สัปดาห์ที่ผ่านมา รายการข่าว CBS News ของสถานีโทรทัศน์ CBS ในอเมริกา เผยแพร่การสัมภาษณ์ Katarina Blom นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ถึงการจัดการข้าวของในชีวิตก่อนตาย เพื่อเตือนใจชาวอเมริกันถึงวิถีชีวิต ที่วันหนึ่งทุกคนจะต้องตาย และไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่Katarina บอกว่า เรามักจะพูดว่าการทำความสะอาดความตายนั้นเพื่อชีวิต แต่จริงๆแล้วการจัดเรียงและคัดแยกสิ่งของให้เรียบร้อย เป็นระเบียบนอกจากจะช่วยทำให้บ้านสะอาดแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพจิตด้วย“สิ่งที่สำคัญจริงๆและสิ่งที่อยู่ใกล้หัวใจของคุณจริงๆจะปรากฏขึ้น” นักจิตวิทยาคนดังบอกพร้อมกับให้ความเห็นว่า การจัดเก็บสิ่งของก่อนตายไม่เพียงแต่จะเป็นการเดินทางที่เป็นประโยชน์สำหรับแต่ละบุคคลเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของคนที่เรารัก ทั้งเราและเขา เหมือนเป็นการแสดงความรักต่อทั้งเราเอง ด้วยการดูแลตนเอง และแสดงความรักต่อคนที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา ลูกหลาน “พวกเขาจะได้ไม่ต้องยืนอยู่ในห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยฝุ่น และอาจจะต้องเดินผ่านสิ่งต่างๆไปพร้อมๆกับต่อสู้กับความเศร้าโศกด้วยตัวเอง ทั้งที่พวกเขาสามารถมีความสุขกับชีวิตได้ถ้าคุณไม่สร้างภาระนี้ให้กับเขา” Katarina ให้ความเห็นพร้อมกับแนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องแก่ก่อนที่จะเริ่มทำมัน คุณสามารถทำมันได้ทุกวัน เพราะไม่มีใครรู้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ ดังนั้นเราต้องทำสิ่งต่างๆ เช่น ความสัมพันธ์ของเรากับชีวิต ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับคนสองคนหรือหลายคน แนวคิด Death Cleaning นี้มีจุดเริ่มต้นมาจากหนังสือ The Gentle Art of Swedish Death Cleaning ซึ่งเผยแพร่ในปี ค.ศ.2017 โดย Margareta Magnusson ศิลปินสูงอายุชาวสวีดิช ที่พบความจริงของชีวิตว่า สุดท้ายข้าวของทุกชิ้นที่เราเคยรักและหวงแหนก็จะถูกทิ้งไปแน่นอน ถ้าของชิ้นนั้นๆไม่ได้มีความสำคัญกับคนที่เหลืออยู่ Magnusson เริ่มลองทำ Death Cleaning ในบั้นปลายชีวิต และได้พบกับความสุนทรีย์ แม้อาจฟังดูหม่นหมองจากการเก็บบ้านเผื่อชีวิตอันไม่แน่นอน แต่สิ่งที่ค้นพบกลับไม่ได้เศร้า แต่เป็นโอกาสอันดีที่ได้สานสัมพันธ์กับคนรอบตัวในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ Death Cleaning มาจากคำว่า ‘dostadning’ หรือการทำความ สะอาดบ้านก่อนตาย อธิบายให้ชัดกว่านั้นคือ กระบวนการจัดเก็บข้าวของทำความสะอาด และจัดบ้านให้เสมือนว่าเราจะตายจากโลกไปเมื่อไหร่ก็ได้ จัดการเท่าที่ทำได้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระลูกหลานหรือคนรอบตัวในวันที่เราไม่อยู่แล้ว Katarina ยังบอกด้วยว่า การทำความสะอาดก่อนตายไม่จำเป็นต้องทำคนเดียว อาจจะชวนเพื่อนหรือเพื่อนบ้านหรือใครก็ตามที่เรารู้สึกสบายใจ โทร.