ค้นหน้ารามแหล่งผลิตบึม แก๊งโจรใต้มาซุกตัว บิ๊กแป๊ะชี้ปมระเบิด

ข่าว

    ค้นหน้ารามแหล่งผลิตบึม แก๊งโจรใต้มาซุกตัว บิ๊กแป๊ะชี้ปมระเบิด

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    9 ส.ค. 2562 05:01 น.

    ชุดสืบสวนคดีระเบิดป่วนกรุง บุกค้นอพาร์ตเมนต์ในซอยรามคำแหง 53 จุด ที่ผู้ต้องหาให้การมาเช่าพักก่อนก่อเหตุ ส่งอีโอดีและ พฐ.ตรวจละเอียดยิบเก็บดีเอ็นเอ เส้นขน และสารเคมีแปลกปลอม เชื่อเป็นสถานที่ประกอบระเบิด พยานยันรูปที่ตำรวจให้ดู เป็นผู้ต้องหาที่มาติดต่อเช่าห้อง ท่าทางมีพิรุธพูดภาษายาวีสื่อสารกันตลอดเวลา นอกจากนี้ยังพบซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือที่ใช้เล่นอินเตอร์เน็ตนับร้อยชิ้นในถังขยะ เก็บไปตรวจสอบหาที่มาที่ไปอีกครั้ง “บิ๊กแป๊ะ” ควงชุดสืบสวนสอบสวน แถลงเปิดใจยาวเหยียด ระบายตำรวจถูกตำหนิตลอด ทั้งที่จับกุมมือระเบิดได้ภายใน 10 ชม. แต่การสืบสวนสอบสวนเหตุระเบิดยากสุดๆ ขบวนการก่อเหตุแยกส่วนการทำงานเป็น 4 กลุ่ม แต่ละคนรู้เฉพาะหน้าที่ของตัวเอง แฉในเป้สะพายหลังมือระเบิดมีเสื้อ กางเกง รองเท้า หมวก และแว่นถึง 5 ชุด ไว้เปลี่ยนอำพรางตัวระหว่างหลบหนี ยันเหตุระเบิดเกี่ยวการเมืองมาตลอด ถ้าตั้งใจแก้แค้นทหาร-ตำรวจ ระเบิดที่ไหนก็ได้ไม่ต้องมากรุงเทพฯ เตรียมตรวจค้นอีกหลายจุด ยันการสืบสวนคืบหน้า รับผู้ต้องหาบางส่วนหนีออกนอกประเทศไปแล้ว

    กรณีระเบิดป่วนเมืองหลายจุด เริ่มตั้งแต่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ร้านขายเสื้อผ้าย่านประตูน้ำ ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ และหน้าสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 4 คน หน่วยอีโอดีระบุระเบิดที่ใช้เป็นระเบิดแสวงเครื่อง แบบตั้งเวลา ระยะทำการประมาณ 10-15 เมตร เบื้องต้นชุดสืบสวนจับกุมผู้ต้องหา 2 คนได้ขณะนั่งรถทัวร์มุ่งหน้า จ.สงขลา แต่ถูกตำรวจดักจับได้ก่อนในพื้นที่ จ.ชุมพร ระบุผู้ต้องสงสัย 2 คนเป็นคนเอาระเบิดไปวางที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบด้วยนายลูไอ แซแง อายุ 23 ปี และนายวิลดัน มาหะ อายุ 29 ปี จากการสืบสวนขยายผลชุดสืบสวนสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้รวม 9 คน รวมทั้งนายอาแบ หรือแบรี่ ผู้ต้องหาคนสำคัญที่เป็นคนนำเอาวัตถุระเบิดที่ประกอบเสร็จแล้วไปแจกจ่ายให้มือระเบิดนำไปวางตามจุดต่างๆรวม 14 จุด ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว

    บุกค้นอพาร์ตเมนต์หน้าราม

    ความคืบหน้าเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 8 ส.ค. พล.ต.ต. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผบก.สส.บช.น. และ พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.บช.น. นำกำลังชุดสืบสวน บก.สส.บช.น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน กก.สส.บก.น.4 พนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (อีโอดี) และสุนัขตำรวจเค 9 เข้าตรวจค้นอพาร์ตเมนต์ไม่มีชื่อเลขที่ 527/50 ซอยรามคำแหง 53 แยกซอยลูกจันทร์ แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม. หลังสืบทราบว่า กลุ่มมือระเบิดป่วนกรุงใช้เป็นที่พักก่อนก่อเหตุ

    ส่งอีโอดี-พฐ.เก็บหลักฐานละเอียดยิบ

    เมื่อเดินทางไปถึงเจ้าหน้าที่ขึ้นไปบริเวณชั้น 2 ตรงไปที่หน้าห้อง 512 ปิดกั้นพื้นที่ไม่ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องขึ้นไปเพื่อความปลอดภัย หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ อีโอดีเข้าไปในห้อง นำเชือกไปผูกกับเฟอร์นิเจอร์ในห้องหลายจุด แล้วดึงเชือกลากเฟอร์นิเจอร์ออกจากจุดเดิม เพราะเกรงว่าผู้ก่อเหตุอาจนำวัตถุระเบิดมาติดตั้งไว้เป็นกับดัก หลังไม่ได้ใช้ห้องแล้ว หลังจากมั่นใจเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภายในห้องพบว่า สภาพค่อนข้างสะอาด เหมือนไม่ค่อยมีคนอาศัย เจ้าหน้าที่เก็บวัตถุพยานต่างๆอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นดีเอ็นเอ เศษเส้นผมเส้นขนที่อยู่บนที่นอน ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม หลอดยาสีฟัน แปรงสีฟัน และวัตถุพยานอื่นกว่า 20 รายการกลับไปตรวจสอบ

    พบซิมการ์ดอินเตอร์เน็ตนับ 100 ชิ้น

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่อีโอดีและสุนัขตำรวจ ออกไปตรวจสอบรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ในอพาร์ต– เมนต์ เกรงว่าคนร้ายจะวางระเบิดป่วนไว้อีก เมื่อไม่พบไปตรวจถังขยะโดยรอบบริเวณอพาร์ตเมนต์ จนพบกล่องพัสดุไปรษณีย์ต้องสงสัย ถูกตัดชื่อที่อยู่ผู้รับผู้ส่งทิ้งอยู่ในถังขยะ นอกจากนี้ยังพบถุงพลาสติกใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือที่ใช้สำหรับเล่นอินเตอร์เน็ตค่ายดีแทคอีกหลายร้อยชิ้น จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

    เชื่อเป็นจุดประกอบระเบิดป่วนกรุง

    รายงานข่าวแจ้งว่า การลงตรวจค้นครั้งนี้สืบเนื่องจากการสอบสวนผู้ต้องหาที่ควบคุมตัวได้ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สอบเค้นในประเด็นหาวัตถุพยาน ที่เชื่อมโยงการก่อเหตุ อาทิ ลูกปืน (ลูกปราย) หรือ กล่องใส่ลูกปืน สำหรับจุดที่ตรวจค้น เจ้าหน้าที่คาดว่า อพาร์ตเมนต์แห่งนี้เป็นจุดที่กลุ่มผู้ต้องหานำ วัตถุระเบิดมาประกอบ ก่อนนำไปวางตามจุดต่างๆ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่นำหลักฐานทั้งหมดที่ได้ไปตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เพื่อหาความเชื่อมโยงกับผู้ร่วมขบวนการระเบิดต่อไป

