ถ้าพูดถึงยุคเผด็จการเรืองอำนาจ คงไม่มียุคไหนจะเฟื่องฟูเท่ายุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อโลกเต็มไปด้วยผู้นำเผด็จการทุกหย่อมหญ้า โดยมีเส้นทางการก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างรวดเร็วไม่แตกต่างกันคือ ใช้กำลังทหารยึดประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ, กำจัดปรปักษ์ที่ไม่เห็นด้วย และประกาศสร้างชาติให้เป็นมหาอำนาจ หาเรื่องรุกรานทำศึกนอกประเทศ เพื่อให้ประชาชนลืมความเป็นอยู่ยากแค้น และความตกต่ำทางเศรษฐกิจ อันเกิดจากความล้มเหลวในการบริหารประเทศในทำเนียบผู้นำเผด็จการโลกจะต้องมีชื่อ “เบนิโต มุสโสลินี” อดีตนักหนังสือพิมพ์ที่กระหายอำนาจทางการเมืองผู้ก่อตั้งพรรคฟาสซิสต์ ความไม่สงบทางการเมืองของอิตาลี เปิดทางให้ “มุสโสลินี” ขึ้นมาอยู่แถวหน้าใช้กองทหารฟาสซิสต์รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ และบีบบังคับกษัตริย์อิตาลีให้แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ยุคแรกๆที่เถลิงอำนาจ เขายังอาศัยระบบพรรคการเมือง แต่ไม่ช้าก็ออกลายสั่งเก็บนักการเมืองที่ไม่เห็นด้วย ก่อให้เกิดความเกลียดชัง และปลุกกระแสเรียกร้องให้ลาออกจากการเป็นผู้นำ ยิ่งต่อต้านมากเท่าไหร่ “มุสโสลินี” ก็ยิ่งใช้กำลังกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามหนักขึ้นเท่านั้น ในยุคที่เขาเรืองอำนาจ นอกจากเศรษฐกิจจะตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ยังเกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างชนชั้น กระนั้น เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนให้ลืมปัญหาปากท้อง ผู้นำจอมเผด็จการจึงใช้กุศโลบายหาเรื่องทำศึกนอกประเทศ เพื่อสร้างชาติให้เป็นมหา อำนาจ โดยเหยื่อรายสำคัญคือ “เอธิโอเปีย” โดนกองทัพอิตาลีบุกรุกรานหนัก ยั่วยุให้มหาอำนาจตะวันตก รุมคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอิตาลี สุดท้าย “มุสโสลินี” ต้องหันไปจับมือกับนายกรัฐมนตรีเยอรมัน “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” กลายเป็นเผด็จการคู่หูมหาประลัยโลกผนึกกำลังกันก่อสงครามโลกครั้งที่สอง สร้างความปั่นป่วนไปทั้งโลก เบนิโต มุสโสลินียังโด่งดังเป็นที่สาปแช่งมาถึงทุกวันนี้สำหรับ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” จอมเผด็จการตัวเขื่องระดับตำนานโลก ผู้จุดชนวนสงคราม โลกครั้งที่สองในทวีปยุโรป และสร้างความอัปยศเป็นตราบาปให้ประวัติศาสตร์ชาติเยอรมัน เขามีพรสวรรค์การเป็นนักพูด และนักปลุกระดม คลั่งไคล้ในอุดมการณ์นาซี หมายมั่นปั้นมือว่าอยากจัดระเบียบโลกใหม่ เพื่อสร้างเยอรมันให้ยิ่งใหญ่เป็นมหาอำนาจครองทั้งทวีปยุโรป เช่นเดียวกับเผด็จการทั้งโลก ทันทีที่เถลิงอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรี “ฮิตเลอร์” สั่งกวาดล้างปรปักษ์ทางการเมืองจนสิ้นซาก และหาเรื่องก่อศึกนอกประเทศ โดยมีอังกฤษเป็นศัตรูหลัก และโปแลนด์คือเหยื่อผู้อ่อนแอ ภายหลังได้กลายเป็นชนวนร้ายให้สงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น ทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษผนึกกำลังกันประกาศสงครามกับเยอรมัน สร้างความปราชัยอย่างย่อยยับให้ “ฮิตเลอร์” กลายเป็นจุดจบของประวัติศาสตร์ยุโรปในยุคที่ถูกเยอรมันครอบงำ และโดนแทนที่ด้วยสงครามเย็นระหว่างสหภาพโซเวียตกับสหรัฐอเมริกา อดอล์ฟ ฮิตเลอร์กระนั้นนโยบายชั่วร้ายที่สุดของ “ฮิตเลอร์” คือ การกวาดล้างพวกยิวให้สิ้นซากไปจากโลก สร้างโศกนาฏกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เหี้ยมโหดที่สุดในประวัติศาสตร์โลก นโยบายของเขายังส่งผลให้มีการสังหารชาวโปแลนด์ และเชลยศึกโซเวียต ตลอดจนพวกคอมมิวนิสต์และศัตรูการเมือง รวมไปถึงคนรักร่วมเพศ, ผู้พิการทางกายและใจ, ผู้นับถือนิกายแอดเวนติสท์ และผู้นำสหภาพแรงงานท่ามกลางเสียงสาปแช่งอย่างหนัก จุดจบของ “มุสโสลินี” คือ ถูกพลพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลีตามจับกุมตัวขณะหลบหนีไปอยู่กับภรรยาน้อยที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยถูกทีมยิงเป้าปลิดชีพทิ้งใกล้กับทะเลสาบโคโม และนำร่างกลับมาแขวนประจานที่ศาลากลางเมืองมิลานเพื่อยืนยันการตายของจอมเผด็จการ ขณะที่ “ฮิตเลอร์” เลือกยิงตัวตายพร้อมภรรยาด้วยปืนพกส่วนตัว ก่อนจะถูกโยนร่างลงหลุมระเบิดราดน้ำมันและจุดไฟเผาให้สิ้นชื่อ พฤติกรรมสุดเหี้ยมของเขายังถูกประณามมาถึงปัจจุบัน เพราะอุดมการณ์นาซีไม่เพียงนำมาซึ่งสงครามโลก แต่ยังทำให้ยุโรปตะวันออกและยุโรปกลางตกอยู่ในสภาพพังพินาศและยากจนข้นแค้น สร้างความบอบช้ำอย่างมากแก่มวลมนุษยชาติในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่งผลให้มีผู้คนเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 40 ล้านคนประวัติศาสตร์เตือนใจว่า แค่ชนวนนิดเดียวก็บานปลายกลายเป็นสงครามโลกได้แล้ว อยากจะรุมกินโต๊ะเพื่อโค่นล้ม “ปูติน” ระวังจะได้ไม่คุ้มเสีย!!มิสแซฟไฟร์