สำนักข่าวบีบีซีอังกฤษและสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นสหรัฐฯ รายงานเมื่อวันที่ 30 พ.ค. ว่า เกิดเหตุการณ์เผชิญหน้าระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิม “หุย” กับเจ้าหน้าที่ทางการจีน ในเมืองนากู มณฑลยูนนาน ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เบื้องต้นมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 30 คนทั้งนี้ เหตุการณ์เผชิญหน้าดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ วันเสาร์ที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา ชาวบ้านที่เชื่อว่ามีจำนวนหลายพันได้มารวมตัวกันที่มัสยิดนาเจี๊ยหยิง มัสยิดโบราณตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13 ในเมืองนากู หลังทราบข่าวว่าทางการจีนสั่งปิดมัสยิดและเตรียมดำเนินการรื้อถอนบางส่วนของอาคารตามคำสั่งศาลเมื่อปี 2563 ที่ตัดสินว่าการก่อสร้างต่อเติมโดมบนดาดฟ้าและหอสูงที่มัสยิดเป็นเรื่องผิดกฎหมายจากคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแถวพยายามสกัดกั้นชาวบ้านไม่ให้เข้าไปในมัสยิด และมีผู้ชุมนุมบางรายพยายามขว้างปาหินใส่ตำรวจ และต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ทำการถอนกำลังออกไปจากพื้นที่ ขณะที่ชาวบ้านพากันกรูเข้าไปในมัสยิด กระนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่ทราบจำนวนผู้บาดเจ็บที่แน่ชัดขณะที่กรมตำรวจเขตตงไห่ ผู้ดูแลพื้นที่เมืองนากูออกแถลงการณ์เตือนว่า ขอให้ผู้ประท้วงเข้ามามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ภายในวันที่ 6 มิ.ย. คนที่สมัครใจติดต่อมอบตัวและยอมรับสารภาพความจริงในเรื่องการละเมิดกฎหมายจะได้รับการผ่อนผันหรือลดโทษ พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนแจ้งเบาะแสแก่ทางการว่าใครที่เข้าร่วมการประท้วงครั้งนี้ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นการขัดขวางระเบียบทางสังคมสำนักข่าวบีบีซีอังกฤษรายงานด้วยว่า กลุ่มชาติพันธุ์หุยเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ 56 กลุ่มที่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลจีน นับถือนิกายสุหนี่ มีประชากรอาศัยอยู่ในมณฑลยูนนานประมาณ 700,000 คน จากประชากรทั้งหมด 10 ล้านคนทั่วประเทศ ขณะที่สื่อท้องถิ่นมักเรียกขานคนกลุ่มนี้ว่า ชาวจีนมุสลิม ซึ่งหมายถึงกลุ่มมุสลิมชาติพันธุ์ที่สามารถกลมกลืนไปกับสังคมจีนได้อย่างไรก็ตาม บีบีซีรายงานอ้างกลุ่มสิทธิว่า เมื่อปี 2561 เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันที่เขตปกครองหนิงเซีย ทางภาคกลางตอนเหนือของจีน ซึ่งเจ้าหน้าที่จีนตัดสินใจไม่รื้อถอนมัสยิด แต่สั่งให้มีการปรับโครงสร้างอาคาร ขณะที่ในมณฑลยูนนานมีมัสยิดถูกสั่งปิด 3 แห่ง เนื่องด้วยสอนศาสนาอย่างผิดกฎหมาย ส่วนในปี 2564 นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน แสดงจุดยืนว่าต้องการให้ความเชื่อทางศาสนาสะท้อนกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมจีน.