ย้อนรอยถอดบทเรียนเหตุการณ์ “ทหารคลั่งกราดยิงผู้บริสุทธิ์ จ.นครราชสีมา” ที่ยังทิ้งร่องรอยความสูญเสีย มีผลกระทบต่อจิตใจรุนแรง ในเชิงลึก และเชิงกว้างกับประชาชน ทั้งกับผู้ประสบเหตุ บุคคลในครอบครัว ญาติ บุคลากรผู้ปฏิบัติงานในเหตุการณ์นี้สาเหตุหนึ่งมาจาก...การนำเสนอภาพ หรือข้อมูลเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก สร้างให้เกิด “ดราม่า” ทำให้เนื้อหาบางช่วงบางตอนอาจเกิดความคลาดเคลื่อน หรือการเสนอปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ “อย่างละเอียดยิบทุกขั้นตอน” ที่ให้ความสำคัญ “เรตติ้ง” เป็นตัวตั้งมากกว่าผลกระทบที่ตามมา...ทำให้การทำงาน “สื่อมวลชน” ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถึงหลัก “จรรยาบรรณ”เพราะ “สื่อ” เป็นกลไกหลักสำคัญต่อสังคม ทั้ง “สื่อกระแสหลัก” หรือ “สื่อใหม่” อาจเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดการเลียนแบบ หรือเป็นการตอกย้ำเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบทางจิตใจต่อผู้คนในสังคมก็ได้ นำมาสู่เวทีสัมมนาทางวิชาการ...“เรื่องลดวิกฤติผลกระทบทางจิตใจ... สื่อช่วยได้” รวบรวมเสียงสะท้อน มุมมองข้อคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะจากสื่อมวลชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือลดภาวะวิกฤติผลกระทบด้วยจิตใจ จากเหตุความรุนแรงเชิงนโยบายสู่การป้องกันแก้ปัญหาในอนาคต...ในมุมข้อเสนอแนะนักวิชาการกฎหมาย ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต บอกว่า บทเรียนนำเสนอเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นของสื่อมวลชนมีมากมาย เพราะ “สื่อ” มีความสำคัญในการเสนอข่าวสารให้กับสังคม แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ...“สื่อกระแสหลัก”...ทั้งวิทยุ สิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ มีบทบาทมาตั้งแต่ก่อนปี 2540 ในการทำหน้าที่ชี้นำสังคมจะดีหรือเลวร้ายนั้น “สื่อกระแสหลัก” ก็มีส่วนอย่างมากเกี่ยวข้องอยู่เสมอ แต่ในยุคนี้ “สื่อโทรทัศน์” กำลังมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง เพื่อให้มีผู้คนสนใจติดตาม ในความอยู่รอดของตัวเองหลังปี 2540...“สื่อโซเชียลมีเดีย” ก็เริ่มเข้ามามีอิทธิพลกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ มีการเสพสื่อโซเชียลฯ เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และคนรุ่นใหม่นี้ก็มีพลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนบ้านเมืองมากด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น “สื่อกระแสหลัก” และ “สื่อใหม่ หรือสื่อโซเชียลฯ” ต่างแข่งขันธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างรุนแรง ในการสร้างฐานผู้ชมทำ “เรตติ้ง”... ที่ยอมรับว่า “สื่อน้ำดี มีจริยธรรมก็มีเยอะ” แต่ก็เห็นสื่อมีการนำเสนอข่าวที่ไม่สนใจความถูกต้อง เพื่อเรียกเรตติ้งให้มียอดคนดูจำนวนมากเช่นกันกลายเป็น “โลกไซเบอร์”...ในการใช้เทคโนโลยีผสมผสานโลกเสมือนจริง ถูกกำหนดสร้างขึ้นจากกลุ่มคนหวังการขับเคลื่อน ด้วยเหตุที่มีความประสงค์แห่งผลที่เกิดขึ้นนั้น เช่นเดียวกับ...