เหตุคนสนิทกำนันนก “ยิงตำรวจทางหลวงเสียชีวิตใน จ.นครปฐม” กลายเป็นชนวนเริ่มต้นของการขยายผลสืบสาวยาวถึง “เส้นทางธุรกิจของกำนันคนดังนี้ที่ร่ำรวยผิดปกติ” อันมีกลิ่นความไม่ชอบมาพากลในการได้มาซึ่งงบซ่อมแซมทำถนนหนทางหลายโครงการจากหน่วยงานของรัฐนั้นถ้าย้อนดูธุรกิจตั้งแต่ 2554-2566 “กำนันนกรับงานใน 2 บริษัท 1 หจก. 1,544 โครงการ” คิดเป็นวงเงินงบประมาณ 6.9 พันล้านบาท ทำให้หน่วยงานรัฐ 11 หน่วยงานบูรณาการร่วมกันตรวจสอบข้อสงสัยเรื่องการได้มาซึ่งโครงการนั้นเข้าข่ายผิดกฎหมายใด ทั้งดูเส้นทางการเงิน การฟอกเงิน หรือเป็นเงินที่ทุจริตมาหรือไม่ข้อสงสัยธุรกิจกำนันนกนี้ ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ บอกว่า ปัจจุบันภาพผู้มีอิทธิพล ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่รัฐ จัดกินเลี้ยงกันบ่อยจนเป็นเรื่องปกติแล้ว “เพียงแต่กรณีกำนันนกมีเหตุยิงตำรวจเสียชีวิต” จนเห็นระบบการคอร์รัปชันในหลายแง่มุมของผู้มีอิทธิพล นักการเมืองท้องถิ่นและตำรวจ ดร.มานะ นิมิตรมงคลทำให้สังคมตั้งคำถามว่า “เหตุใดเจ้าหน้าที่รัฐต้องยอมอยู่ภายใต้ผู้มีอิทธิพล...?” เพียงแค่ผลประโยชน์ ส่วย หรือความก้าวหน้าในการแต่งตั้งโยกย้าย “จนต้องเอื้อต่อผู้มีอิทธิพลกระทำผิดกฎหมาย” กลายเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ โดยเฉพาะเส้นทางธุรกิจรับเหมาของกำนันนกเป็นที่มาของรายได้นั้นอันนำมาสู่เป็นคดีแรกที่ “ประเทศไทย” ระดมกำลังจากหน่วยงานภาครัฐ 11 หน่วยบูรณาการร่วมกันตรวจสอบข้อสงสัยเรื่องการฮั้วประมูลก่อสร้างจากหน่วยงานภาครัฐ 1,544 โครงการเข้าข่ายความผิดกฎหมายของหน่วยงานใดหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น “ป.ป.ช.” ตรวจเส้นทางการเงินร่ำรวยผิดปกติ “สรรพากร” ตรวจการเลี่ยงภาษีอากรแม้แต่ “ป.ป.ท.” ก็ลงตรวจสอบการทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ “ปปง.และตำรวจ ปปป.” ต่างไล่เส้นทางการเงินการร่ำรวยผิดปกติทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)” ที่ได้รับคำสั่งตรงจาก “รมว.ยุติธรรม” อันเป็นครั้งแรกที่ออกมามีบทบาทในกรณีเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันเช่นนี้ปัจจัยทำให้ดีเอสไอปฏิบัติการได้รวดเร็ว เพราะมีการเฝ้าผู้ประกอบการในเครือข่ายหลายธุรกิจที่เข้าเสนอรับงานจากหน่วยงานรัฐในพื้นที่หลายจังหวัด ด้วยการเปิดใช้เครื่องมือ ACT Ai ค้นหาข้อมูลการประมูลงานใหม่ๆทำให้เห็น “ข้อมูลบริษัทต้องสงสัยเข้าข่ายเสี่ยงฮั้วจัดซื้อจัดจ้างอยู่ตลอด” โดยเฉพาะธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ผลิต ก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัยมีมูลค่าหลายพันล้านบาท แล้วในจำนวนนี้ “บริษัทของกำนันนก” ก็พบข้อมูลที่มีเหตุอันควรสงสัยมีการได้เข้าทำสัญญากับภาครัฐโดยไม่โปร่งใส ลักษณะเข้าข่ายตกลงร่วมกันในการเสนอราคา เพื่อมีวัตถุประสงค์เข้าทำสัญญากับรัฐโดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือโดยกีดกันไม่ให้มีการเสนอราคา อันมิใช่เป็นการประกอบธุรกิจปกติทว่าตามความจริงแล้วกรณี “กำนันนกรับงานมา 12 ปี ได้งาน 1,544 โครงการ” นับว่าเป็นการได้งานค่อนข้างเยอะมาก “ตามวงการอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นไปได้ยากจะทำเองได้” เชื่อว่าน่าจะมีบางส่วนขายงาน หรือ รับเหมาช่วง อันเป็นกระบวนการฉ้อฉลทำผิดกฎหมาย เพราะหน่วยงานรัฐไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้เท่าที่ดูส่วนใหญ่ “เป็นงานก่อสร้าง ซ่อมแซม ปรับปรุงถนน” ที่ได้จาก อบจ.เทศบาลนคร เทศบาลตำบล อบต.ใน จ.นครปฐม บางโครงการชนะการประมูลด้วยการเสนอต่ำกว่าราคากลาง 37% จำนวนนี้มี 1 โครงการส่งงานช้าถูกปรับมา 2 ปี ดังนั้นทำให้เห็นถึงเค้าโครงการฮั้วประมูล หรือใช้อิทธิพลข่มขู่ผู้รับเหมารายอื่นกระทั่งบางรายกลัวความไม่ปลอดภัย เพราะมีข่าวลือกันว่ากำนันนกเป็นบุคคลกว้างขวางอยู่ในเครือข่ายบ้านใหญ่ใน จ.นครปฐม ทำให้ที่ผ่านมามักไม่มีใครกล้าเข้าร่วมแข่งขันประมูลโครงการด้วยถัดมาแน่นอนว่า “การฮั้วประมูลได้ต้องมีข้าราชการในหน่วยงานร่วม” ตั้งข้อสงสัยจากกรณีในหลายโครงการเสนอราคาต่ำกว่า 5 แสนบาท เพราะด้วยกฎหมายกำหนดไว้ว่า “โครงการของรัฐใดต่ำกว่า 5 แสนบาท” มักเป็นอำนาจของหัวหน้าหน่วยงานสามารถอนุมัติได้โดยไม่ต้องผ่านคณะกรรมการสภาฯพิจารณา หนำซ้ำยังสามารถใช้วิธีพิเศษเฉพาะเจาะจง ด้วยการเชิญผู้ประกอบการมีคุณสมบัติตรงเงื่อนไขเข้ายื่นข้อเสนอ หรือเจรจาต่อรองราคาได้โดยไม่ต้องมีการประมูลงาน กลายเป็นช่องโหว่กรณี “โครงการขนาดใหญ่เกินกว่า 5 แสนบาท” ก็มักจะเฉือนเป็นโครงการขนาดย่อยไม่ให้เกินวงเงินนั้น“สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้รับเหมามักสามารถหาวิธีเล็ดลอดทุจริตคอร์รัปชันได้จากการสมรู้ร่วมคิดกับข้าราชการได้เสมอ ดังนั้นถ้าโครงการใดเฉือนกับราคากลางปรากฏมูลค่าต่ำกว่า 5 แสนบาทเล็กน้อย อย่างเช่นเสนอถูกกว่าราคากลาง 500-1,000 บาท สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจมีการฮั้วงานโครงการแน่ๆ” ดร.มานะว่าทว่าหลักการฮั้วโครงการก่อสร้างทั่วไปนั้น “หน่วยงานภาครัฐ” มักต้องวิ่งของบประมาณก่อน อย่างเช่นกรณี อบต.ต้องของบประมาณจากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสำนักงบประมาณ เมื่อมีการอนุมัติด้วยวาจาแล้วก็จะเขียนโครงการล็อกสเปกให้ได้ราคาสูง และประกาศเข้าสู่การประกวดประมูลราคาสำหรับกระบวนการฮั้วประมูลแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.เจ้าหน้าที่กำหนด อาจใช้วิธีการเลือกว่าบริษัทเอกชนใดจะเป็นผู้ชนะประมูลเลยก็ได้ 2.เอกชนตั้งบริษัท ทำหน้าที่จับฮั้วประมูลโดยตรงเพื่อกินเงินส่วนแบ่ง 3.