11 พ.ย.ปีนี้ เป็นวันครบรอบ 100 ปีการสิ้นสุด “สงครามโลกครั้งที่ 1” (World War 1) ซึ่งถูกเรียกกันว่า “มหาสงคราม” (Great War)!สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นอภิมหาสงครามที่มีศูนย์กลางอยู่ในยุโรป ระหว่าง 28 ก.ค.2457 ถึง 11 พ.ย.2461 โดยคู่สงคราม 2 ขั้ว คือฝ่าย “สัมพันธมิตร” (The Allied Powers) ซึ่งตั้งขึ้นภายใต้ข้อตกลง “ไตรภาคี” ได้แก่ สาธารณรัฐฝรั่งเศส จักรวรรดิอังกฤษ และจักรวรรดิรัสเซียต่อมาในปี 2458 อิตาลีเข้าร่วมไตรภาคีด้วย ส่วนญี่ปุ่น เบลเยียม เซอร์เบีย กรีซ มอนเตเนโกร โรมาเนีย เชโกสโลวะเกีย เป็นสมาชิกรองของไตรภาคี ขณะที่ “สหรัฐอเมริกา” เข้าร่วมสงครามทีหลังในปี 2460 จากนั้นชาติอื่นๆ รวมทั้งลิเบีย สยาม กรีซ ก็เข้าร่วมฝ่ายสัมพันธมิตรอีกขั้วคือฝ่าย “มหาอำนาจกลาง” (The Central Powers) นำโดยจักรวรรดิเยอรมัน จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี จักรวรรดิออตโตมัน และราชอาณาจักรบัลแกเรียสาเหตุสงครามโลกครั้งที่ 1 มีการบ่มเพาะมายาวนาน รวมทั้งนโยบายต่างประเทศแบบจักรวรรดินิยมของมหาอำนาจยุโรปทั้งหลาย ชนวนใหญ่ที่ทำให้สงครามโลกครั้งที่ 1 ปะทุขึ้นคือกรณี นายกัฟรีโล ปรินซีป พวกชาตินิยมชาวเซอร์เบีย ลอบสังหาร อาร์ชดยุก ฟรานซ์ แฟร์ดินันด์ แห่งออสเตรีย รัชทายาทแห่งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และพระวรชายา เมื่อ 28 มิ.ย.2457หลังเหตุลอบปลงพระชนม์ ออสเตรีย-ฮังการี ยื่นคำขาด “ฮับส์บูร์ก” ต่อราชอาณาจักรเซอร์เบีย และเมื่อ 28 ก.ค. ปีนั้น “มหาสงคราม” เปิดฉากขึ้น เมื่อออสเตรีย-ฮังการี บุกโจมตีเซอร์เบีย ต่อมาเยอรมนีก็บุกโจมตีเบลเยียม ลักเซมเบิร์ก และฝรั่งเศส ส่วนรัสเซียก็บุกโจมตีเยอรมนี ฯลฯ จากนั้นพันธมิตรทั้งหลายซึ่งตั้งขึ้นเมื่อหลายทศวรรษก่อนจึงถูกดึงเข้าสู่วังวนสงครามซึ่งลุกลามไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วผ่านเครือข่ายอาณานิคมต่างๆ สงครามโลกครั้งที่ 1 กินเวลา 52 เดือน หรือ 4 ปี 4 เดือน และฝ่ายพันธมิตรเป็นผู้ชนะ มีการลงนามสงบศึกเมื่อ 11 พ.ย.2461 จากนั้นก็มีการลงนาม “สนธิสัญญาแวร์ซาย” ในฝรั่งเศส เมื่อ 28 มิ.ย.2462 เพื่อยุติสงครามระหว่างฝ่ายพันธมิตรกับเยอรมนีก่อน ส่วนกลุ่มประเทศ “มหาอำนาจกลาง” อื่นๆ ที่แพ้สงครามก็ทยอยลงนามยุติสงครามด้วยสนธิสัญญาฉบับอื่นๆหลังสงครามยุติ 4 จักรวรรดิใหญ่คือเยอรมนี, ออสเตรีย-ฮังการี, รัสเซีย และออตโตมัน สิ้นสภาพไป โดยเยอรมนีกับรัสเซียสูญเสียดินแดนไปมหาศาล แผนที่ยุโรปกลางถูกเขียนขึ้นใหม่ มีประเทศขนาดเล็กเกิดขึ้นหลายประเทศ และมีการก่อตั้ง “สันนิบาตชาติ” (League of