“ตำรวจ 2 แสนนาย เมื่อมีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายอยู่ในมือต้องใช้ในทางที่ถูกที่ควร แต่หากนำไปใช้ในทางที่ผิดไม่เป็นธรรมกับประชาชน ยืนยันจะต้องดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญาโดยไม่ละเว้น คำสั่ง 1212 เป็นมาตรการกำกับดูแลความประพฤติตำรวจ หากพบว่าผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลยหรือปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีการกระทำผิดซ้ำซาก ผู้บังคับบัญชาต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย”พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พูดถึงคดีฉาวโฉ่แก๊ง “ตม.นอกแถว” อุ้มเรียกค่าไถ่ชาวจีน มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน คาดโทษผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ปล่อยให้ทำความเสียหายองค์กรตำรวจคดีนี้ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. รับรายงานจาก พล.ต.ต.อัฐธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 และ พ.ต.อ.นราวุฒิ รักษาวงศ์ ผกก.สน.ดินแดง คดีผู้เสียหายหญิงไทยล่ามแปลภาษาจีนเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ดินแดงว่า ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์คล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5-6 คน บุกเข้ามาอุ้มตัว เพื่อนำตัวไปรีดค่าไถ่ พล.ต.ท.ธิติ สั่งให้ พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น.และ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ร่วมสืบสวนพบว่า วันเกิดเหตุเช้าวันที่ 10 มี.ค. นายจี อายุ 62 ปี ชาวจีนติดต่อ น.ส.นามี ให้มาเป็นเพื่อนต่ออายุหนังสือเดินทางที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ นัดพบที่บ้านนายฉี ซอยประชาสงเคราะห์ 2เพื่อนชาวจีนของนายฉี ขับรถเก๋งมารับเมื่อไปถึงไม่สามารถดำเนินธุรกรรมได้ เนื่องจากเอกสารของนายฉีไม่ปกติ จึงเอะใจชวนนายฉี เดินทางกลับมาตั้งหลักที่บ้านพักนายจี โดยมีเพื่อนชาวจีนนายฉี ขับรถมาส่งที่บ้านระหว่างลงจากรถเข้าบ้านพบว่ามีชายฉกรรจ์คล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจรออยู่แล้ว 5 คน ขับรถ 3 คัน นายฉีและล่ามสาวถูกอุ้มขึ้นรถคนละคัน มีเพื่อนนายฉีขับรถตามประกบเป็นขบวนออกจากซอยบ้านพักรวม 4 คันชายฉกรรจ์ทั้งหมดล่ามและนายฉีขับรถไปวนบนถนนแจ้งวัฒนะใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง ก่อนขับรถพากลับมาปล่อยทิ้งไว้ที่ซอยประชาสงเคราะห์ 2 สอบถามนายฉี ยอมรับว่ามาอยู่ในไทย มีเพื่อนชาวจีน ที่ขับรถมารับแนะนำช่องทางให้ “สวมบัตรประชาชนคนไทย” ก่อนเกิดเหตุเพื่อนโทร.บอกว่า วีซ่ากับหนังสือเดินทางมีปัญหาใกล้หมดอายุ ให้เดินทางไป ทำด้วยกันที่ศูนย์ราชการ เป็นที่มาก่อนถูกอุ้มขึ้นรถเพื่อนำตัวไปไถเงินแลกกับการถูกดำเนินคดีน.ส.นามี บอกว่า ระหว่างที่ถูกควบคุมตัวอยู่บนรถ นายฉีบอกว่า มีชายอ้างตัวเป็นตำรวจข่มขู่นายฉี ต้องรับโทษฐานปลอมแปลงบัตรประชาชน ขอเรียกค่าไถ่เป็นเงินคริปโต 20 ล้านบาทแลกกับการปล่อยตัวนายฉี ให้คนร้ายเจรจากับบุตรชายที่อยู่ในประเทศจีน ขอต่อรองครึ่งหนึ่งเหลือ 10 ล้านบาท บุตรชายนายฉีโอนมาเป็นเงินสกุล USDT ให้กลุ่มคนร้ายยอมปล่อยตัวนายจีและล่ามสาวหลังจากนั้น ติดต่อนายฉีไม่ได้ และมารู้อีกทีนายฉีเดินทางกลับไปอยู่กับบุตรชายที่ประเทศจีน น.ส.นามีรู้สึกหวาดกลัวและเกรงจะไม่ปลอดภัยเพราะคนร้ายคล้ายตำรวจทำเป็นขบวนการ ตัดสินใจเข้าแจ้งความพล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. สั่งให้ พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.อัฐธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. และ พ.ต.อ.นราวุฒิ รักษาวงศ์ ผกก. สน.ดินแดง เข้าร่วมสืบสวนหาตัวคนร้ายที่น่าเชื่อว่ามีตำรวจอยู่ในทีมอุ้มเรียกค่าไถ่ชาวจีน ชุดสืบสวนตรวจสอบ “กล้องวงจรปิด” จุดเกิดเหตุพบภาพรถต้องสงสัย 4 คัน คนร้าย 6 คน อุ้ม น.ส.นามีและนายฉีขึ้นรถตามคำให้การ รูปผู้ต้องสงสัย 2 ใน 6 คน คล้ายสารวัตรอยู่ในสังกัดตำรวจตรวจคนเข้าเมืองพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ประชุมทีมสืบสวน “ภาพกล้องวงจรปิด” มี พ.ต.ต.สรวิศ อินทร์ลับ สว.กก.สืบสวน บก.ตม.1 พ.ต.ต.จิรภัทร บุญนำ สว.กก.สืบสวน บก.ตม.1 ร.ต.ท.ประวิต พลจังหรีด ร.ต.ท.สุริยะ รุกขชาติ รอง สว.สส. สืบสวน บก.ตม.1 และ ด.ต.พีระศักดิ์ ยิ้มไพบูลย์ ผบ.หมู่ สืบสวน บก.ตม.1 และ นายโอภาส ศรียานนท์ อายุ 45 ปี อยู่ในที่เกิดเหตุหลังรวบรวมหลักฐานเข้าข่ายความผิดแจ้ง 3 ข้อหา “ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว ร่วมกันกรรโชกทรัพย์และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามกฎหมายอาญา มาตรา 157”พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สั่งให้พนักงานสอบสวน สน.ดินแดง เสนอศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางขอออกหมายจับตำรวจ 5 นายและนำตัว พ.ต.ต.สรวิศ พ.ต.ต.จิรภัทร ร.ต.ท.สุริยะ ร.ต.ท.ประวิต และ ด.ต.พีระศักดิ์ มาให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซักถามข้อเท็จจริงให้การปฏิเสธ เหลือ พ.ต.ต.จิรภัทร ไม่ได้เข้าให้ปากคำตรวจสอบพบว่านายจี ชาวจีนถือบัตรประชาชนไทยชื่อ นายสาโรจน์ ทองค้าไม้ อายุ 55 ปี ชาว จ.สมุทรปราการ และเคยใช้ทำธุรกรรมในประเทศไทย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ให้ชุดสืบสวนตรวจสอบว่านายจี เกี่ยวข้องธุรกิจผิดกฎหมายในไทยหรือไม่ และตรวจสอบที่มาของบัตรประชาชนคนไทยอยู่ในมือคนต่างด้าวได้อย่างไรพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า “คดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่มีตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิด มีพฤติกรรมในการอุ้มผู้เสียหายไปข่มขู่เรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการปล่อยตัวให้พ้นจากการจับกุม ซึ่งเป็นสิ่งที่ตำรวจไม่พึงกระทำ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.ได้สั่งให้สืบสวนจับกุมดำเนินคดีโดยเด็ดขาด เพราะถือเป็นความผิดที่ร้ายแรง เสื่อมเสียวงการตำรวจ การสืบสวนพบว่า มีสารวัตร 2 นาย รองสารวัตรและชั้นประทวน 4 นายในสังกัด บก.ตม.1 มีคนไทยชี้เป้าร่วมขบวนการ สั่งให้ สน.ดินแดง ขออำนาจศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางออกหมายจับตำรวจ 4 นาย การดำเนินการทางวินัย ผบ.ตร. มีคำสั่งไล่ออกตำรวจผู้กระทำความผิดทั้งหมด” “พูดคุยกับ ผบช.สตม.ต้นสังกัดของผู้ก่อเหตุ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ผู้บังคับบัญชาในระดับ ผบก.และ ผกก.จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะการกระทำความผิดของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไม่ได้เกิดเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ดำเนินคดีตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 107 นายที่เอื้อประโยชน์ในการต่อวีซ่าให้กลุ่มนายทุนจีน ส่วนตัวมองว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจทุกวันนี้ มีภาคประชาชนคอยตรวจสอบเมื่อพบการกระทำความผิดที่มีพยานหลักฐาน ต้องว่ากันไปตามกฎหมายโดยไม่ละเว้นและไม่ช่วยเหลือ ส่วนชาวจีนที่ถูกอุ้มจะต้องสืบสวนขยายผลว่าได้ทำธุรกิจหรือกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ แต่ตำรวจในฐานะผู้รักษากฎหมายไม่มีสิทธิที่จะใช้ช่องโหว่ ไปจับกุมบุกอุ้มเพื่อขู่กรรโชกรีดทรัพย์โดยผิดกฎหมาย”คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ให้กับ “ตำรวจนอกแถว” หรือ “เจ้าหน้าที่นอกรีต” ที่คิดหากินอยู่กับสิ่งผิดกฎหมาย ข่มขู่รีดไถคนต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย ใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่มิชอบ หนีไม่พ้นความผิดถูกดำเนินคดีเด็ดขาดตามนโยบายเข้ม “ปัดกวาดบ้าน” ของ ผบ.ตร.ทีมข่าวอาชญากรรม