ผู้รับเหมารวมกลุ่มจับฮั้วแบ่งงานกัน ด้วยการตกลงล่วงหน้าผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะในการประมูลแต่ละโครงการส่วนใหญ่อยู่ในโครงการใหญ่ หรืองานซ้ำๆ เช่น ทำถนน ทำไฟฟ้า แล้วมักมีนักการเมืองท้องถิ่นวางตัวเป็นบ้านใหญ่ในแต่ละจังหวัดชอบทำกันมาก และบางเครือข่ายขยายไปจังหวัดใกล้เคียง หรือขยายครอบคลุมในระดับภูมิภาคเลยก็มี ด้วยการใช้อิทธิพลข่มขู่ไม่ให้เอกชนรายอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการกำหนดเงื่อนไขงานนั้น ถัดมาปัจจุบัน “การรับร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตโครงการก่อสร้างเพิ่มขึ้นตลอดทุกปี” เนื่องจากประชาชนให้ความสำคัญเป็นหูเป็นตาแจ้งเข้ามาเยอะขึ้น “แต่ว่าตัวเลขการร้องเรียนในระบบ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท.กลับน้อยลง” อาจเป็นเพราะคนเบื่อหน่ายแจ้งหน่วยงานรัฐไปก็ไม่แก้ไขเลยพากันเพิกเฉยหรือไม่ตอกย้ำจาก “งานวิจัย ธ.กรุงศรีอยุธยา และ ธ.ไทยพาณิชย์” ปี 2566 มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐทั้งระบบอยู่ที่ 8 แสนล้านบาท ส่วนมูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชน 5 แสนล้านบาท “จะเห็นว่ามูลค่าการก่อสร้างภาครัฐมากกว่าภาคเอกชน” แต่ตัวเลขผู้รับเหมากับภาครัฐอยู่ที่ 3,000 ราย จากจดทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1 แสนรายสะท้อนให้เห็นสัดส่วนการแข่งขันประมูลงานกับภาครัฐไม่มาก “เสี่ยงต่อการฮั้วล็อกสเปก” ที่เกิดจากการกระทำเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง และภาคเอกชน ผู้ยื่นประมูลงานสมรู้ร่วมคิดกันก็ได้เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อ “อุตสาหกรรมการก่อสร้างไทยไม่พัฒนา” เพราะมัวแต่ให้ความสำคัญกับการวิ่งเต้นเล่นเส้นสาย “ไม่คิดพัฒนาบุคลากร หรือพัฒนาเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพ” อันเป็นการส่งสัญญาณถึงอนาคตประเทศไทยอาจแข่งขันการประมูลงานกับกลุ่มประเทศในอาเซียนได้ยากขึ้นซ้ำร้ายยังส่งผลต่อ “ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม” เพราะถ้าเจาะเฉพาะโครงการก่อสร้างของภาครัฐมีข่าวลือกันว่า “คอมมิชชันเริ่มต้นอยู่ที่ 7%” บางโครงการดันได้สูงถึง 20-25% แล้วยิ่งต่างจังหวัดอาจกินกันสูงถึง 70% ส่งผลให้ภาครัฐอาจต้องสูญเสียผลประโยชน์ไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท/ปีสุดท้ายนี้เหตุการณ์ “กำนันนกคงไม่ใช่คดียิงตำรวจเสียชีวิตธรรมดา” แต่นี่อาจเป็นโมเดลสำคัญให้หน่วยงานภาครัฐได้ถอดบทเรียนเกี่ยวกับความเชื่อมโยงตั้งแต่ขบวนการรับส่วยสินบนยาวไปจนถึงข้อพิรุธสงสัยในเส้นทางการประมูลงานจากหน่วยงานรัฐ 1,544 โครงการ ภายใต้ปีกเครือข่ายบ้านใหญ่ในระดับจังหวัดด้วยซ้ำฉะนั้นถ้านี่คือ “นครปฐมโมเดล” ต้องไม่ปล่อยผ่านไปเฉยๆ ควรนำโมเดลปูพรมปราบปรามครั้งนี้ไปใช้กับบ้านใหญ่ หรือผู้มีอิทธิพลครอบงำพนักงานของรัฐอยู่ทั่วประเทศด้วย “นายกฯ” ต้องเป็นฮีโร่ของคนไทยลงมือปราบคอร์รัปชันผลักดันเป็น “วาระแห่งชาติ” ตั้งวอร์รูมขึ้นสู้เชิงรุกโดยประชาชนมีส่วนร่วม.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม