ข่าว
100 year

สกู๊ปหน้า 1 : เหตุกราดยิงบทเรียนสื่อ ปลาตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง

ไทยรัฐฉบับพิมพ์3 มี.ค. 2563 05:01 น.
SHARE

ย้อนรอยถอดบทเรียนเหตุการณ์ “ทหารคลั่งกราดยิงผู้บริสุทธิ์ จ.นครราชสีมา” ที่ยังทิ้งร่องรอยความสูญเสีย มีผลกระทบต่อจิตใจรุนแรง ในเชิงลึก และเชิงกว้างกับประชาชน ทั้งกับผู้ประสบเหตุ บุคคลในครอบครัว ญาติ บุคลากรผู้ปฏิบัติงานในเหตุการณ์นี้

สาเหตุหนึ่งมาจาก...การนำเสนอภาพ หรือข้อมูลเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก สร้างให้เกิด “ดราม่า” ทำให้เนื้อหาบางช่วงบางตอนอาจเกิดความคลาดเคลื่อน หรือการเสนอปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ “อย่างละเอียดยิบทุกขั้นตอน” ที่ให้ความสำคัญ “เรตติ้ง” เป็นตัวตั้งมากกว่าผลกระทบที่ตามมา...

ทำให้การทำงาน “สื่อมวลชน” ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถึงหลัก “จรรยาบรรณ”

เพราะ “สื่อ” เป็นกลไกหลักสำคัญต่อสังคม ทั้ง “สื่อกระแสหลัก” หรือ “สื่อใหม่” อาจเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดการเลียนแบบ หรือเป็นการตอกย้ำเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบทางจิตใจต่อผู้คนในสังคมก็ได้

นำมาสู่เวทีสัมมนาทางวิชาการ...“เรื่องลดวิกฤติผลกระทบทางจิตใจ... สื่อช่วยได้” รวบรวมเสียงสะท้อน มุมมองข้อคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะจากสื่อมวลชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือลดภาวะวิกฤติผลกระทบด้วยจิตใจ จากเหตุความรุนแรงเชิงนโยบายสู่การป้องกันแก้ปัญหาในอนาคต...

ในมุมข้อเสนอแนะนักวิชาการกฎหมาย ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต บอกว่า บทเรียนนำเสนอเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นของสื่อมวลชนมีมากมาย เพราะ “สื่อ” มีความสำคัญในการเสนอข่าวสารให้กับสังคม แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ...

“สื่อกระแสหลัก”...ทั้งวิทยุ สิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ มีบทบาทมาตั้งแต่ก่อนปี 2540 ในการทำหน้าที่ชี้นำสังคมจะดีหรือเลวร้ายนั้น “สื่อกระแสหลัก” ก็มีส่วนอย่างมากเกี่ยวข้องอยู่เสมอ แต่ในยุคนี้ “สื่อโทรทัศน์” กำลังมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง เพื่อให้มีผู้คนสนใจติดตาม ในความอยู่รอดของตัวเอง

หลังปี 2540...“สื่อโซเชียลมีเดีย” ก็เริ่มเข้ามามีอิทธิพลกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ มีการเสพสื่อโซเชียลฯ เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และคนรุ่นใหม่นี้ก็มีพลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนบ้านเมืองมากด้วย

เมื่อเป็นเช่นนั้น “สื่อกระแสหลัก” และ “สื่อใหม่ หรือสื่อโซเชียลฯ” ต่างแข่งขันธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างรุนแรง ในการสร้างฐานผู้ชมทำ “เรตติ้ง”... ที่ยอมรับว่า “สื่อน้ำดี มีจริยธรรมก็มีเยอะ” แต่ก็เห็นสื่อมีการนำเสนอข่าวที่ไม่สนใจความถูกต้อง เพื่อเรียกเรตติ้งให้มียอดคนดูจำนวนมากเช่นกัน

กลายเป็น “โลกไซเบอร์”...ในการใช้เทคโนโลยีผสมผสานโลกเสมือนจริง ถูกกำหนดสร้างขึ้นจากกลุ่มคนหวังการขับเคลื่อน ด้วยเหตุที่มีความประสงค์แห่งผลที่เกิดขึ้นนั้น

เช่นเดียวกับ...“เหตุกราดยิงโคราช” ก็ถูกกำหนดจากกลุ่มคนนี้ เพื่อสร้างเหตุการณ์ให้มีความเคลื่อนไหว มีจุดประสงค์ต้องการให้เกิดความอึกทึกครึกโครม ที่เสมือนสร้างภาพยนตร์ซ้อนทับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง จนเหตุการณ์จริงนั้น กลายเป็นลักษณะไม่ใช่เรื่องเป็นจริง

มีการนำเสนอภาพความรุนแรง หรือใช้กราฟิกจำลองเหตุการณ์เสมือนจริงฉายวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน ส่งผลทำให้สังคมไทยมองเรื่องความรุนแรงทั้งหลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา

“ต่อไปนี้... “โลกเรา” จะไม่เหมือนเดิมอีก เพราะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคนบางกลุ่ม ในการสร้างให้ “เหตุฆาตกรรม” เป็นเสมือนภาพยนตร์กระตุ้นให้ประชาชนสนับสนุน กลายเป็นว่า...“เหตุการณ์ฆ่ากันตาย” เป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังคมไปแล้ว ดังนั้น ควรต้องระวังผลกระทบจากการนำเสนอข้อมูลข่าวสารนี้ด้วย” ศ.พิเศษ วิชา ว่า

ยกตัวอย่าง...เหตุชิงทอง จ.ลพบุรี ก็มีสื่อบางสำนัก พยายามขุดคุ้ยครอบครัว “ชีวิตเหยื่อผู้เสียชีวิต” ถูกจ้ำจี้จ้ำไช ซักไซ้ไล่เลียง เสมือนว่า “เขา” คือ “คนทำผิด” เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ลึก...รู้จริงกว่าคนอื่น แต่สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเป็นประโยชน์ต่อสังคม ในเหตุที่จะก่อให้เกิดเป็นบทเรียนกับประชาชนเลย

ประเด็นสำคัญ...เหตุความรุนแรงกับการทำหน้าที่นั้น...สื่อต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า...อยู่บนความรับผิดชอบชั่วดี มีจริยธรรมจรรยาบรรณที่เหมาะสมมากน้อยเพียงใด หากไม่อยากให้ความรุนแรงทั้งหลายเกิดขึ้นอีกในอนาคต ทุกฝ่ายต้องช่วยกันอย่างเต็มกำลัง

เพราะการเผยแพร่ภาพ และรายงานลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียด สะท้อนให้เห็นถึงแรงผลักดันให้คนอื่นเลียนแบบพฤติกรรมขึ้นในอนาคต...

ดังนั้น “สื่อ” ต้องจับเสนอเกี่ยวกับการถอดบทเรียนดีกว่า...เสนอลำดับเหตุการณ์ข้อมูลเบื้องลึก เพื่อช่วยให้คำแนะนำสังคมในการป้องกัน ไม่ให้ลุกลามเกิดเหตุซ้ำอีก หรือเกิดปัญหาข้อขัดแย้งตามมา

จากการปรับทัศนคติ...1.สื่อต้องไม่นิยมความรุนแรง 2.มีเมตตากรุณา ทั้ง “เหยื่อ” และ “ผู้ก่อเหตุ” ที่ไม่ยัดเยียดความผิดให้ใคร 3.มีความเป็นธรรม บนพื้นฐานความจริง ตามหลักจริยธรรม จรรยาบรรณอย่างมืออาชีพ

การถอดบทเรียนหาวิธีการแนวทางร่วมกันทุกฝ่ายนี้ สมยศ เกียรติอร่ามกุล รักษาการ ผอ.ไทยพีบีเอส ยังร่วมเปิดมุมมองในประเด็น “สื่อ-รัฐ จะจับมือก้าวผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้อย่างไร” ระบุบางช่วงบางตอนว่า...

ตอนนี้ประชาชนต่างมีความคาดหวังกับ “สื่อมวลชน” ในการทำหน้าที่ต้องทำตัวให้มากกว่าการเป็น “สื่อ” ในบางคนคาดหวังถึงขนาดให้ “สื่อมวลชนเป็นนักสืบ” ที่รู้เรื่องราวขั้นตอนการก่อเหตุ และเสนอภาพวิดีโอแบบสดที่เกิดขึ้นทั้งหมด ที่ใช้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือด้วยซ้ำ

ในแง่ “สื่อ” ถูกแบ่ง 2 ส่วน...“คนทำสื่อเป็นอาชีพ” คือ บุคคลทำรายการข่าว เจ้าของหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อมวลชนต่างๆ และ “บุคคลที่เป็นเนื้อหาสื่อ” ก็คือ บุคคลธรรมดา ที่มีเฟซบุ๊ก ไลน์ เว็บไซต์ต่างๆ