“เหตุกราดยิงโคราช” ก็ถูกกำหนดจากกลุ่มคนนี้ เพื่อสร้างเหตุการณ์ให้มีความเคลื่อนไหว มีจุดประสงค์ต้องการให้เกิดความอึกทึกครึกโครม ที่เสมือนสร้างภาพยนตร์ซ้อนทับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง จนเหตุการณ์จริงนั้น กลายเป็นลักษณะไม่ใช่เรื่องเป็นจริงมีการนำเสนอภาพความรุนแรง หรือใช้กราฟิกจำลองเหตุการณ์เสมือนจริงฉายวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน ส่งผลทำให้สังคมไทยมองเรื่องความรุนแรงทั้งหลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา“ต่อไปนี้... “โลกเรา” จะไม่เหมือนเดิมอีก เพราะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคนบางกลุ่ม ในการสร้างให้ “เหตุฆาตกรรม” เป็นเสมือนภาพยนตร์กระตุ้นให้ประชาชนสนับสนุน กลายเป็นว่า...“เหตุการณ์ฆ่ากันตาย” เป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังคมไปแล้ว ดังนั้น ควรต้องระวังผลกระทบจากการนำเสนอข้อมูลข่าวสารนี้ด้วย” ศ.พิเศษ วิชา ว่า ยกตัวอย่าง...เหตุชิงทอง จ.ลพบุรี ก็มีสื่อบางสำนัก พยายามขุดคุ้ยครอบครัว “ชีวิตเหยื่อผู้เสียชีวิต” ถูกจ้ำจี้จ้ำไช ซักไซ้ไล่เลียง เสมือนว่า “เขา” คือ “คนทำผิด” เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ลึก...รู้จริงกว่าคนอื่น แต่สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเป็นประโยชน์ต่อสังคม ในเหตุที่จะก่อให้เกิดเป็นบทเรียนกับประชาชนเลยประเด็นสำคัญ...เหตุความรุนแรงกับการทำหน้าที่นั้น...สื่อต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า...อยู่บนความรับผิดชอบชั่วดี มีจริยธรรมจรรยาบรรณที่เหมาะสมมากน้อยเพียงใด หากไม่อยากให้ความรุนแรงทั้งหลายเกิดขึ้นอีกในอนาคต ทุกฝ่ายต้องช่วยกันอย่างเต็มกำลังเพราะการเผยแพร่ภาพ และรายงานลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียด สะท้อนให้เห็นถึงแรงผลักดันให้คนอื่นเลียนแบบพฤติกรรมขึ้นในอนาคต...ดังนั้น “สื่อ” ต้องจับเสนอเกี่ยวกับการถอดบทเรียนดีกว่า...เสนอลำดับเหตุการณ์ข้อมูลเบื้องลึก เพื่อช่วยให้คำแนะนำสังคมในการป้องกัน ไม่ให้ลุกลามเกิดเหตุซ้ำอีก หรือเกิดปัญหาข้อขัดแย้งตามมาจากการปรับทัศนคติ...1.สื่อต้องไม่นิยมความรุนแรง 2.มีเมตตากรุณา ทั้ง “เหยื่อ” และ “ผู้ก่อเหตุ” ที่ไม่ยัดเยียดความผิดให้ใคร 3.มีความเป็นธรรม บนพื้นฐานความจริง ตามหลักจริยธรรม จรรยาบรรณอย่างมืออาชีพการถอดบทเรียนหาวิธีการแนวทางร่วมกันทุกฝ่ายนี้ สมยศ เกียรติอร่ามกุล รักษาการ ผอ.ไทยพีบีเอส ยังร่วมเปิดมุมมองในประเด็น “สื่อ-รัฐ จะจับมือก้าวผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้อย่างไร” ระบุบางช่วงบางตอนว่า...ตอนนี้ประชาชนต่างมีความคาดหวังกับ “สื่อมวลชน” ในการทำหน้าที่ต้องทำตัวให้มากกว่าการเป็น “สื่อ” ในบางคนคาดหวังถึงขนาดให้ “สื่อมวลชนเป็นนักสืบ” ที่รู้เรื่องราวขั้นตอนการก่อเหตุ และเสนอภาพวิดีโอแบบสดที่เกิดขึ้นทั้งหมด ที่ใช้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือด้วยซ้ำในแง่ “สื่อ” ถูกแบ่ง 2 ส่วน...“คนทำสื่อเป็นอาชีพ” คือ บุคคลทำรายการข่าว เจ้าของหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อมวลชนต่างๆ และ “บุคคลที่เป็นเนื้อหาสื่อ” ก็คือ บุคคลธรรมดา ที่มีเฟซบุ๊ก ไลน์ เว็บไซต์ต่างๆขณะที่ “ผู้รับข่าว” ก็มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป จากเดิมเคยดูโทรทัศน์ช่องเดียวแต่ยุคนี้มีการติดตามชมข่าวสารแบบสลับช่องมากกว่า 2 ช่อง ในการนำมาเปรียบเทียบการเสนอข่าวของแต่ละช่องว่าสื่อใด...นำเสนอข่าวสนุกมันตรงใจมากที่สุด ประกอบกับมีการเลือกติดตามสื่อแบบหลายแพลตฟอร์ม มีทั้งติดตามข่าวทางโทรทัศน์ และติดตามผ่านออนไลน์ ควบคู่ไปด้วยนั่นหมายความว่า...“สื่อวิชาชีพ” ต้องดิ้นรนต่อสู้เรียก “เรตติ้ง” ให้มีฐานคนติดตามมากที่สุด จนเกิดคำว่า “สเตจูน” คือ “อยู่กับเรานานๆ” เมื่อติดตามนานเท่าไร...ยิ่งเพิ่มยอดเรตติ้งสูงขึ้นมากเท่านั้นทำให้ “สื่อ” ต้องมีการปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้รับสื่อ หรือสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ด้วยการทำให้สื่อช่องตัวเอง มีความน่าสนใจ และส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนติดตามมากที่สุดในฐานะ “สื่อสาธารณะ”...การเสนอข่าวเหตุการณ์กราดยิงโคราช ไม่จำเป็นต้องเร็วแข่งขันกับสำนักอื่น เน้น “ความชัวร์” เพราะทำข่าวเร็วอาจเป็นว่า “สื่อขยี้ข่าว” เสมือนเป็น “นักสืบ” ทำหน้าที่เกินกว่าความเป็น “สื่อมวลชน” อาจชี้นำประเด็นขึ้นได้ ส่วน “เนื้อหาข่าว”...ถูกนำเสนอนั้นก็ต้องเป็นประโยชน์ด้วยอีกทั้งการทำหน้าที่สื่อ...ต้องไม่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะจะทำให้เหตุการณ์เลวร้ายกว่าเดิม แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับแนวทางนโยบายแต่ละองค์กรด้วยปิดท้ายด้วย นพ.ดุสิต ลิขนะพิชิตกุล ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต บอกว่า ในอนาคตสังคมต้องเรียนรู้กับบริบทสื่อที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง สำหรับสื่อกระแสหลัก...ไม่ค่อยมีความวิตกกังวลมากเท่าไร เพราะมีการตรวจสอบการทำหน้าที่สื่อกันอยู่แล้ว แต่ที่พูดคุยกันในกรมสุขภาพจิต ต่างเป็นห่วงกันอย่างมาก คือ...“สื่อบุคคล” ที่คิดว่า...“ตัวเองก็เป็นสื่อ” อันนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากเพราะไม่มีความรู้ในการนำเสนอข่าวอย่างเหมาะสมถูกต้องเลย มีเพียงโทรศัพท์มือถือ ก็เขียนข้อความเสนอผ่านโลกออนไลน์ จนเกิดความเข้าใจผิดซ้ำเติมอีก ส่งผลกระทบทางจิตใจของประชาชนจากเหตุการณ์ความรุนแรงในทุกรูปแบบต่อไปด้วยทั้งนี้...ทั้งนั้น...ก็เชื่อว่า...“สื่อนอกคอก” ไม่เคารพอาชีพตัวเองก็มีอยู่ส่วน “สื่อมืออาชีพ” เคารพกฎระเบียบ มุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ในการสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้นก็มีอยู่เยอะแยะมากมายแต่เรื่องนี้เสมือนสำนวนสุภาษิตว่า... “ปลาตายตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้อง” เปรียบเปรยถึงปลาอยู่ในข้องเดียวกันหลายตัว มีปลาตัวหนึ่งเน่า ก็มีกลิ่นเหม็น ทำให้ปลาตัวอื่นในข้องมีกลิ่นเหม็นติดไปด้วย...