"ตีเนียน" ทะลักเข้าไทย ชาวปากีสถาน ไร้เอกสารรับรอง

ข่าว

    "ตีเนียน" ทะลักเข้าไทย ชาวปากีสถาน ไร้เอกสารรับรอง

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    13 ก.ค. 2563 05:28 น.

    ทั้งที่ติดเชื้ออันดับ 12 โยนให้กต.แก้ปัญหา จับ 16 จีนว่ายข้ามเมย หมอจุฬาฯเล็งหาปท. โควิดหนักลองวัคซีน

    ไทยเนื้อหอม หลังไร้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศต่อเนื่อง 48 วัน ชาวต่างชาติแห่เข้าประเทศ ล่าสุดชาวปากีสถานระบุเป็นนักธุรกิจแห่บินเข้าไทยนับสิบ ทั้งที่เป็นพื้นที่ระบาดติดเชื้ออันดับ 12 ของโลก หนำซ้ำพบเกือบครึ่ง ขาดเอกสารตามข้อกำหนดของ ศบค. ขณะเดียวกัน ตร.แม่สอดรวบ 16 ชาวจีนขณะว่ายข้ามแม่น้ำเมยจากพม่ามาไทย อ้างบ่อนปิดตกงาน จะมาขอความช่วยเหลือจากสถานทูตจีน ด้านหมอจุฬาฯแจงผลการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ในลิงทดลองได้ผลดีจริง สัปดาห์หน้าส่งโรงงานผลิต 1 หมื่นโดส ทดลองในจิตอาสา 3 ระยะ แต่คาดทำได้แค่สองระยะแรก ส่วนระยะ 3 อาจต้องหาพื้นที่ระบาดรุนแรงทดลองแทน

    ในขณะที่การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ทั่วโลกยังคงรุนแรงต่อเนื่อง โดยหลายประเทศพบผู้ติดเชื้อรายใหม่หลักหมื่นคนต่อวัน ต่างจากไทยที่สถานการณ์ดีวันดีคืน แม้ยังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่แต่ล้วนมาจากต่างประเทศและอยู่ในสถานที่กักตัว พร้อมกับมีความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคจากไวรัสมรณะ

    จุฬาฯเดินหน้าทดลองวัคซีนในคน

    ที่ห้องประชุม 1210 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ รพ.จุฬาลงกรณ์ เมื่อวันที่ 12 ก.ค. นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผอ.รพ.จุฬาฯ คณบดีคณะแพทยศาสตร์จุฬาฯ เป็นประธานแถลงข่าวความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีน “จุฬาฯ โควิด-19” หลังพบในลิงได้ผลดี เดินหน้าทดสอบในมนุษย์ (จิตอาสา) โดย นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผอ.บริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ผลการทดสอบวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA ในลิงที่ศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี หลังจากที่ฉีดวัคซีนเข็มที่สองไปเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา พบว่าลิง 13 ตัวที่ใช้ในการทดลอง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกใช้โดสสูง กลุ่มที่สองใช้โดสต่ำกว่ากลุ่มแรก 10 เท่า และกลุ่มสุดท้ายไม่ได้รับวัคซีน โดยมีการเจาะเลือดติดตามทุก 15 วัน พบว่าวัคซีนฯ กระตุ้นภูมิคุ้มกันในลิงได้สูงเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในลิงกลุ่มที่ได้รับวัคซีนเข้มข้นสูง

    รอ อย.รับรองก่อนรับจิตอาสา

    นพ.เกียรติกล่าวอีกว่า ดังนั้นในสัปดาห์หน้าจะเตรียมส่งโรงงานผลิตเพื่อนำมาทดลองในคน คาดว่าจะเสร็จประมาณต้น พ.ย. ประมาณ 10,000 โดส จากนั้นจะวางแผนทดลองวัคซีนในคนจำนวนมากกว่า 100 ในระยะที่ 1 และในระยะที่ 2 อีกประมาณ 500-1,000 คน อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะทำการทดลองในคนได้ต้องได้รับการรับรองความปลอดภัยจากทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และคณะกรรมการจริยธรรมของคณะแพทยศาสตร์ก่อน ดังนั้นช่วงนี้จะยังไม่สามารถรับสมัครอาสาสมัครได้ ยังไม่ต้องติดต่อเข้ามา ต้องรอการประกาศอย่างเป็น ทางการก่อน คาดว่าอย่างเร็วสุดน่าจะเป็นประมาณช่วงกลางเดือน หรือปลายเดือน ก.ย.