    เจ้าของอพาร์ตเมนต์ชี้รูปผู้ต้องหา

    ลูกสาวเจ้าของอพาร์ตเมนต์ที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น (ไม่เปิดเผยชื่อ) กล่าวว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 27 ก.ค. มีชาย 2 คน รูปพรรณสัณฐานตรงกับภาพถ่ายที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาให้ดู เข้ามาติดต่อขอเช่าห้องพัก ตอนแรกติดต่อขอเช่าแบบรายวันจำนวน 5 วัน คิดค่าเช่าวันละ 350 บาท ระหว่างที่ เข้ามาติดต่อเช่าห้อง ชายทั้ง 2 คนไม่ได้ปิดบังใบหน้า และสื่อสารกันด้วยภาษาไทย แต่ภายหลังชายทั้ง 2 คนเปลี่ยนใจขอเช่าห้องพักแบบรายเดือน จ่ายค่าเช่าล่วงหน้า 3,000 บาท ค่าประกันห้องพัก 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 6,000 บาท ก่อนที่ทั้ง 2 คนเข้าพักที่ห้อง 512 ชั้น 2 บอกว่าจะนำหลักฐานมาให้ภายหลัง แต่หลังจากตกลงเช่าห้องเมื่อวันที่ 27 ก.ค. แล้วไม่พบเห็นชายทั้ง 2 คนอีกเลย มาทราบภายหลังว่าขนของออกไปตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.

    แฉพูดคุยเป็นภาษายาวีมีพิรุธ

    ด้านเจ้าของอพาร์ตเมนต์ใกล้เคียงให้ข้อมูลว่า ห้องที่ตำรวจเข้าตรวจค้นวันนี้ เคยเป็นที่พักของกลุ่มผู้ต้องหาก่อเหตุระเบิดป่วนช่วงการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. เมื่อต้นปี 2557 ครั้งนั้นสามารถตรวจ ยึดอุปกรณ์ประกอบระเบิดได้จำนวนหนึ่ง สำหรับเหตุระเบิดครั้งนี้ก่อนเกิดเหตุ 2-3 วัน พบเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์แปลกหน้าเข้ามาพักในอพาร์ตเมนต์ที่ตำรวจเข้าตรวจค้น คิดว่าเป็นการเข้ามาพักอาศัยกับเพื่อนที่เปิดห้องอยู่แล้ว คนกลุ่มนี้จะเดินจับกลุ่มกันครั้งละ 2-3 คน สื่อสารกันด้วยภาษายาวี สะพายกระเป๋าเป้ติดตัวอยู่ตลอดเวลา ตัวเองเคยพยายามสอบถามข้อมูล แต่คนกลุ่มนี้เดินหนีและท่าทางมีพิรุธ

    “บิ๊กแป๊ะ” ควงชุดสืบสวนแถลงใหญ่

    ต่อมาที่ห้องประชุมศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ จตช. พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. แถลงความคืบหน้าเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดหลายจุดในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด ผู้สื่อข่าวติดตามข่าวทุกวัน พยายามไซโคว่า ผบ.ตร.และทีมงานไม่ให้ข่าวอะไรเลย อยากบอกว่า การทำงานเรื่องระเบิดไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวน ถึงแม้สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 2 คน ภายในระยะเวลา 10 ชั่วโมง แต่วิธีการควบคุมตัว วิธีการซักถามต่างๆเพื่อได้รู้โครงสร้างทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่าย บางสื่อบอกว่าตนไม่กล้าเจอนักข่าว บางสื่อว่าเวลาตอบคำถามตอบมุบๆ มิบๆ ตนรู้หมด แต่ตนไม่ตอบเอง เพราะยังไม่ถึงเวลา

    ขอความเห็นใจ ตร.คดีระเบิดไม่ง่าย

    “ผมรู้ว่าสื่อบางคนสนิทกับทีมงาน แต่ไม่เคยตำหนิใคร รู้ทั้งรู้ว่าแอบส่งข่าวกัน แต่ผลเสียหายที่ตามมาคือ ทำให้คนร้ายที่เหลือขยับตัว อยากถามว่าใครจะรับผิดชอบ คดีอย่างนี้ไม่ใช่คดีล้อคดีเล่น การดำเนินการทุกอย่างต้องรอบคอบรัดกุมที่สุด หากไม่ได้ตัวผู้ต้องหาสื่อบางฉบับตามกระแนะกระแหนว่า ไม่สามารถจับได้ รัฐบาลไม่เสถียร อยากขอให้เข้าใจการทำงานว่า คดีอย่างนี้ไม่ได้ง่าย อยากให้ข่าวใจจะขาด แต่ถ้าถามกันทุกวันให้ข่าวกันทุกวัน คนร้ายไม่ได้โง่ เพราะเขาติดตามข่าวสารจากสื่อทั้งนั้น ที่ผ่านมาไม่ทราบว่าพวกท่านไปชี้นำเข้าหรือเปล่า ที่พูดมาไม่ได้น้อยใจแค่รำพึงรำพันให้พวกท่านฟัง เพราะคดีอย่างนี้เป็นคดีบ้านคดีเมือง ตั้งแต่ปี 2544 เกิดเหตุระเบิดเครื่องบิน สมัยท่านทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ผมมีข้อมูลทั้งหมดเพราะอยู่ในเหตุการณ์ ดังนั้นต้องเห็นใจคนทำงาน ต้องให้เวลา ที่ผ่านมาไม่เคยมีคดีเหตุระเบิดคดีไหนที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ภายใน 10 ชม.” ผบ.ตร.กล่าว

    ระบายจ้อไม่ได้มีผลต่อรูปคดี

    พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวว่า วันที่เกิดเหตุหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายตำรวจที่อยู่ตรงนี้ยังประชุมบริการกันอยู่เลย คนร้ายเอาของมาทิ้งหน้าบ้านตน 2 ลูก ยอมรับว่าเป็นคนออกข่าวว่าเป็นของปลอม สำหรับวันนี้จะให้ซักถามทีมงานสืบสวนสอบสวน จะตอบในส่วนที่ตอบได้ ส่วนไหนตอบไม่ได้ต้องขออนุญาตสงวนไว้เพราะเป็นผลต่อทางคดี ต่อการไปขึ้นศาล เชื่อว่าวันนี้ไม่ใช่มีแค่พวกท่านที่รอฟังอยู่ คนที่วางระเบิดก็รอฟังอยู่เหมือนกัน เราควบคุมผู้ต้องหาได้ในวันที่ 2 ส.ค.วันที่ 3 วันที่ 4 ผู้ก่อเหตุที่เหลือขยับตัวแล้ว เป็นสาเหตุที่ไม่อยากให้ข่าว เพราะทำให้ทำงานยากขึ้น แผนประทุษกรรมต่างๆของกลุ่มคนร้ายบอกได้เลยไม่เหมือนกับโจรไทย อย่างเช่นกรณีเมื่อปี 2546-47 มีเหตุเผาโรงเรียนจังหวัดภาคใต้ 22 โรงเรียนพร้อมกัน ถ้าการสืบสวนสอบสวนเป็นแบบงานง่าย คิดว่าถ้าจับผู้ต้องหาได้สักคนคดีที่เหลือต้องออกหมด แต่ในความเป็นจริงคดีทางภาคใต้ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะแต่ละคนรับงานมารู้แค่หน้างานของตนเอง ส่วนหน้างานของคนอื่นไม่มีใครรู้

