การออกธรรมนูญพรรคของรัฐบาลจีนที่ปูพรมแดงยืดอายุขัยการทำงานของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ให้มีค่าเท่ากับศูนย์...เรียกว่า ทำงานไปจนหมดลมหายใจน่ะอ้าย เว่ยเว่ย อาร์ติสต์แนวเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดัง ที่ตัดสินใจระเห็จออกจากแผ่นดินใหญ่ไปอยู่ที่กรุงเบอร์ลิน ในเยอรมนีตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ทันทีที่ได้รับพาสปอร์ตคืน ให้สัมภาษณ์นิดหน่อยกับสถานีโทรทัศน์ ABC ในออสเตรเลียว่า...จีนเป็นรัฐที่ยิ่งใหญ่ดั่งจักรพรรดิมาตลอด ไม่เกี่ยวว่าเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่ หรือตอนนี้ที่เป็นระบอบทุนนิยมหรือไม่ ดังนั้น จะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนตัวผู้นำ ระบบและวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่ก็ยังคงเดิมระยะหลังๆ พี่อ้ายไม่ค่อยเล่นกระแสการเมืองจีน เพราะเฮียเค้าหันไปทุ่มเทเดินทางสำรวจถึงพื้นที่ปัญหาเรฟูจี (refugee) มนุษย์เรือมากขึ้น ตั้งแต่เกิดเรื่องทะลักเข้ายุโรปช่วงปีเดียวกับที่เขาย้ายไปอยู่เยอรมนี งานล่าสุดในชื่อว่า “Law of the Journey” กฎหมายแห่งการเดินทางเป็นผลงานชิ้นบะเริ่มเทิ่ม เพราะใช้ยางสูบลมสีดำทะมึนทำเป็นแพชูชีพความยาว 60-70 ม. มีตุ๊กตาคนไม่มีหน้าตัวเท่ายักษ์นั่งอยู่ในเรือ มีเด็กจมน้ำมั่ง ลอยคออยู่กลางทะเลมั่ง ต่างอากัปกิริยา รวมๆแล้ว 258 ชีวิตสะท้อนถึงความโกลาหลวุ่นวายที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เพราะสะเทือนทั้งภาพของผู้บริสุทธิ์ เด็กเล็ก สตรี คนชราที่ต้องไร้อนาคต สะท้านถึงน้ำจิตน้ำใจของผู้นำบางประเทศที่เผยออกมางานนี้จัดแสดงบน เกาะค็อกคาทู ท่าเรือนครซิดนีย์ของออสเตรเลีย จนถึงวันที่ 11 มิ.ย. จากที่แรก ณ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติในกรุงปราก ของสาธารณรัฐเช็ก ซึ่ง...ตัวศิลปินต้องการสื่อประเทศแสดงออกถึงการไม่ต้อนรับ จนอียูต้องจัดระบบโควตากึ่งบังคับเฮียอ้ายเผยผ่านสื่อว่า ก.ม.ผู้ลี้ภัยของรัฐบาลประเทศคุณ ที่ผลักไสให้คนเหล่านี้ไปอยู่ 2 เกาะที่เลือกไว้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยกับการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษย์ขั้นพื้นฐาน แล้วเรื่องนี้ในออสเตรเลียระดับสากลก็จัดว่าแย่ด้วยผู้ลี้ภัยไม่ใช่ปัญหา มนุษย์ต่างหากที่เป็นปัญหา มองข้ามคุณค่าขั้นพื้นฐานของความเป็นคน นั่นคือ สิทธิมนุษยชน ด้วยการก่อกำแพง “กฎหมาย” กีดกันการเดินทางแสวงหาชีวิตใหม่ของพวกเขา...ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