ขณะที่ “ผู้รับข่าว” ก็มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป จากเดิมเคยดูโทรทัศน์ช่องเดียว

แต่ยุคนี้มีการติดตามชมข่าวสารแบบสลับช่องมากกว่า 2 ช่อง ในการนำมาเปรียบเทียบการเสนอข่าวของแต่ละช่องว่าสื่อใด...นำเสนอข่าวสนุกมันตรงใจมากที่สุด ประกอบกับมีการเลือกติดตามสื่อแบบหลายแพลตฟอร์ม มีทั้งติดตามข่าวทางโทรทัศน์ และติดตามผ่านออนไลน์ ควบคู่ไปด้วย

นั่นหมายความว่า...“สื่อวิชาชีพ” ต้องดิ้นรนต่อสู้เรียก “เรตติ้ง” ให้มีฐานคนติดตามมากที่สุด จนเกิดคำว่า “สเตจูน” คือ “อยู่กับเรานานๆ” เมื่อติดตามนานเท่าไร...ยิ่งเพิ่มยอดเรตติ้งสูงขึ้นมากเท่านั้น

ทำให้ “สื่อ” ต้องมีการปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้รับสื่อ หรือสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ด้วยการทำให้สื่อช่องตัวเอง มีความน่าสนใจ และส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนติดตามมากที่สุด

ในฐานะ “สื่อสาธารณะ”...การเสนอข่าวเหตุการณ์กราดยิงโคราช ไม่จำเป็นต้องเร็วแข่งขันกับสำนักอื่น เน้น “ความชัวร์” เพราะทำข่าวเร็วอาจเป็นว่า “สื่อขยี้ข่าว” เสมือนเป็น “นักสืบ” ทำหน้าที่เกินกว่าความเป็น “สื่อมวลชน” อาจชี้นำประเด็นขึ้นได้ ส่วน “เนื้อหาข่าว”...ถูกนำเสนอนั้นก็ต้องเป็นประโยชน์ด้วย

อีกทั้งการทำหน้าที่สื่อ...ต้องไม่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะจะทำให้เหตุการณ์เลวร้ายกว่าเดิม แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับแนวทางนโยบายแต่ละองค์กรด้วย

ปิดท้ายด้วย นพ.ดุสิต ลิขนะพิชิตกุล ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต บอกว่า ในอนาคตสังคมต้องเรียนรู้กับบริบทสื่อที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง สำหรับสื่อกระแสหลัก...ไม่ค่อยมีความวิตกกังวลมากเท่าไร เพราะมีการตรวจสอบการทำหน้าที่สื่อกันอยู่แล้ว แต่ที่พูดคุยกันในกรมสุขภาพจิต ต่างเป็นห่วงกันอย่างมาก คือ...

“สื่อบุคคล” ที่คิดว่า...“ตัวเองก็เป็นสื่อ” อันนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากเพราะไม่มีความรู้ในการนำเสนอข่าวอย่างเหมาะสมถูกต้องเลย มีเพียงโทรศัพท์มือถือ ก็เขียนข้อความเสนอผ่านโลกออนไลน์ จนเกิดความเข้าใจผิดซ้ำเติมอีก ส่งผลกระทบทางจิตใจของประชาชนจากเหตุการณ์ความรุนแรงในทุกรูปแบบต่อไปด้วย

ทั้งนี้...ทั้งนั้น...ก็เชื่อว่า...“สื่อนอกคอก” ไม่เคารพอาชีพตัวเองก็มีอยู่ส่วน “สื่อมืออาชีพ” เคารพกฎระเบียบ มุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ในการสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้นก็มีอยู่เยอะแยะมากมาย

แต่เรื่องนี้เสมือนสำนวนสุภาษิตว่า... “ปลาตายตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้อง” เปรียบเปรยถึงปลาอยู่ในข้องเดียวกันหลายตัว มีปลาตัวหนึ่งเน่า ก็มีกลิ่นเหม็น ทำให้ปลาตัวอื่นในข้องมีกลิ่นเหม็นติดไปด้วย...

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปหน้า1กราดยิงทหารคลั่งกราดยิงโคราชสื่อหลักจริยธรรมสื่อจรรยาบรรณสื่อ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้