    คนร้ายรู้แค่ในส่วนของตัวเอง

    ผบ.ตร.กล่าวต่อไปว่า ดังนั้นเหตุการณ์ครั้งนี้ ตนเชื่อว่าเหมือนกัน คนร้ายแต่ละคนรู้แค่หน้าที่ตัวเอง และไม่รู้จักกัน พวกท่านได้แต่รู้ว่า เมื่อไหร่ ผบ.ตร.จะแถลง เมื่อ ผบ.ตร.ไม่แถลง พวกท่านไป ลงที่รัฐบาล ไปลงกับท่านนายกฯ ไปลงกับ พล.อ.ประวิตร อยากยกตัวอย่างแบบนี้แล้วกัน “สงบจบที่ลุงตู่” อยากจะย้อนถามว่า สงบคืออะไร สงบคือ ไม่มีม็อบขนาดใหญ่ ที่ผ่านมา 5 ปีเราไม่เคยมีชุมนุมขนาดใหญ่ เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดเหตุขึ้นใหม่ มีการพูดว่ารัฐบาลทำเองหรือไม่ อยากย้อนถามว่าทำอย่างไร จะดิสเครดิตตัวเองหรือ มันก็ไม่ใช่ หรือกรณี ผบ.ทบ.ออกมาพูดว่า กลุ่มคนก่อเหตุหน้าเดิมๆ บอกเลยว่า ท่านพูดไม่ผิด เพราะท่านรู้ ท่านอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ท่านรู้กลุ่มไหนเป็นกลุ่มไหน คิดอะไรอย่างไร บางครั้งต้องให้ความเสมอภาคในการเสนอข่าว เพราะพวกท่านทำให้ประชาชนเชื่อ หากถามตนว่าคนหน้าเดิมมีหรือไม่ในกรณีนี้ ตนบอกเลยว่ามี ผสมกันทั้งหน้าเดิมหน้าใหม่ หรือที่ทางภาคใต้เรียกว่า คนหน้าขาวคือคนที่ไม่มีอะไร ยังไม่มีคดีติดตัวที่พูดทั้งหมดไม่ได้ใช้อารมณ์ เพราะตนไม่พูดมา 7 วัน ทำงานอย่างเดียว วันที่ 9 ส.ค. ตนก็ต้องลงไป ในพื้นที่อีกแล้ว สิ่งที่ต้องการคือ อะไรคือสาเหตุที่มาวางระเบิดครั้งนี้ พวกท่านทราบหรือไม่ว่า รูปที่คนร้ายสะพายเป้หลังตุงๆ รู้หรือไม่ว่าในนั้นมีอะไร ใครตอบถูกตนจะให้รางวัล จะเฉลยทีหลัง เพราะทุกคนมีเป้สะพายหลัง

    “สุวัฒน์” แฉผู้ร่วมลงมือกว่า 15 คน

    ด้าน พล.ต.ท.สุวัฒน์กล่าวว่า ขออนุญาตชี้แจงในรายละเอียด ฐานะตัวแทนทีมงานสืบสวนสอบสวน ขอย้ำว่า ข้อมูลที่ตอบ จะตอบเท่าที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสืบสวนสอบสวน และไม่ให้เกิดความเสียหายต่อผู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องความรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจ คดีนี้สืบเนื่องตั้งแต่วันที่ 1-2 ส.ค. เกิดเหตุระเบิดหลายจุด จากการสืบสวนสอบสวนเหตุระเบิดและเหตุเพลิงไหม้ทั้งหมดเชื่อว่า คนร้ายมีลักษณะเป็นขบวนการแบ่งแยกหน้าที่ลงมือทำ อำพรางตัวเข้าไปก่อเหตุ ผู้ร่วมขบวนการมีไม่น้อยกว่า 15 คน ยังไม่รวมผู้สนับสนุน หรือผู้อยู่ในระดับวางแผนสั่งการต่างๆ ต่อมาวันที่ 2 ส.ค.เจ้าพนักงานตำรวจอาศัยอานาจตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 2 คน มีพยานหลักฐานเชื่อว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคุมตัวไว้ที่ศูนย์พิทักษ์สันติ อ.เมืองยะลา เชื่อมโยงพยานหลักฐานและประสานข้อมูล ข้อเท็จจริง ยืนยันว่า นายลูไอ แซแง อายุ 22 ปี และนายวิลดัน มาหะ อายุ 29 ปี ก่อเหตุวางระเบิดหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันนี้จึงขออนุมัติออกหมายจับ

    แบ่งสายบังคับบัญชาเป็น 4 กลุ่ม

    “หลังจากนี้จะดำเนินการตาม ป.วิอาญา นำหมายจับไปแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คน จากเหตุการณ์เห็นว่า มีอุปกรณ์ 2 ประเภทที่ทำให้เกิดเหตุคือ ระเบิด และอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ การสืบสวนสอบสวนผู้ต้องหารายอื่นมีข้อมูลรั่วไหลออกไปเป็นจำนวนมาก ถ้าแบ่งกลุ่มบุคคลออกเป็น 4 กลุ่มจะประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มบนสุดของห่วงโซ่ หรือกลุ่มมาสเตอร์มายด์ เป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มวางแผน สั่งการ กำหนดขั้นตอนรายละเอียดการปฏิบัติ กำหนดตัวบุคคล การสรรหาบุคคลมาปฏิบัติงาน หากเปรียบเทียบในวงการธุรกิจ จะเทียบเท่าระดับเอ็มดี กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มช่วยเหลือสนับสนุน ทั้งก่อนก่อเหตุ ขณะก่อเหตุ และหลังก่อเหตุ และกลุ่มที่ 4 คือ กลุ่มบุคคลลงมือปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนต้องโฟกัสลงไปในทุกกลุ่ม ผู้ต้องหา 2 คนที่จับได้เป็นส่วนล่างสุดของห่วงโซ่ แต่ละขั้นตอนจะคัตเอาต์ อำพรางอย่างดีในทุกส่วน” ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าว

    เอาตัวมาสอบเป็น 100 คนแล้ว

    พล.ต.ท.สุวัฒน์กล่าวต่อว่า สำหรับบุคคลที่เชิญตัวมาพูดคุยซักถามมีเป็น 100 คน แต่ไม่ใช่ว่าควบคุมตัวทั้งหมด ต้องดูว่ามีหลักฐานพอหรือไม่ หากพบว่ามีหลักฐานเพียงพอหน่วยงานที่รับผิดชอบจะใช้กฎหมายที่เขาถือครองอยู่ควบคุมตัวไว้ ตนไม่สามารถยืนยันว่า ควบคุมตัวไว้เท่าไหร่ เพราะบางส่วนเมื่อคุยแล้วเราให้กลับ แต่ขอเรียนว่าทั้งหมดเราดำเนินการตามกฎหมายทุกอย่าง ส่วนชื่อของขบวนการเป็นเพียงทฤษฎีหนึ่ง คงจะไม่ระบุชื่อเหล่านี้ จนกว่าจะมีพยานหลักฐานเพียงพอ ผู้ลงมือปฏิบัติจะไม่รู้ถึงแนวคิดที่แท้จริงของบุคคลที่เป็นมาสเตอร์มายด์ คนระดับนี้รู้เท่าที่จำเป็น คดีแบบนี้ต้องดูเป็นภาพรวม การดำเนินการทุกอย่างไม่จำเป็นต้องดำเนินการในกรุงเทพฯเท่านั้น กระจายไปในหลายพื้นที่ ต้องใช้สรรพกำลังทุกอย่างที่มี เรื่องบางเรื่องเราเปิดเผยไม่ได้ ต้องดูว่าใครได้ประโยชน์เสียประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วนตัวถ้ามีขบวนการอะไรก็แล้วแต่เข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมือง อาจมีบุคคลเข้ามามีส่วนร่วม