หาลูกๆให้มาช่วยกันทำสิ่งเหล่านี้ด้วยกัน และมันไม่ใช่เรื่องน่ากลัว กลับเป็นความสุขเสียมากกว่า หลักการและวิธีคิดของ Death Cleaning ในหนังสือของ Magnusson อธิบายว่า อย่าเศร้ากับการจัดการนี้ การระลึกถึงความตายไม่จำเป็นต้องเศร้า หม่นหมอง แต่จงทำด้วยความยินดี อ่อนโยน ไม่รีบร้อน กระบวนการ Death Cleaning นั้นสามารถทำได้เรื่อยๆ ไม่ต้องทำบ้านให้โล่งว่างเหมือนใหม่ ทำซ้ำไปตลอดชีวิต แต่ใช้เวลาวันละ 30 นาที หรือนานๆที ค่อยๆทำไปก็ได้ คิดเสมอว่าเราอยากทิ้งอะไรไว้ให้คนจดจำ เมื่อตัดสินใจจะมอบอะไรให้คนที่เรารัก ต้องคิดว่าเขาจะมีความสุขหรือไม่ที่ได้รับมัน คิดเผื่อคนรอบตัวเรามากๆ นอกจากนี้ เราควรเก็บของดีๆเอาไว้ใช้ยาวๆ อะไรที่ไม่สำคัญกับเราก็ควรปล่อยไป ลดการใช้ของและบริจาคสิ่งที่จะกลายเป็นขยะหากไม่มีการจัดการที่ดีพออย่าลืมบอกคนรอบตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ แม้จะเป็นของส่วนตัวของเรา แต่เราสามารถชวนคนใกล้ตัวมาช่วยเก็บได้หากต้องการ เพราะการเก็บบ้านกับคนใกล้ตัวอาจเป็นโอกาสได้ร่วมระลึกถึงความทรงจำดีๆ ผ่านวัตถุต่างๆร่วมกัน แนวคิดเรื่องการเก็บของและจัดบ้าน ก่อนหน้านี้เคยมีหนังสือขายดีของญี่ปุ่น ชื่อ “ชีวิตดีขึ้นทุกด้านด้วยการจัดบ้านเพียงครั้งเดียว” ของ “มาริเอะ คนโดะ” ที่แนะนำให้เราทิ้งสิ่งของที่ไม่จำเป็นหรือสร้างสีสันของชีวิตออกไปให้หมด แต่วิธีการจัดบ้านเผื่อความตายของ คุณป้ามาร์การิตา แม็กนัสเซน ได้เพิ่มเติมเรื่องของการสานสัมพันธ์ในครอบครัวเข้ามาด้วยแนวคิดนี้เสนอว่าหากเราไม่ได้ใช้ของชิ้นใดก็ควรมอบให้คนอื่นเสียตั้งแต่วันนี้ และแนวคิดแบบ Death Cleaning ยังเน้นย้ำด้วยว่าการมอบสิ่งของเหล่านั้นให้ผู้อื่นเพื่อสร้างสายใยมิตรภาพและผูกความสัมพันธ์กัน ขณะที่ยังมีเวลาอยู่ร่วมกันได้ด้วย ในทางกลับกัน หากเราจัดบ้านแล้วพบสิ่งของที่ไม่ได้อยากมอบให้ใครแต่ยังมีคุณค่ากับเราก็สามารถเก็บไว้ดูได้ โดยเขียนระบุไว้ด้วยว่าถ้าเราตายเมื่อไหร่ก็สามารถทิ้งสิ่งของชิ้นนี้ไปได้เลย ไม่ต้องมอบให้แก่ใครDeath Cleaning เป็นวิธีการปลดปล่อยตัวตนของเราให้เป็นอิสระจากวัตถุ และตัดใจมอบของให้คนที่เรารักใช้โดยไม่ต้องรอวันที่เราจากไป เพื่อที่ว่าในวันที่ไม่อยู่ คนที่อยู่ข้างหลังเราจะได้ไม่วุ่นวายและยังจดจำเราในฐานะความทรงจำดีๆ ต่อไป เพราะสิ่งของที่เหลืออยู่ของเราไม่ได้สร้างความลำบากใจ ใดๆให้คนข้างหลังเลย.