นับวันเหตุ “ภัยพิบัติธรรมชาติ และภัยจากน้ำมือคน” มีแนวโน้มเกิดขึ้นถี่ฉับพลันทวีความรุนแรง กลายเป็นเหตุร้ายให้ “คนไทย” มีโอกาสต้องเสี่ยงเผชิญอันตรายได้ทุกเมื่อ ที่มักก่อให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินมากมายมหาศาลและทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุ “ผู้ประสบภัย” จะมัวรอความช่วยเหลือจาก “หน่วยงานรัฐ” ก็คงไม่ทันการณ์ “หน่วยงานเอกชน และมูลนิธิองค์กรการกุศล” จึงกลายเป็นอีกหน่วยสนับสนุนเสริมเข้าพื้นที่ช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเบื้องต้นก่อน เพื่อรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการหลักต่อไปเหตุนี้มักมีภาพ “อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” พร้อมอุปกรณ์เครื่องมือกู้ภัยทันสมัยออกช่วยเหลือผู้ประสบเหตุประสบภัยให้ทันเวลา ทำให้ “อาสาสมัครฯ” มักกลายเป็น “ทีมแรก” ที่มีบทบาทสำคัญของการช่วยเหลือชีวิตอยู่เสมอ วันนี้ “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ครบรอบ 111 ปี” ในฐานะองค์กรสาธารณกุศลที่มุ่งมั่นช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ บำรุงสุขให้แก่เพื่อนมนุษย์และสังคมไทย “ทีมสกู๊ปหน้า 1” มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.วิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นการก่อตั้ง “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” ปีนี้ดำเนินงานมาครบรอบ 111 ปี สมัยแรกๆ “เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่” ส่งผลให้มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเต็มเกลื่อนเมือง“คณะกรรมการ 12 ท่าน” จึงได้จัดตั้ง “คณะเก็บศพไต้ฮงกง” ที่อัญเชิญชื่อมาจากความศรัทธา “หลวงปู่ไต้ฮง” ประเทศจีน เพื่อดำเนินการเก็บศพผู้ไร้ญาติ และอนาถาในเขตพระนครสมัยนั้นต่อมาก็เปลี่ยนเป็น “มูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง” หรือ “ป่อเต็กตึ๊ง” หมายความว่า “ตอบแทนบุญคุณด้วยการกระทำความดี” ที่เป็นจุดเริ่มต้นก่อกำเนิดของมูลนิธิฯนี้ กลายเป็น “คนไทย” เข้าใจผิดคิดว่า “องค์กรทำงานเก็บศพเฉพาะ” หาก “จนท.ป่อเต็กตึ๊ง” ผ่านจุดใดมักไม่ให้เข้าบ้าน กลัว “มาเก็บศพ” ตลอดมาทว่าบทบาท “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” ปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยแล้ว ในปัจจุบันนี้ เน้นทำงาน 3 ด้าน คือ “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต และสร้างชีวิต” อันมีสถาบันรองรับประโยค 3 คำนี้ที่สำคัญ คือ “ช่วยชีวิต” มีหน่วยกู้ชีพกู้ภัยช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอยู่ตลอด ที่เป็นกลุ่มอาสาสมัครเข้ามาทำงานเพื่อสังคมด้วยใจ แบบไม่มีเงินเดือนยกเว้นกรณีเกิดอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติหน้าที่ “มูลนิธิฯ” ต้องเข้าไปดูแลสวัสดิการชดเชยตามสมควรให้ครอบครัว ในส่วน “การปฏิบัติหน้าที่” ต้องผ่านการรับรองหลักสูตร “สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ” กำหนดเสมอ เพื่อให้มีทักษะวิธีปฏิบัติงานอย่างถูกต้อง “คำนึงหลักความปลอดภัยสูงสุด” ที่ไม่อาจช่วยเหลือโดยพลการได้ โดยเฉพาะ “เหตุเกี่ยวกับอาชญากรรม” อาจทำให้พยานหลักฐานในที่เกิดเหตุเสียหายถูกทำลายได้ ตอนนี้มีอาสาสมัครฯ ราว 4,000 กว่าคน และอาสาสมัครฯสำรองราว 2,000 กว่าคน ในการปฏิบัติหน้าที่ก็มีบทบาทลักษณะงานต่างกันออกไป เช่น อาสาบริการ กู้ชีพกู้ภัย จราจร ศิลปิน กิตติมศักดิ์ และอาสาเฉพาะกิจประการต่อมา...“รักษาชีวิต” ก็มี รพ.หัวเฉียว ในสังกัดมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามารับบริการได้ในราคาที่มีความสมเหตุสมผลเป็นไปตามนโยบายของมูลนิธิฯ มีผู้เข้ารักษาเฉลี่ยวันละ 600 คน ในส่วน “สร้างชีวิต” ซึ่งก็มี ม.หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ สร้างคนให้มีความรู้เป็นคนดีประกอบอาชีพสุจริตรับใช้สังคมต่อไป“อนาคตประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เรื่องนี้กำลังศึกษากฎหมายการดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ “คนชรา” ให้เหมาะสมเพียงพออยู่เช่นกัน เพราะเรามุ่งหวังเพียงเพื่อการช่วยชีวิต รักษาชีวิต และสร้างชีวิต ในการบรรเทาทุกข์เอื้ออำนวยสุขให้ “ผู้ตกทุกข์ได้ยาก” ที่กำลังรอคอยความช่วยเหลือนี้อยู่อีกมาก ในสังคมไทย” ดร.วิเชียรว่าในวันนี้ “ประชาชนทุกหย่อมหญ้า” ได้รับความเดือดร้อนจาก “การแพร่ระบาดโควิด-19” ทำให้มูลนิธิฯจัดการช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย และด้านสังคมสงเคราะห์ นำขบวนคาราวานสิ่งของออกไปแจก ทั้งอาหารกล่อง น้ำดื่ม หน้ากากอนามัย ถุงยังชีพ ยาสามัญประจำบ้าน เน้นชุมชนชนบทที่มักไม่ได้รับความช่วยเหลือเท่าที่ควรทั้งจัดตั้งกองทุน “ธารน้ำใจ สู้ภัยโควิด-19” มอบอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่จำเป็นในการช่วยชีวิต รักษาชีวิตของผู้ป่วยให้กับโรงพยาบาลขาดแคลน 37 แห่งทั่วประเทศ ในงบประมาณ 110 ล้านบาท เช่น เครื่องช่วยหายใจ ตู้อบเด็กทารกแรกเกิด และเครื่องตรวจอวัยวะภายในด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงอุปกรณ์เครื่องมือนี้ “โรงพยาบาล” มีการแสดงความประสงค์สิ่งจำเป็นเข้ามาผ่านคณะกรรมการมูลนิธิฯ พิจารณาเห็นชอบจำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะ “โรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกล” เพราะแม้มีบุคลากรมีความรู้ความสามารถ แต่ว่า “ขาดอุปกรณ์ทันสมัย” ย่อมทำให้ไม่อาจช่วยชีวิตรักษาชีวิตของประชาชนได้อย่างเต็มที่ก็ได้ไม่เท่านั้น ยัง “แก้ไขปัญหาความยากจน” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเชิงบูรณาการร่วมกับ “กรมการพัฒนาชุมชน” ในการมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้สามารถบริหารจัดการชีวิตแก่ครอบครัวผู้ยากจนเฉลี่ยไม่เกิน 30,000 บาทต่อราย มุ่งเน้นอาชีพ 4 ประเภท คือ อาชีพตัดผม ช่างไฟฟ้า ร้านอาหารตามสั่ง ปิ้งลูกชิ้นขายเพื่อเปิดโอกาสให้ “ครัวเรือนผู้ยากจน” สามารถแก้ปัญหาครัวเรือนให้มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีรายได้เลี้ยงครอบครัวอย่างยั่งยืน เพื่อช่วยเหลือสังคมกันคนละไม้คนละมือท่ามกลาง “ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ” จากผลกระทบโรคระบาดโควิด-19 นี้ประเด็น...