    ออกหมายจับ 2 มือบึมตาม ป.วิอาญา

    “การวิพากษ์วิจารณ์ทุกอย่างเรารับฟัง แต่ต้องเดินตามกฎหมาย เรามีพยานหลักฐานมากว่าที่หลายคนคิด ไม่ได้มีแค่หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างเดียว ไม่ใช่เรื่องง่ายในการปะติดปะต่อพยานหลักฐานแต่ละชิ้นอุปกรณ์ทั้งหลายที่ใช้ก่อเหตุ จุดโดยตัวตั้งเวลา ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ 100 นายสืบสวนสอบสวน ยังต้องสืบสวนสอบสวนในโลกโซเชียล ส่วนมีผู้ต้องหาหนีออกนอกประเทศบ้างหรือไม่ ถ้าพูดกันตรงยอมรับว่ามี แต่เรามีหลักฐานมากกว่าที่แถลงวันนี้ ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 2 คน เบื้องต้นแจ้งข้อหากล่าวหา มีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง และพยายามฆ่า” ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าว

    ผบ.ตร.แฉของในเป้คนร้าย

    พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวเพิ่มเติมว่า จากประสบการณ์เหตุที่เกิดในพื้นที่ภาคใต้ ไม่มีการประกาศตัวว่า คดีนี้ใครทำ ไม่ออกมายอมรับว่า กลุ่มไหนเป็นผู้ลงมือ ไม่เหมือนต่างประเทศ เหตุการต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศมีมาตั้งแต่ปี 2544 ส่วนใหญ่ร้อยละ 80-90 เกี่ยวกับการเมือง ครั้งนี้ตนอยากรู้ใครอยู่เบื้องหลัง อยากให้เงินสัก 2 ล้านบาท บอกหน่อยใครอยู่เบื้องหลัง คำถามที่ทุกคนอยากทราบคือ เกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ ใครสั่ง ที่ผ่านมาไม่เห็นมีใครชื่นชมตำรวจ ตนสอบปากคำผู้ต้องหา เขามั่นใจว่าเขารอดแล้ว พอมาเจอด่านที่ชุมพรถึงรู้ว่าไปไม่รอด ดังนั้นคำถามแต่ละท่านตนอยากตอบ แต่ถ้าตอบไปมีปัญหาแน่ ทำให้เดินลำบาก ที่ผ่านมาวิจารณ์กันต่างๆนานาว่า เป็นการแค้นทหาร บอกเลยว่าไม่ใช่ ถ้าเขาแค้นทหารตำรวจไม่ต้องมาถึงกรุงเทพฯ ส่วนที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องของในเป้พบว่า ในเป้จะมีชุดเปลี่ยน 5 ชุด รองเท้า 5 คู่ กางเกง 5 ตัว เสื้อ 5 ตัว หมวก 5 ใบ แว่นตา 5 อัน แสดงให้เห็นว่าเขาโง่หรือฉลาด ที่ภาคใต้มีถังข้อมูลขนาดใหญ่ มีข้อมูลบุคคลเหล่านี้อยู่ สื่อถามว่าทำไมต้องเอาผู้ต้องหาลงไปภาคใต้ เพราะผู้ต้องหาทั้ง 2 คนมีเหตุต่อเนื่องที่ภาคใต้ มีประวัติอยู่ในถังข้อมูลของเรา มีคดีเข้าตีที่นย.และก่อเหตุระเบิดรถ ระเบิดครั้งนี้ถามว่า เอาระเบิดมาจากไหน เป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง ไม่ว่าประกอบจากภาคใต้ หรือมาประกอบที่กรุงเทพฯ การเข้าตรวจค้นย่านรามคำแหงหรือตรงไหนที่เกี่ยวข้อง เราจะตรวจค้นทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ทราบทุกที่ เบื้องต้นไม่ใช่มีแค่ที่รามคำแหงยังมีอีกหลายจุด

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ระเบิดป่วนกรุงสถานที่ประกอบระเบิดโจรใต้อพาร์ตเมนต์รามคำแหงจักรทิพย์ ชัยจินดาข่าวหน้า1

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอังคารที่ 21 กันยายน 2564 เวลา 15:19 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์