    เล็งหาประเทศทดลองระยะที่ 3

    นพ.เกียรติกล่าวต่อไปว่า ส่วนการทดลองในระยะที่ 3 คือการทดลองให้ผลในการป้องกันโรคนั้น ดูจากการระบาดในประเทศไทยขณะนี้ คงไม่สามารถทดลองในประเทศไทยได้แน่นอน ยกเว้นว่าจะเกิดการระบาดรุนแรงในระลอกที่ 2 คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ดังนั้นจึงมองไปที่ประเทศที่ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯได้รับการรับรองให้ผลิตวัคซีนนี้จำหน่ายได้ 7 ประเทศ หนึ่งในนั้นคือ อินโดนีเซีย ที่พบว่ายังมีการระบาดรุนแรงอยู่ อย่างไรก็ตาม มีอีกช่องทางหนึ่งที่อาจจะทำให้ไม่ต้องทดลองในระยะที่ 3 คือหากมีวัคซีนของประเทศใดที่ผ่านการรับรองให้นำมาใช้ได้แล้ว ทางศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อาจจะขอการรับรองจาก อย.ให้อนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินที่อยู่ภายใต้การควบคุมได้ เนื่องจากจะมีผลการทดลองในระยะที่ 1 และ 2 แล้วว่าวัคซีนมีความปลอดภัย

    คาดอีก 9 เดือนได้ใช้วัคซีน

    ผอ.บริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ในทั่วโลกมีวัคซีนโควิด-19 ที่กำลังทดลองอยู่ 150 ตัว แต่ยังไม่มีตัวใดที่ได้รับการรับรอง และส่วนใหญ่ประมาณ 129 ตัว ยังอยู่ในการ ทดลองในสัตว์ และมีวัคซีนเพียง 1 ตัวเท่านั้นที่เข้าสู่การทดลองในระยะที่ 3 แล้ว การทดลองวัคซีนของศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ถือว่ามีความคืบหน้าไปมากกว่าอีกหลายประเทศ คาดว่าจะสามารถผลิตวัคซีนออกใช้อย่างเร็วสุดในอีกประมาณ 9 เดือน

    ติดเชื้อเพิ่ม 1 หนุ่มกลับจากญี่ปุ่น

    สำหรับสถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในไทยนั้น นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กล่าวว่า วันนี้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1 ราย เป็นคนไทยที่เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น และเข้ารับการเฝ้าระวังกักตัวในสถานที่ที่รัฐจัดให้ ไม่มีผู้ป่วยกลับบ้านเพิ่ม ทำให้มีผู้ป่วยกลับบ้านสะสม 3,088 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 95.99 ของผู้ป่วยทั้งหมด มีผู้ป่วยที่ยังรักษาอยู่ในโรงพยาบาล 71 ราย หรือร้อยละ 2.21 ของผู้ป่วยทั้งหมด ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม รวมผู้เสียชีวิตสะสม 58 ราย ผู้ป่วยสะสมทั้งสิ้น 3,217 ราย สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้ 1 ราย เป็นเพศชาย อายุ 39 ปี สัญชาติไทย อาชีพพนักงานบริษัท เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นถึงประเทศไทยวันที่ 30 มิ.ย.2563 เข้าพักที่สถานเฝ้าระวังกักตัวที่รัฐจัดให้ในกรุงเทพมหานคร พบเชื้อจากการตรวจในครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2563 แต่ไม่มีอาการ

    ดูตัวอย่าง ตปท.ระวังระบาดซ้ำ

    นพ.โสภณกล่าวต่อว่า แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยจะผ่านพ้นการระบาดในระลอกแรกไปแล้วเนื่องจากไม่พบการติดเชื้อในประเทศต่อเนื่องเป็นเวลา 48 วัน และจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ในอันดับที่ 100 ของโลก เป็นผลมาจากความร่วมมือร่วมใจของประชาชนที่ช่วยกันป้องกันตัวเองจากโรคโควิด-19 แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ทั่วโลกยังพบการระบาดเป็นวงกว้างอยู่ โดยประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสะสมสูงสุดคือ สหรัฐอเมริกา 3,355,646 ราย รองลงมา บราซิล 1,840,812 ราย และอินเดีย 850,358 ราย และยังมีอีกหลายประเทศที่กลับมาพบผู้ติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนอีกครั้ง อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน (เขตปกครองพิเศษฮ่องกง) เป็นต้น ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง เข้าไปอยู่ในพื้นที่แออัด เช่น สถานบันเทิง ตลาดค้าส่ง ขอให้คนไทยนำเหตุการณ์จากต่างประเทศมาเป็นบทเรียนไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย โดยยังต้องเข้มมาตรการป้องกันตนเองจากเชื้อโควิด-19 ต่อไป และทำให้เป็นนิสัย ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้าทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน ไม่นำตัวเองไปสัมผัสกับความเสี่ยงต่างๆ เลี่ยงการไปอยู่ในสถานที่แออัดคนรวมกันจำนวนมาก เว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ

    ขอคนป่วยอยู่บ้านรักษาตัว

    ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไปย้ำด้วยว่าที่สำคัญคือเมื่อป่วยต้องอยู่บ้านพักรักษาตัวไม่ไปในสถานที่ต่างๆ ป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น และเคร่งครัดการลงทะเบียนเข้า-ออกสถานที่เข้าใช้บริการในแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” เพราะเมื่อหากพบผู้ติดเชื้อ จะใช้เป็นข้อมูลในการติดตามผู้สัมผัสนำเข้าสู่ระบบการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคต่อไป ขณะเดียวกันกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อเตรียมรับมือหากเกิดการระบาดระลอก 2 ในประเทศ

    ตายช่วงกักตัว 1 ราย ไร้เชื้อโควิด

    ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยังได้เปิดเผยข้อมูลกรณีมีผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศเสียชีวิตขณะที่ยังอยู่ในสถานกักกันของรัฐ ระบุว่าผู้เสียชีวิตเป็นชายไทย อายุ 56 ปี มีโรค ประจำตัว คือ เบาหวานและโรคไต เดินทางกลับจากประเทศอินเดีย และเข้าพักในสถานกักกันของรัฐใน จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา และเมื่อวันที่ 11 ก.ค.ขณะที่พักอยู่ในสถานกักกัน เกิดอาการแน่นหน้าอกและเหงื่อแตก ญาติจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตามรถพยาบาลมารับตัวและให้การช่วยเหลือในเบื้องต้น ขณะเดินทางไปโรงพยาบาลผู้ป่วยยังรู้สึกตัวดี แต่อาการไม่ดีขึ้น เมื่อถึงโรงพยาบาลได้รับการรักษาและวินิจฉัยว่า กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และหัวใจได้หยุดเต้นขณะรับการรักษา ทั้งนี้ ทีมแพทย์ได้พยายามทำการฟื้นคืนชีพ 50 นาที แต่ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทั้งนี้ ภรรยาของผู้เสียชีวิตเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอบคุณโรงพยาบาลที่รับตัวไปรักษา รวมถึงทีมงานเจ้าหน้าที่สถานกักกันของรัฐที่ช่วยดูแลตลอดทุกขั้นตอน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้เสียชีวิตรายนี้มีสาเหตุที่ไม่ได้มาจากโรคโควิด-19 จึงไม่ถูกนับรวมอยู่ในยอดสะสมผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ปัจจุบันมีจำนวน 58 ศพ

    นายกฯห่วง ปชช.การ์ดตก

    ขณะที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ฝากเตือนประชาชนทั้งประเทศ “การ์ดอย่าตก” ในการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 แม้รัฐบาลได้ผ่อนปรนมาตรการเฝ้าระวังต่างๆไปมากแล้ว เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ ทุกภาคส่วนยังคงต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันตัวเองให้มากขึ้น ขอให้เข้มงวดกับการใช้ชีวิตตามวิถีใหม่ นิวนอร์มอล ป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ โดยเฉพาะการลงทะเบียนเข้า-ออกผ่านแพลตฟอร์ม “ไทยชนะ” ที่พบว่าบางส่วนยังละเลย แม้สถานการณ์ในไทยจะคลี่คลาย แต่หลายประเทศยังน่าเป็นห่วง รัฐบาลยังจำเป็นต้องขอความร่วมมือป้องกันตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการกลับมาแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 รวมถึงขอให้ทุกโรงเรียนเข้มงวดและปฏิบัติอย่างจริงจังด้วย

    นักธุรกิจปากีฯแห่เข้าไทย

    ส่วนที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตลอดวันที่ 12 ก.ค.มีคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาด ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในต่างประเทศ เดินทางกลับไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีชาวต่างชาติเดินทางมาด้วยเช่นกัน โดยเมื่อเวลา 05.54 น. สายการบินกัลฟ์แอร์ เที่ยวบินที่ GF152 นำคนไทยในประเทศบาห์เรน จำนวน 251 คน จากกรุงมานามากลับสู่ประเทศไทย ในจำนวนนี้พบคนมีไข้ 11 คน ป่วยด้วยโรคประจำตัว 1 คน เจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาลในจังหวัดสมุทรปราการ ตรวจหาเชื้อโควิด-19 อย่างละเอียด ต่อด้วยเวลา 07.08 น. สายการบินไทยสมายล์แอร์เวย์ เที่ยวบินที่ WE8130 นำคนไทยในประเทศปากีสถาน 40 คน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ยูเอ็นชาวปากีสถาน 1 คน ครอบครัวนักการทูตปากีสถาน จำนวน 4 คน และนักธุรกิจสัญชาติปากีสถาน จำนวน 24 คน เดินทางเข้าไทย ผู้ผ่านการตรวจคัดกรองโรคจะถูกพาไปยังสถานกักตัวที่รัฐกำหนด ส่วนใหญ่เป็นโรงแรมใน กทม.นนทบุรี และชลบุรี ขณะที่สมาชิกครอบครัวนักการทูตปากีสถาน 4 คน ถูกส่งตัวไป รพ.เอกชนที่ร่วมโครงการเป็นสถานกักตัวทางเลือก (ASQ) ขณะที่ เวลา 21.15 น. กลุ่มคนไทยในประเทศฟิลิปปินส์อีกจำนวน 180 คน เดินทางจากกรุงมะนิลามาถึงท่าอากาศยานดอนเมืองด้วยสายการบินไทยแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD9288 ทั้งหมดหลังจากเข้ารับการคัดกรองและพิธีการตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่นำผู้โดยสารทั้งหมดไปกักตัวที่โรงแรมใน กทม.

    เอกสารไม่ครบยังตีเนียนเข้า ปท.

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กรณีที่มีนักธุรกิจ สัญชาติปากีสถานเดินทางเข้ามาไทยเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 12 ก.ค. ทั้งที่ปากีสถานยังเป็นประเทศที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ค่อนข้างรุนแรงติดอันดับ 12 ของโลก จากการรายงานขององค์การอนามัย โลกช่วงหลังเที่ยงวันเดียวกันคือมียอดติดเชื้อใหม่ถึง 2,521 คน ทำให้ยอดติดเชื้อสะสม 248,872 คน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยังตรวจสอบพบว่ามีชาวปากีสถานอย่างน้อย 10 คนจากทั้งหมด 24 คน ที่เดินทางเข้าประเทศไทยตามสิทธิผ่อนปรนของรัฐบาลไทยที่อนุญาตให้ผู้ไม่มีสัญชาติไทย สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ มีปัญหาเรื่องเอกสารเดินทางเข้าประเทศตามระเบียบของรัฐบาลไทยไม่ครบถ้วน ต้องให้กระทรวงการต่างประเทศออกหนังสือรับรองให้เป็นกรณีพิเศษ ไม่เช่นนั้นด่านตรวจคนเข้าเมืองไม่สามารถอนุญาตให้ผ่านเข้าประเทศไทยได้

    เร่งประสาน กต.แก้ปัญหา

    จากกรณีปัญหาดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พล.อ.ปริพัฒน์ ผลาสินธุ์ ผบ.เหตุการณ์ ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (EOC)ว่า กรณีนี้ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินฯได้รายงานปัญหาให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) รับทราบแล้ว เพื่อหามาตรการดูแลชาวต่างชาติที่จะเดินทางมาทำงาน มาศึกษาต่อ หรือมารักษาตัวในประเทศไทยไม่ต้องประสบปัญหาความล่าช้าในการผ่านการคัดกรองในพิธีการตรวจคนเข้าเมือง หรืออาจต้องถูกส่งตัวกลับประเทศต้นทาง หากไม่สามารถมีเอกสารครบถ้วนตามที่ ศบค.กำหนด

    รวบชาวจีนว่ายน้ำข้ามแดน

    ส่วนการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ตามแนวชายแดน พ.ต.อ.ภูเบศ แสงอร่าม ผกก.สภ.แม่สอด จ.ตาก สั่งการให้ ร.ต.อ.สุรพันธ์ สีวิใจ รอง สวป.สภ.แม่สอด สนธิกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกลาดตระเวนบริเวณริมแม่น้ำเมย ชายแดนไทย-เมียนมา ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด เพื่อป้องกันการลอบ เข้าเมืองผิดกฎหมาย พบกลุ่มบุคคลจำนวนมากว่ายน้ำข้ามแม่น้ำเมยมาจากฝั่ง จ.เมียวดี ประเทศเมียนมา เข้ามาฝั่งไทย ควบคุมตัวรวม 16 คน ทั้งหมดเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ลักษณะหิวโซเนื้อตัวมอมแมมมีหนังสือเดินทางเพียง 6 ราย ส่วนที่เหลืออ้างว่าถูกกระแสน้ำพัดหายไป นำตัวเข้าสู่การตรวจคัดกรอง สอบสวนทั้งหมดอ้างว่าทำงานในบ่อนกาสิโน ประเทศเมียนมา แต่กาสิโนทุกแห่งปิดจึงตกงานไม่มีเงินใช้อยู่ด้วยความยากลำบาก ตัดสินใจว่ายน้ำข้ามมาฝั่งไทย หวังติดต่อสถานทูตจีนเพื่อขอความช่วยเหลือ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่นำเข้าสู่การกักตัวจะผลักดันออกนอกราชอาณาจักรต่อไป

    วางลวดหนามสกัดต่างด้าว

    ส่วนที่จุดตรวจชายแดน ต.14 บ้านแสง ต.ทัพเสด็จ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว พล.ต.ธราพงษ์ มะละคำ ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา พร้อมคณะตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจตาพระยา และชุดควบคุมตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของแรงงานต่างด้าว พร้อมเดินเท้าตรวจช่องทางธรรมชาติ บริเวณชายแดนจุดตรวจที่ ต.14 และ ต.15 ต.ทัพเสด็จ ที่ผ่านมามีแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามาและจับดำเนินคดีได้จำนวนมาก พล.ต.ธราพงษ์ เปิดเผยว่า เดินทางมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ กำชับการปฏิบัติให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น พร้อมสั่งการให้นำลวดหนามวางเป็นรั้ว 3 ชั้น ตลอดแนวชายแดนเพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของแรงงานต่างด้าว เพราะมีผลต่อการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แรงงานต่างด้าวอาจเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสเข้ามาในประเทศไทยได้

    ขอนแก่นเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น

    ส่วนผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ยังคงมีต่อเนื่อง นายเข็มชาติ สมใจวงษ์ ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า จากมาตรการผ่อนปรนระยะ 5 ของรัฐบาลส่งผลให้บรรยากาศการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่ดีขึ้นคือกำลังซื้อเพราะเงินออมของประชาชนและเงินชดเชยจากรัฐบาลเริ่มหมด ผู้ประกอบการยังมุ่งเน้นลดต้นทุนเป็นหลัก สถานประกอบการหลายแห่งจ้างแรงงานในสัดส่วนร้อยละ 50 แม้จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเน้นการท่องเที่ยว แต่การใช้นโยบายเดียวทั่วประเทศไม่ถูกต้อง เพราะหลายจังหวัดไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวทำให้ไม่ได้ประโยชน์ในเรื่องนี้ รัฐบาลควรจัดสรรงบในระดับพื้นที่หรือช่วยเหลือผู้ประกอบการเรื่องการลดต้นทุน เช่น ภาษี ค่าน้ำ ค่าไฟ ควรจะพิจารณาขยายเวลาชำระหรือให้ส่วนลดเรื่องดังกล่าวโดยเร็ว

    ไม่อยากให้ต่างชาติเข้ามาช่วงนี้

    วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “เราจะเปิดให้ต่างชาติเข้าประเทศหรือไม่” สำรวจระหว่างวันที่ 6-8 ก.ค.2563 จำนวน 1,251 ตัวอย่าง โดยเมื่อถามถึงการเปิดให้คนต่างชาติเดินทางเข้ามารักษาพยาบาลในไทย (ที่ไม่ใช่โรคโควิด-19) และต้องถูกกักตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา 14 วัน ก่อนได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับบ้านได้ (โครงการ Medical and Wellness Program) พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 41.41 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะคนไทยที่กลับจากต่างประเทศก็ติดโรคและรักษาตัวอยู่เยอะมากแล้ว และกลัวคนต่างชาตินำเชื้อเข้ามาแพร่ระบาด ร้อยละ 13.91 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะไม่เชื่อว่าปลอดภัย กลัวคนต่างชาตินำเชื้อเข้ามาแพร่ระบาด ขณะที่ร้อยละ 23.10 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะทำให้การแพทย์ของไทยมีชื่อเสียง มีความน่าเชื่อถือ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ร้อยละ 21.58 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะประเทศ ไทยมีมาตรการที่ดีในการควบคุมโควิด-19 เป็นการเเสดงศักยภาพของบุคลากรทางการเเพทย์ของไทย และกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ให้รอหมดโควิด–หวั่นระบาดซ้ำ

