้กำหนดว่าให้กับกลุ่มใดพิเศษ แต่อยู่ในแผนงานปกติที่เป็นวัคซีนสนับสนุนที่มีอยู่ รอเสนอ ศบค.เห็นชอบและพิจารณาตัดสินจำนวนที่แน่นอน

    สำเร็จแล้วซื้อโมเดอร์นา

    นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.องค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ค. องค์การเภสัชกรรม และบริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จํากัด ในนามบริษัท แซดพี เทอราพิวติกส์ ซิลลิค ฟาร์มา ประเทศไทย ลงนามเซ็นสัญญาซื้อ-ขายวัคซีนโมเดอร์นาจำนวน 5 ล้านโดสแล้ว โดยมี นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เป็นสักขีพยาน วัคซีนทั้งหมดจะทยอยนำเข้าไทย ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ปี 2564 ต่อเนื่องไตรมาส 1 ปี 2565 ขณะเดียวกันโรงพยาบาลต่างๆ รวมทั้งสภากาชาดไทย ได้ชำระเงินค่าวัคซีนครบถ้วนตามที่ได้รับการจัดสรร หลังจากนี้องค์การเภสัชกรรมจะชำระเงินแก่บริษัท ซิลลิคฟาร์มา จํากัด ต่อไป เพื่อให้ความมั่นใจว่าวัคซีนโมเดอร์นา 5 ล้านโดสจะเข้าไทยอย่างแน่นอน

    ชมรมแพทย์ชนบทเสนอรัฐ 3 ข้อ

    วันเดียวกัน นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.โรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า เท่าที่เห็นระบบบริหารจัดการผู้ป่วยโควิด-19 ใน กทม.พบว่าเป็นระบบที่แย่มาก ชมรมแพทย์ชนบทมีข้อเสนอถึงรัฐบาล 3 ข้อคือ 1.ขอให้ ศบค.กทม.กรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลต่างๆ และหน่วยงานต่างๆในเมืองหลวง ต้องช่วยกันเพิ่มจุดตรวจโควิดให้มากขึ้นอีกหลายๆเท่า ให้เพียงพอกับสถานการณ์การระบาดที่หนักหน่วง 2.ขอให้โรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามทุกแห่ง ยอมรับผลของ Rapid Ag Test อย่าได้ผลักภาระการตรวจ rtPCR ให้เป็นภาระของคนไข้ที่เขาต้องไปหาที่ตรวจเอง ควรเป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลที่จะต้องตรวจยืนยันให้ 3.ขอให้รัฐบาลส่งเสริมให้มีการตรวจโควิดด้วยตนเองโดย Ag Test Kit ให้กว้างขวาง ทั้งด้วยการส่งให้ตรวจฟรีสำหรับคนที่ร้องขอ หรือการวางขายตามร้านขายยา โดยที่มีการควบคุมคุณภาพและควบคุมราคาให้เหมาะสม

    รพ.ธรรมศาสตร์แจงประกาศ

    ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จ.ปทุมธานี นพ.พฤหัส ต่ออุดม ผอ.รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ให้สัมภาษณ์กรณีประกาศโรงพยาบาล เรื่องหลักเกณฑ์การพิจารณาไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ว่า คำว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาไม่ใส่ท่อช่วยหายใจสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด อาจทำให้ประชาชนไม่สบายใจ โรงพยาบาลขอน้อมรับปรับปรุงให้ชัดเจน ว่า เป็นหลักเกณฑ์การพิจารณาในการจัดการผู้ป่วยวิกฤติ ให้เข้ารับการดูแลรักษาในระบบ Palliative care หรือการดูแลแบบประคับประคอง สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 แบ่งเป็น 2 กรณี คือกรณีผู้ป่วยแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้า โดยวาจาหรือลายลักษณ์อักษรว่า ไม่ประสงค์ใส่ท่อช่วยหายใจ หรือครอบครัวตัดสินใจร่วมกับผู้ตัดสินใจแทนแล้วมีข้อสรุปว่าไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ เป็นไปตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550

