นับตั้งแต่เหตุการณ์สลายการชุมนุม ได้มีพรรคพวกต่างถามไถ่เข้ามา ถึงเรื่องความถูกต้องในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยบางรายมองว่า ใช้ความรุนแรงเกินจะรับไหวงานนี้จะอ้างประสบการณ์ตรง ก็เกรงว่าจะถูกตีความไปต่างๆนานา จึงขอเปลี่ยนเป็นอ้างเอกสารคู่มือ “ควบคุมฝูงชน” ของประเทศที่ได้รับการยอมรับทางสากลอย่าง “สหรัฐอเมริกา” น่าจะเหมาะสมกว่าในสหรัฐฯ ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการชุมนุมและแสดงความคิดเห็น ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 1 บทบาทพื้นฐานของหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมาย คือการคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมประท้วงโดยสงบ พร้อมรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยสาธารณะ และปกป้องชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งบางครั้งการทำสองสิ่งนี้ไปพร้อมๆกัน ถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากที่สุดของเจ้าหน้าที่สิ่งสำคัญเจ้าหน้าที่ต้องแยกแยะให้ได้ว่า การชุมนุมใดอยู่ภายใต้กฎหมาย และการชุมนุมใดเป็นการล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น กระนั้น การชุมนุมทั้งสองประเภทนี้มักจะกลมกลืนกันไป เพราะพฤติกรรมของคนเวลาอยู่ในฝูงชนหมู่มาก ย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ จึงจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ต้องมีการซักซ้อมอยู่ตลอดเวลาพร้อมทั้งมีความยืดหยุ่น เพื่อรองรับเหตุการณ์พลิกผัน ที่อาจนำไปสู่ความจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ “ควบคุมฝูงชน” ซึ่งกระบวนการจะประกอบไปด้วยขั้นตอนต่างๆ อาทิ การเจรจากับผู้ชุมนุม การออกคำสั่งให้ฝูงชนปฏิบัติตาม การควบคุมการจราจร การปฏิบัติการสลายการชุมนุม การคุ้มครองทรัพย์สินสาธารณะการออกคำสั่งสลายการชุมนุมของสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่จะต้องเข้าประกาศตัวต่อผู้ประท้วงว่าการชุมนุมครั้งนี้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ขอให้สลายตัวในทันทีหรือตามกำหนดเวลา และหากไม่ปฏิบัติตาม คุณอาจถูกจับกุมหรือถูกดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งอาจรวมถึงการใช้กำลัง ที่อาจก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือบาดเจ็บสาหัส พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ไปอยู่ด้านหลังการชุมนุม เพื่อให้แน่ใจว่าคำประกาศได้ยินทั่วถึงสำหรับการใช้กำลังนั้นจะขึ้นอยู่กับว่า การชุมนุมผิดกฎหมายรุนแรงแค่ไหน กลุ่มผู้กระทำผิดเป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่หรือผู้อื่นเพียงใด โดยตัวเลือกของเจ้าหน้าที่ มีทั้งการใช้วาจา การควบคุมตัว การใช้เทคนิคให้ยอมจำนน อุปกรณ์ควบคุมตัวและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สารเคมีไม่เป็นอันตราย อาวุธกระแทกหรือกระบอง กระสุนที่มีความอันตรายน้อย ไปจนถึงการใช้กำลังถึงตาย Deadly Force ซึ่งทุกขั้นตอนต้องมีการแจ้งให้ผู้ชุมนุมทราบนอกจากนี้ คู่มือสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน “สหประชาชาติ” เกี่ยวกับการใช้อาวุธ “ไม่ร้ายแรง” ของเจ้าหน้าที่รักษากฎหมาย ลงนามนครนิวยอร์กและเจนีวา 2563 ได้เขียนไว้ว่า นับเป็นความท้าทายอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ ว่าการใช้กำลังเพียงใดจึงจะเหมาะสมกับเหตุที่เกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียอันน่าเศร้า อาวุธกระแทกและสารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญของเจ้าหน้าที่รักษากฎหมาย ที่อาจนำมาใช้ในสถานการณ์จำเป็นแต่ไม่สามารถใช้ปืนได้ โดยสำหรับ “กระบอง” เจ้าหน้าที่ควรหลีกเลี่ยงจุดอันตราย เช่น ศีรษะ คอ กระดูกสันหลัง ไต และการใช้สารเคมีระคายเคืองต้องมีเหตุผลเพียงพอให้เชื่อได้ว่า เหตุการณ์ชุมนุมดังกล่าวจะลุกลามจนมีผู้บาดเจ็บขณะที่การใช้ “ปืนยิงแก๊สน้ำตา” ไม่ควรยิงใส่ตัวบุคคลโดยตรง ทั้งไม่ควรใช้ในพื้นที่ปิดอย่างในอาคาร เรือนจำ และควรตั้งหน่วยปฐมพยาบาล นำตัวผู้ถูกสารเคมีมารับการรักษาหากเป็นไปได้ “กระสุนยาง” ไม่ควรยิงแบบอัตโนมัติ และอย่ายิงใส่ศีรษะ ใบหน้า หรือลำคอส่วนการใช้ “รถฉีดน้ำ” ที่หลายประเทศมีการผสมหรือไม่ผสมสารเคมี ควรนำมาใช้งานในสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่การบาดเจ็บ-สูญเสียชีวิต หรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดการทำลายทรัพย์สิน แต่การใช้งานควรพึงระวังเพราะเล็งเป้าลำบาก ไม่ควรฉีดในระยะใกล้ เนื่องจากมีความเสี่ยงให้ผู้ถูกแรงอัดโดยตรงล้มหัวฟาด หรือถูกแรงอัดเข้าใบหน้าจนเกิดการบาดเจ็บที่ดวงตา ทั้งไม่ควรฉีดใส่ผู้ที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมแล้วสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนสหประชาชาติได้เขียนไว้ด้วยว่า อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์เหล่านี้อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสหรือถึงแก่ความตายได้ทั้งสิ้น ดังนั้นการใช้กำลังใดๆนั้น เจ้าหน้าที่ทุกนายควรคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานตลอดเวลาและตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากลในเรื่องการใช้กำลัง ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการสืบสวน ตรวจสอบเช่นกัน เพื่อให้แน่ใจว่า เจ้าหน้าที่รักษากฎหมายต้องรับผิดชอบในการกระทำ หรือการตัดสินใจใช้กำลังที่เกิดขึ้นทั้งปวง.วีรพจน์ อินทรพันธ์