    ส่วนกรณีโครงการท่องเที่ยวสุขภาพดีวิถีใหม่ ที่เปิดให้คนต่างชาติเดินทางเข้ามาเพื่อรักษาพยาบาล (ที่ไม่ใช่โรคโควิด-19) และต้องถูกกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ก่อนอนุญาตให้เดินทางท่องเที่ยวในไทยได้ พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 37.89 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะอยากให้โรคโควิด-19 หมดไปก่อน ร้อยละ 14.55 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะกลัวเกิดการแพร่ระบาดรอบ 2 ขณะที่ร้อยละ 24.14 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะช่วยเหลือฟื้นฟูการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ร้อยละ 23.26 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะมั่นใจการรักษาของแพทย์ในประเทศไทย เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น

    ไม่ค่อยเชื่อต่างชาติจะรักษากฎ

    เมื่อถามถึงโครงการทราเวลบับเบิลที่จะอนุญาตให้คนต่างชาติจากประเทศที่ปลอดเชื้อเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยได้ พบว่า ร้อยละ 25.90 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ด้านการบินจะได้ไม่หยุดชะงัก และไทยต้องมีมาตรการเข้มงวด ร้อยละ 28.46 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะมีเงินหมุนเวียนในประเทศเพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 14.95 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะกลัวเกิดการแพร่ระบาดรอบ 2 ร้อยละ 29.65 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะไม่เชื่อมั่นในตัวนักท่องเที่ยว กลัวนำโรคเข้ามาในไทย และเมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการควบคุมไม่ให้มีการติดเชื้อโควิด-19 ภายในประเทศได้ หากมีการเปิดให้คนต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยได้ พบว่า ร้อยละ 30.53 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น เพราะกลัวคนต่างชาติไม่ให้ความร่วมมือในการป้องกัน และยังไม่ค่อยมั่นใจว่ารัฐบาลจะควบคุมไม่ให้เกิดโรคระบาดรอบ 2 ร้อยละ 29.10 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย เพราะไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะควบคุมการแพร่ระบาดในไทยได้ และมาตรการของรัฐบาลยังไม่มีความเข้มงวดที่ดีพอ ขณะที่มีเพียงร้อยละ 15.43 ระบุว่า เชื่อมั่นมาก เพราะมั่นใจการทำงานของรัฐบาลและการแพทย์ของไทย กับร้อยละ 23.90 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อมั่น เพราะดูจากผลงานที่ผ่านมาของรัฐบาลว่าสามารถควบคุมได้

    “ทรัมป์” ยอมสวมหน้ากากแล้ว

    สำหรับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในต่างแดน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ สวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะเป็นครั้งแรกนับแต่ไวรัสมรณะเริ่มระบาดในสหรัฐฯ โดยสวมหน้ากากอนามัยเข้าเยี่ยมอาการและสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารที่รักษาตัวในโรงพยาบาลทหาร “วอลเตอร์ รีด แนชนัล มิลิแทรี เมดิคอล เซ็นเตอร์” เมืองเบเธสดา รัฐแมรีแลนด์ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยนายทรัมป์ระบุว่า เมื่ออยู่โรงพยาบาล พูดคุยกับทหารและผู้คนหลายคน เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่จะสวมหน้ากากอนามัย และตนไม่เคยต่อต้านการสวมหน้ากากอนามัย แต่เชื่อว่าจะสวมหรือไม่ ต้องดูเวลาและสถานที่ด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้นายทรัมป์ เคยบอกว่าจะไม่สวมหน้ากากอนามัยและยังเคยล้อเลียนนายโจ ไบเดน คู่แข่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ที่สวมหน้ากากอนามัยออกงานสาธารณะด้วย