    ไม่ใส่ท่อต้องเข้าหลักเกณฑ์

    นพ.พฤหัสกล่าวอีกว่า กรณีที่ 2 ผู้ป่วยไม่ได้แสดงเจตนาไว้ล่วงหน้า แต่แพทย์ผู้ดูแลพิจารณาไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ ผู้ป่วยจะต้องเข้าหลักเกณฑ์การรักษาแบบประคับประคอง เป็นวิธีการรักษาที่โรงพยาบาลใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย การดูแลแบบประคับประคองจะมีหลักเกณฑ์ทางการแพทย์รองรับชัดเจน เช่น อายุมากกว่า 75 ปี มีโรคประจำตัวที่ถึงเกณฑ์การดูแลแบบประคับประคอง เช่น โรคหัวใจ ปอด มะเร็ง ทั้งเป็นการตัดสินใจร่วมกันของผู้ป่วย ญาติ แพทย์ผู้รักษา ทำให้ผู้ป่วยค่อยๆ นอนหลับไป ไม่ได้เป็นการเร่งหรือยื้อการเสียชีวิต เป็นการเสียชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีตามธรรมชาติ

    หนุน กยศ.ผ่อนหนี้ขั้นต่ำ 10 บาท

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม โดยผู้กู้ยืมที่อยู่ในระบบหักเงินเดือน ขอปรับลดจำนวนเงินที่หักเหลือขั้นต่ำ 10 บาทต่อเดือน จะมีผลตั้งแต่เดือน ส.ค.64-มิ.ย.65 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว. กลาโหม ยังมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ฯ นำมาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนนักศึกษา ปีการศึกษา 64 เตรียมแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับเปลี่ยน ลำดับตัดชำระหนี้และเปลี่ยนเงื่อนไขการผ่อนชำระสำหรับผู้กู้ยืมกลุ่มก่อนฟ้องคดีเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ยืมที่ค้างชำระและลดปัญหาหนี้ค้างชำระของกองทุนจากสถานการณ์โควิด-19 โดยให้มีระยะเวลาในการผ่อนชำระสูงสุด 30 ปี

    บี้นายกฯลดค่าเทอม 50% 3 ปี

    ที่ประตู 3 ทำเนียบรัฐบาล มีกลุ่มลิเบอร์ตา นำโดยนายธัญญศิษฐ์ อิงคยุทธวิทยา นายสัณหณัฐ ศรัทธาพร ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหมและคณะรัฐมนตรี ผ่านตู้ไปรษณีย์ 1111 เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 นายธัญญศิษฐ์ กล่าวว่า มาตรการยาวที่ผ่านมา เป็นเพียงการจ่ายเงินเยียวยาแบบส่งเดช คนเหล่านั้นไม่สามารถประคับ ประคองชีวิตได้อย่างแท้จริง จึงเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง 5 ข้อคือลดค่าเทอมและค่าบำรุงการศึกษานักเรียนนักศึกษา ตั้งแต่ประถมจนถึงมหาลัยทุกสถาบันการศึกษา ไม่ว่าโรงเรียนรัฐหรือเอกชน 50% อย่างน้อย 3 ปี จัดหาวัคซีนทุกยี่ห้อฟรีให้ประชาชน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการป้องกันโควิด-19 ของรัฐโดยชดเชยขั้นต่ำอย่างน้อย 80% พักชำระหนี้ทั้งต้นทั้งดอกทุกอาชีพ เพิ่มเงินเดือนบุคลากรทางการแพทย์และบรรจุพนักงานสัญญาจ้างซึ่งปฏิบัติงานป้องกันและการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด ให้เป็นพนักงานประจำและบรรจุเป็นข้าราชการ

    “บิ๊กตู่” ออกตรวจ รพ.สนาม ทบ.

    ขณะที่ช่วงบ่าย วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ออกจากบ้านพัก กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ร.1 ทม.รอ.) ไปตรวจเยี่ยมการเตรียมการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต ตามนโยบายแก้ปัญหาเตียงรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่ กทม. นายกฯกล่าวให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และบุคลากรว่า ขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือกันอย่างเต็มกำลังความสามารถด้วยใจที่ปรารถนาอยากช่วยให้ทุกคนได้รับการรักษาอย่างดีที่สุด

    นายกฯประชุมด่วนแก้เตียงไม่พอ

    ต่อมาเวลา 19.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ เรียกประชุมด่วน ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้ว่าฯ กทม. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น เพื่อประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 สั่งการและฟังข้อคิดเห็นในเรื่องการบริหารจัดการเตียงผู้ป่วยโควิด-19 ศูนย์แรกรับ ตามนโยบายที่จะต้องไม่มีผู้ป่วยและผู้ตายริมถนน หรือในที่สาธารณะ หากมีปัญหาจะต้องรีบปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างทันท่วงที