Nations) เพื่อป้องกันสงครามใหญ่ในอนาคตแต่สันนิบาตชาติไม่มีกองกำลังเป็นของตนเอง จึงเป็น “เสือกระดาษ” ถูกชาติมหาอำนาจบงการ และไม่สามารถป้องกัน “สงครามโลกครั้งที่ 2” ซึ่งเกิดขึ้นในอีก 20 ปีต่อมาได้ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ จึงถูกยุบไปและมีการตั้ง “สหประชาชาติ” (United Nations) ขึ้นมาแทนจนถึงปัจจุบันสถิติเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่แน่ชัดยังเป็นที่ถกเถียง แต่นักประวัติศาสตร์ประเมินว่ามีรัฐชาติใหญ่น้อยถูกดึงเข้าร่วมสงครามกว่า 70 ประเทศ มีประชากรรวมกันกว่า 800 ล้านคน หรือกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลกในขณะนั้น และมีแค่ราว 20 ประเทศที่วางตัวเป็นกลาง ส่วนใหญ่อยู่ในละตินอเมริกาและยุโรปเหนือในช่วงเริ่มสงคราม ทั้ง 2 ฝ่ายระดมทหารไปสู้รบราว 20 ล้านนาย ก่อนเพิ่มเป็นกว่า 70 ล้านนายเมื่อสงครามขยายตัว สงครามทำให้ทหารเสียชีวิตเกือบ 10 ล้านนาย บาดเจ็บหรือสูญหายอีกกว่า 30 ล้านนาย โดยทหารเยอรมนีและรัสเซียตายมากที่สุดประเทศละกว่า 2 ล้านนาย ส่วนสหรัฐอเมริกาสูญเสียทหารราว 117,000 นาย ซึ่งในช่วงสัปดาห์แรกๆ มีทหารตายมากที่สุด เช่นทหารฝรั่งเศสตายถึง 27,000 นายภายในวันเดียว เมื่อ 12 ส.ค.2457สาเหตุการเสียชีวิตและบาดเจ็บมากที่สุดถึง 70% เกิดจาก “กระสุนปืนใหญ่” ซึ่งมีการยิงถล่มกันกว่า 1,300 ล้านลูก โดยปืนใหญ่ทำให้ทหารราว 5-7 ล้านนายสูญเสียอวัยวะพิการไปตลอดชีวิต สงครามโลกครั้งที่ 1 ยังมีการใช้ “อาวุธเคมี” ในระดับใหญ่โตเป็นครั้งแรก เมื่อกองทัพเยอรมนีใช้แก๊สพิษ “คลอรีน” ที่เมืองอิปเรสในเบลเยียมในปี 2458 และตลอดสงคราม แก๊สพิษทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20,000 ศพ ส่วน “พลเรือน” เสียชีวิตจากสงครามและผลพวงถึง 5-10 ล้านคน ทั้งจากเหตุสู้รบ พลัดถิ่นฐาน อดอยาก ฯลฯ นักประวัติศาสตร์บางคนรวมยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุสังหารหมู่ชาวอาร์เมเนียในจักรวรรดิออตโตมันด้วย 1.2-1.5 ล้านคน ส่วนโรค “ไข้หวัดสเปน” ที่ระบาดไปทั่วโลกหลังสงครามก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตในยุโรปหลายสิบล้านคนนอกจากนี้ มีผู้ตกเป็น “เชลยสงคราม” ราว 6 ล้านคน มีผู้ลี้ภัย ทั่วยุโรปกว่า 10 ล้านคน มีสตรีตกเป็นม่ายเพราะสามีตายในสงครามกว่า 3 ล้านคน มีเด็กกำพร้าพ่อแม่กว่า 6 ล้านคน ตลอดช่วงสงครามยังมีการส่งจดหมายและพัสดุระหว่างทหารในแนวหน้ากับครอบครัวราว 10,000 ล้านชิ้น“มหาสงคราม” ทำให้กลุ่มประเทศแกนนำสงครามสูญเสียคิดเป็นเงินมูลค่าเท่าๆกับ 3-4 เท่าของ “จีดีพี” ของประเทศคู่สงครามในยุโรปรวมกัน และประเทศเหล่านี้ถูกทำลายย่อยยับ!บวร โทศรีแก้ว