“โครงการช่วยเหลือประชาชน” ต้องเข้าใจว่า “เงินงบประมาณ” ในการดำเนินงานได้จากผู้มีจิตศรัทธาช่วยกันบริจาคสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลนี้ เพื่อให้สามารถขยายขอบข่ายโครงการออกไปอย่างกว้างขวางในทุกวันนี้ เหตุนี้การดำเนินโครงการต้องเสนอของบประมาณผ่านคณะกรรมการพิจารณาก่อนเสมอ การเสนอ “โครงการงานช่วยเหลือสังคม” ต้องสมเหตุสมผลประเมินงานอยู่ตลอด ที่ไม่ใช่ใช้เงินสะเปะสะปะไร้ระเบียบแบบแผน เน้นหลักมีงบประมาณเพียงพอก่อนอนุมัติเสมอ ถ้าหาก “งบเบิกจ่าย” ออกไปเหลือต้องมีเหตุผลอธิบาย เพื่อป้องกันขอเงินแล้วไม่ใช้บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับโครงการฯทำไปแล้ว...ด้านบรรเทาสาธารณภัย ด้านกู้ชีพกู้ภัย ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ โครงการสงเคราะห์ เช่น แก้ปัญหายากจน สร้างแท็งก์น้ำในชนบท แจกจักรยานให้นักเรียน แจกวีลแชร์แก่คนพิการสิ่งสำคัญต้องกำหนดแผนงบประมาณสำรอง “กรณีเหตุฉุกเฉินภัยธรรมชาติ” เพื่อให้ “จนท.กู้ชีพกู้ภัย” สามารถออกปฏิบัติงานบรรเทาสาธารณภัยได้ทันที ในการออกไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ไม่อาจรอได้แม้เสี้ยวนาที เพราะจะทำให้เกิดการสูญเสียขึ้นก็ได้ส่วนตัวแล้วเข้ามาทำงานช่วยเหลือสังคม 50 ปี มีเหตุจูงใจจุดเริ่มต้นจาก “คุณปู่” ท่านชอบการช่วยเหลือสังคม และมักบอกสอน “คุณพ่อ” อยู่เสมอ กลายเป็นจุดประกายในการสร้างโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นจุดบริการช่วยสังคม ทำให้ต้องทำหน้าที่สืบสานต่อเจตนารมณ์ให้ดีที่สุดตามความสามารถเท่าที่มีอยู่นี้ อีกทั้งเคยมีโอกาสสัมผัส “พื้นที่ชนบท” มักเห็นภาพ “เด็ก” ไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าหรือรองเท้าใส่ ในบางครอบครัวต้องเผชิญ “ความอดมื้อกินมื้อ” เมื่อเรานำสิ่งของจำเป็นดำรงชีวิตมอบให้ “ทุกคนต่างมีรอยยิ้มแห่งความสุข” ทำให้คนมอบให้ก็มีความสุขด้วย ดังนั้นกำลังจะมี “โครงการคาราวานปันน้ำใจ” เพื่อให้คนชนบทเร็วๆนี้ตอกย้ำว่า “งานด้านเก็บศพ” เป็นอดีตจุดเริ่มต้น ปัจจุบันพัฒนาสู่การทำงานในบทบาท “ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ต่อสังคม” เพิ่มศักยภาพพัฒนากิจกรรม ทั้งด้านกู้ชีพกู้ภัย บรรเทาสาธารณภัย และด้านสวัสดิการสังคม และงานสงเคราะห์ ออกไปอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ จนเป็นที่ประจักษ์ที่ได้รับการชื่นชมในประเทศและนอกประเทศอันเกิดจาก “เงินบริจาค” ส่วนหนึ่งมาจาก “ชาวจีนโพ้นทะเล” ลักษณะเป็นการตอบแทนบุญคุณ ในครั้งอดีตเคย “หนีร้อนมาพึ่งเย็น” นั่งเรือขึ้นฝั่ง “เมืองไทย” ที่ได้กิน “ข้าวต้มชามแรก” จากมูลนิธิฯที่นำอาหารมาเลี้ยงนี้ล่าสุดในช่วง “ตรุษจีนที่ผ่านมานี้” ก็มีนักธุรกิจป่วยนอนติดเตียงท่านหนึ่ง ได้กำชับลูกสาวให้นำเงินมาบริจาคแก่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง 8 แสนบาท เพราะ “ข้าวต้มชามแรก” ทำให้เขามีอยู่มีกินถึงทุกวันนี้...ภารกิจ “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” ไม่จบสิ้น คงมุ่งมั่นการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เอื้ออำนวยสุขแก่เพื่อนมนุษย์ผู้ตกทุกข์ได้ยากจากภัยพิบัติของ...“คนอาสากู้ชีพกู้ภัย” บุคคลผู้เสียสละแลกกับการได้ช่วยชีวิตคนอื่น.