    สั่งสอบทหารขอฉีดโมเดอร์นา

    ส่วนที่สื่อสังคมออนไลน์ มีการเผยแพร่หนังสือราชการด่วนมาก ที่ กห 0312.3/218 จากกองพิธีการ กรมสารบรรณทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เรื่องขอรับการสนับสนุนวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 Moderna จากสภากาชาดไทยนั้น เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 22 ก.ค. พล.ต.ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว ให้สอบสวนข้อเท็จจริงโดยทันที หนังสือราชการดังกล่าว ไม่ใช่ลักษณะหนังสือราชการที่ส่งไป หน่วยงานภายนอก หากการสอบสวนหาข้อเท็จจริงในวันที่ 23 ก.ค. ได้ผลประการใดจะชี้แจงให้สังคมทราบต่อไป

    ฟันพันเอกทำโดยพลการ

    ต่อมา พล.ต.ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา รองโฆษก บก.กองทัพไทย เปิดเผยว่า กองบัญชาการกองทัพไทย ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเป็นการเร่งด่วน ผลการสอบสวนพบว่า พ.อ.ยุทธศักดิ์ พรหมทา ผอ.กองพิธีการ กรมสารบรรณทหาร ได้ทำหนังสือเพื่อขอรับการสนับสนุนวัคซีนจริง เป็นการกระทำโดยพลการ ผู้ที่ลงนามในหนังสือดังกล่าว ไม่ได้รับมอบอำนาจจาก ผบ.ทหารสูงสุด จึงไม่ถือเป็นหนังสือที่ถูกต้องและไม่ได้ส่งไปยังสภา กาชาดไทย ได้ถูกยกเลิกหนังสือดังกล่าวแล้วและบก.กองทัพไทยได้พิจารณาลงโทษทางวินัยแก่กำลัง พลดังกล่าว

    ปรับเวลา 3 กลุ่มศูนย์วัคซีนบางซื่อ

    นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ประธานคณะกรรมการอำนวยการร่วม (กระทรวงคมนาคม) ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ เปิดเผยว่า จากที่กรมการแพทย์ประกาศการให้บริการฉีดวัคซีนที่สถานีกลางบางซื่อแบบไม่ต้องลงทะเบียน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 2.สตรีมีครรภ์ อายุตั้งแต่ 12 สัปดาห์ 3.ผู้มีน้ำหนักเกิน 100 กิโลกรัม ศูนย์ฯขอจัดเวลาสำหรับ 3 กลุ่มใหม่ดังนี้คือ ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมารับบริการฉีดวัคซีนได้ ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. กลุ่มสตรีผู้มีครรภ์ ผู้มีน้ำหนักตั้งแต่ 100 กิโลกรัมขึ้นไปมารับบริการได้ในเวลา 13.00-17.00 น. เพื่อลดปริมาณผู้มารอรับการบริการช่วงเช้าและปรับแถวการคอย เป็นการนั่งพักคอย

    อาจปิดสมุทรสาครหลังยอดพุ่ง

    ที่ จ.สมุทรสาคร นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผวจ. ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดสมุทรสาคร มีข้อสรุปออกมา 3 เรื่องสำคัญ เกี่ยวกับการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประกอบไปด้วย เรื่องตลาดนัด การปิดเมืองและการดำเนินการกับโรงงานต่างๆ โดยตลาดนัดให้เปิดขายได้เฉพาะอาหารหรือเครื่องบริโภคอุปโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน ตลาดไหนไม่มีมาตรการเข้มงวด หากพบจะต้องถูกพิจารณาสั่งปิด ส่วนการปิดเมืองและการสั่งปิดกิจการทั้งหมด ยังไม่มีมติชัดเจนเพราะจะเกิดผลกระทบกับหลายฝ่ายและอยากให้ทุกคนในจังหวัดสมุทรสาคร ช่วยกันปฏิบัติตามมาตรการบังคับอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเรื่องการเคลื่อนไหวให้น้อยลง ถ้าตัวเลขยังคงสูงขึ้น ทุกคนยังคงใช้ชีวิตกันตามปกติ อาจนำไปสู่การพิจารณาปิดเมืองต่อไป ส่วนเรื่องโรงงานอุตสาหกรรม สถานประกอบการที่มีคนงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ต้องทำสถานที่กักตัวเตรียมไว้รองรับผู้ติดเชื้อ ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อใน จ.สมุทรสาครพุ่งถึง 1,070 รายแล้ว

    ปิยะเวทแจงเรื่องณวัฒน์

    วันเดียวกันที่ รพ.ปิยะเวท มีการแถลงข่าวชี้แจงกรณี นายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ที่ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวกล่าวหาว่าถูกไล่ออกจาก รพ. โดยนพ.วิทิต อรรถเวชกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รพ.ปิยะเวท กล่าวในการแถลงข่าวว่า นายณวัตน์เข้ารักษาตัวตั้งแต่ 3 ก.ค.จากการติดเชื้อโควิด-19 ตลอดระยะเวลา 20 วันที่ผ่านมา อาการเจ็บป่วยมีบางช่วงที่ค่อนข้างรุนแรง คณะแพทย์พยาบาลได้ให้การรักษาอย่างเต็มที่ จนอาการดีขึ้นมากเป็นลำดับ อยู่ในสถานะที่สามารถกลับไปพักฟื้นรักษาตัวที่บ้านได้แล้ว ประกอบกับการแพร่ระบาดโควิดสายพันธ์เดลตาในกรุงเทพฯ ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จนเกิดสภาวะวิกฤติโรงพยาบาลในกรุงเทพฯและปริมณฑลไม่มีจำนวนเตียงเพียงพอสำหรับจำนวนคนไข้ ที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 หมื่นคนต่อวัน ฝ่ายบริหารจึงขอความร่วมมือไปยังผู้ป่วยทุกท่านที่มีอาการดีขึ้น ให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้านหรือที่ Hospitel เมื่อคืนวันที่ 22 ก.ค. เวลาประมาณ 4 ทุ่ม นายณวัฒน์ได้โทรศัพท์พูดคุยว่าขอกลับบ้านโดยสมัครใจเพื่อพักฟื้นที่บ้านและได้ออกจากโรงพยาบาลไปเมื่อเช้าวันที่ 23ก.ค.มีทีมแพทย์โทร.สอบถามติดตามอาการที่บ้านแล้ว รพ.ปิยะเวทและ รพ.ในเครือบางปะกอกทั้งหมด มีความจริงใจ เต็มใจที่จะดูแล รักษาคนไข้ในทุกกรณี กรณีนายณวัฒน์เป็นเคสที่เกิดขึ้นได้จากภาวะต่างๆ รพ.มิเคยปฏิเสธคนไข้และได้ปรับความเข้าใจกันได้ด้วยดี

    ร้องขอหยุดงานกลัวติดโควิด

    ที่ จ.สมุทรปราการ ตอนสายวันเดียวกัน พนักงานบริษัท โบว์การ์ทลินเจอรี่ ประเทศไทย จำกัด ผลิต ชุดชั้นในสตรี อยู่ ถ.บางนา-ตราด อ.บางเสาธง ประมาณ 1,800 คน ได้รวมตัวกันชุมนุม เรียกร้องขอให้บริษัทหยุดงาน 14 วัน เนื่องจากมีพนักงานติดเชื้อโควิด-19 เกือบ 400 ราย และมีเสียชีวิตไป 1 ราย ทำให้พนักงานมีความหวาดระแวงเกรงติดเชื้อ
    โควิด-19 นางยุพดี แสนบอโดน หัวหน้าแผนก D9 เผยว่า พนักงานที่ชุมนุมต้องการให้บริษัทมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาคนที่ติดเชื้อโควิด-19 และต้องกักตัวทำให้มีความเป็นอยู่ลำบาก ต่อมาฝ่ายบุคคลของบริษัทได้ขอให้พนักงานกลับบ้าน โดยแจ้งว่าหากมีการรวมตัวกันอาจทำให้เชื้อแพร่ระบาดได้ มีพนักงานบางส่วนทยอยขึ้นรถบัสที่บริษัทจัดให้ แต่ขณะรถบัสจะเคลื่อนตัวออกจากบริษัท มีพนักงานส่วนหนึ่งออกมาปิดถนนไม่ยอมให้รถออกจากพื้นที่ ต่อมาเวลา 14.00 น. นายพงศ์เทพ เพชรโสม สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอบางเสาธง มาประชุมกับตัวแทนพนักงานและตัวแทนบริษัท โดยบริษัทมีข้อเสนอ 2 ข้อ คือ จะให้พนักงาน 3,800 คน กักตัว 28 วัน โดยมีที่พัก อาหาร 3 มื้อ ข้อ 2 หากมีคำสั่งจาก ผวจ.ให้ปิดโรงงาน 14 วันและทำตามขั้นตอนสาธารณสุข จะจ่ายค่าแรงให้พนักงานเพียง 50% และนัดตกลงกันใหม่ในวันที่ 29 ก.ค.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    โควิด-19วัคซีนโมเดอร์นาModernaกองบัญชาการกองทัพไทยขอวัคซีนโมเดอร์นาทหารขอวัคซีนกองทัพไทยธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยาวัคซีนโควิดข่าวหน้า1

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 29 กันยายน 2564 เวลา 03:03 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์