    มะกันทุบสถิติติดเชื้อต่อเนื่อง

    รายงานข่าวระบุด้วยว่า ที่นายทรัมป์สวมหน้ากากในครั้งนี้ มาจากทีมผู้ช่วยร้องขอให้นายทรัมป์สวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะและยอมให้ถ่ายรูปออกสื่อ เนื่องจากยอดผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นมากในหลายรัฐ และเหตุผลทางการเมืองที่นายทรัมป์มีคะแนนนิยมตามหลังนายโจ ไบเดน ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 พ.ย.นี้ การปรับท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือของนายทรัมป์ มีขึ้นขณะผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วสหรัฐฯ เพิ่มมากถึง 66,528 คนในรอบ 1 วันที่ผ่านมา ถือว่าเพิ่มมากเป็นสถิติใหม่ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อรวมในสหรัฐฯ เพิ่มเป็น 3.35 ล้านคน ผู้เสียชีวิต 1.37 แสนคน ยังเป็นศูนย์กลางการระบาดของโลก ซึ่งยอดผู้ติดเชื้อรวมทั่วโลกอยู่ที่ 12.86 ล้านคน ผู้เสียชีวิตรวมทั่วโลก อยู่ที่ 5.68 แสนคน ขณะที่บราซิล มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตรวมมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ อยู่ที่ 1.84 ล้านคน และ 7.14 หมื่นคน ตามลำดับ ตามด้วย อินเดีย มีผู้ติดเชื้อรวม 851,261 คน ผู้เสียชีวิต 22,696 คน

    ดาราบอลลีวูดติดไวรัสยกตระกูล

    ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายอมิตาป ปัจจัน ดาราบอลลีวูดชื่อดัง วัย 77 ปี และนายอภิเษก ลูกชาย วัย 44 ปี ที่เป็นดาราบอลลีวูดเช่นกัน ถูกตรวจพบติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่อาการไม่รุนแรงและกำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาลในนครมุมไบ รัฐมหาราษฏระ ทางตะวันตกของอินเดีย นายอมิตาป ยังขอให้ผู้อยู่ใกล้ชิดเขาในรอบ 10 วันก่อนหน้านี้ เข้ารับการตรวจหาไวรัสเพื่อความปลอดภัย ต่อมานางไอศวรรยา ไร มิสเวิลด์ ปี 1994 นักแสดงหญิง วัย 46 ปี ภรรยานายอภิเษกและลูกสะใภ้ของอมิตาป ถูกตรวจพบติดเชื้อไวรัสพร้อมลูกสาววัย 8 ขวบ ด้วย แต่ไม่มีรายละเอียดอื่นๆ

    ญี่ปุ่นจี้มะกันเข้มฐานทัพ

    ส่วนที่ญี่ปุ่น นายเดนนี ทามากิ ผู้ว่าการเกาะโอกินาวาของญี่ปุ่น เรียกร้องผู้บัญชาการระดับสูงกองทัพสหรัฐฯเร่งหามาตรการรับมือและป้องกันการระบาดรวมทั้งเปิดเผยข้อมูลของไวรัสโควิด-19 อย่างโปร่งใส หลังพบนาวิกโยธินสหรัฐฯ ติดเชื้อไวรัสมรณะ 61 นาย ในรอบ 2-3 วันหลัง ที่ฐานทัพสหรัฐฯ 2 แห่ง บนเกาะโอกินาวา คือมารีน คอร์ปส์ แอร์สเตชัน ฟูเตนมะ และแคมพ์ ฮันเซน ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อรวมในญี่ปุ่นอยู่ที่ 21,129 คน ผู้เสียชีวิต 982 คน

    เชื้อลาม ร.ร.เตรียมทหารอิเหนา

    สำหรับอินโดนีเซีย ที่มีผู้ติดเชื้อรวมมากที่สุดในย่านอาเซียน อยู่ที่ 75,699 คน ผู้เสียชีวิต 3,606 คน พบไวรัสมรณะระบาดในโรงเรียนเตรียมทหาร ที่ตั้งอยู่จังหวัดชวาตะวันตก โดยพบผู้ติดเชื้อเกือบ 1,300 คน รวมทั้งนักเรียนเตรียมทหาร 991 คน แต่ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ และมีผู้รักษาตัวที่โรงพยาบาล 17 คน

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1โควิด-19ไวรัสโคโรนาCOVID-19ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19กระทรวงสาธารณสุขข่าววันนี้สุขภาพ

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอังคารที่ 26 ตุลาคม 2564 เวลา 01:05 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์