ป้อมแอมเบอร์ ขนาดมหึมาบนหน้าผาสูงอากาศหนาวเย็นที่อุณหภูมิ 7 องศา สวนกระแสเมืองไทยราวฟ้ากับดิน ในวันที่เดินทางถึงจัยปูร์ หรือที่คนไทยเรียกแบบไทยๆว่า...ชัยปุระนับเป็นความโชคดีที่ สายการบินไทยสมายล์ เปิดเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯสู่ จัยปูร์ (Jaipur) เมืองสีชมพูแห่งดินแดนชมพูทวีป ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งอดีตอันยิ่งใหญ่จากเมืองไทยเพียง 4 ชั่วโมง เราก็มาถึงสนามบินนานาชาติเมืองจัยปูร์ หรือชื่อเมืองเดิม คือ ชัยปุระ นั้น แปลตรงตัวว่า เมืองแห่งชัยชนะ แต่เมื่อ มหาราชาสะหวาย ราม ซิงห์ มีรับสั่งให้ประชาชนทาสีชมพูทับสีปูนเก่าของบ้านเรือนต้อนรับการมาเยือนของเจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฎราชกุมารของอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.1876 ชัยปุระ จึงเปลี่ยนชื่อตามสีของเมืองที่เปลี่ยนไปว่า นครสีชมพู หรือ Pink city ซึ่งรัฐบาลอินเดียได้ออกกฎหมายควบคุมให้สิ่งก่อสร้างภายในเขตกำแพงเมืองเก่าต้องทาสีชมพู กลายเป็นเอกลักษณ์ของเมืองนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชัยปุระ หรือ จัยปูร์ ตั้งอยู่ในรัฐราชสถานของอินเดีย สร้างขึ้นในสมัยของ มหาราชาสะหวาย จัย ซิงห์ ที่ 2 สืบเชื้อสายมาจากราชปุต ราชวงศ์กาญจวาหา เมื่อปี ค.ศ.1727 โดยย้ายราชธานีมาจากพระราชวังบนป้อมแอมแมร์ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าการรบ การออกแบบผังเมืองผสมผสานระหว่างความทันสมัยและความเชื่อแบบฮินดู โดยออกแบบให้มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมเรียงต่อกัน 9 ช่อง แล้วตัดด้วยถนนกว้างเป็นตารางหมากรุก มีพระราชวัง ซิตี้ พาเลซ (City Palace) ตั้งอยู่ตรงกลาง ปัจจุบันเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าที่ทันสมัยที่สุดในรัฐราชสถาน มีประชากรหนาแน่นกว่า 3 ล้านคนความเจริญที่เกิดขึ้นนี้ ต้องยกความดีให้ มหาราชาสะหวาย จัย ซิงห์ ที่ 2 ที่ทรงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า เมืองนี้จะเป็นเมืองแห่งความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจหาใช่การรบไม่ ผังเมืองเก่าของชัยปุระ และสิ่งก่อสร้างดั้งเดิม รวมถึงประตูเมืองเก่า มีความน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าพระราชวังที่งดงาม และความโดดเด่นของสีชมพูทั้งเมือง ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกให้มาสัมผัสจุดแรกของทริปไทยสมายล์เมื่อมาถึงชัยปุระ คือ การเยี่ยมชม ซิตี้ พาเลซ หรือ พระราชวังหลวง สร้างขึ้นในสมัยมหาราชาสะหวาย จัย ซิงห์ ที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่ราชวงศ์โมกุลมีอิทธิพลต่อรัฐราชสถาน สถาปัตยกรรม ในการก่อสร้างเป็นแบบผสมผสานระหว่างราชปุต กับโมกุล ปัจจุบันเป็นสถานที่จัดแสดงข้าวของ เครื่องใช้โบราณของราชสำนัก พระราชวังแห่งนี้ ได้รับการดูแลสืบทอดโดยมหาราชาของชัยปุระในรุ่นต่างๆ โดยเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ใช้ชื่อว่า พิพิธภัณฑ์ สะหวาย มาน ซิงห์ ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์มากนัก มี หอดูดาว จันตาร์ มันตาร์ (Jantar Mantar) อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองชัยปุระ ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 2010 ไฮไลต์ของที่นี่ คือ นาฬิกาแดดที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูงถึง 28 เมตร ว่ากันว่า มหาราชาสะหวาย จัย ซิงห์ ที่ 2 ทรงสนพระทัยและมีพระปรีชาสามารถในเรื่องดาราศาสตร์ จึงโปรดให้สร้างหอดูดาวแห่งนี้ขึ้น พร้อมๆกับการสร้างพระราชวังหลวง เพื่อใช้ดูพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาว ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในสมัยโบราณ ที่ใช้คำนวณฤกษ์เวลาในการออกรบออกจากหอดูดาว เพื่อสัมผัสความเป็นจัยปูร์และอินเดีย ทางผู้จัดจึงให้นั่งรถลิกชอ หรือสามล้อของอินเดีย งานนี้ตื่นเต้นจริงๆ เพราะคุณลุงโชเฟอร์วัยกว่า 60 ซิ่งสามล้อทั้งจี้ เบียด แทรก แหวกทาง พร้อมกดเสียงแตรสนั่นไปตามถนน เชื่อว่า ถ้าว่ากันด้วยเทคนิคและความกล้าหาญชาญชัยในการขับขี่แล้ว สามล้อไทยที่ว่าแน่ ไม่ได้ครึ่งสามล้ออินเดียแน่นอนหลังลุ้นระทึกกันสักพักใหญ่ๆ เราก็มาถึงฮาวา มาฮาล (Hawa Mahal) พระราชวังแห่งสายลม ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของ ซิตี้ พาเลซ อาจเรียกว่า เป็นสัญลักษณ์ของเมืองเลยก็ว่าได้ ฮาวา มาฮาล เป็นอาคารสีชมพูอมส้ม มีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม เพราะสร้างด้วยหินทรายสีชมพูและแดง โดยมหาราชาสะหวาย ประธาป ซิงห์ เป็นผู้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1799 ถอดแบบมาจากรูปทรงมงกุฎของพระนารายณ์ มีความสูง 5 ชั้น ลักษณะคล้ายรังผึ้ง มีหน้าต่างขนาดเล็กตกแต่งงดงามด้วยลายฉลุเป็นช่องลม 953 บาน มีคนถามว่า ช่องหน้าต่างมากมายขนาดนี้มีไว้ทำอะไร คำตอบก็คือ มีไว้สำหรับให้บรรดานางสนม และข้าราชบริพารฝ่ายหญิงในวังใช้มองชีวิตภายนอกบนท้องถนนซึ่งหากจะชมวิวฮาวา มาฮาลให้ชัด แนะนำให้ข้ามถนนมาอีกฝั่ง และขึ้นไปบนดาดฟ้าของร้านวินด์ วิว คาเฟ่ ซึ่งเป็นร้านชา กาแฟ ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เป็นจุดที่สามารถนั่งชมความงดงามของพระราชวังแห่งสายลมได้อย่างเต็มตาจากฮาวา มาฮาล นั่งรถไปอีกราว 10 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของ ป้อมแอมเบอร์ หรือ Amber Fort ซึ่งเป็นปราสาทขนาดมหึมาอยู่บนยอดผาหินสูง การขึ้นไปชมป้อมแอมเบอร์ ต้องนั่งช้างขึ้นไป โดยบริเวณทางขึ้นมีช้างไว้ให้บริการมากกว่า 20 เชือก ตอนที่นั่งอยู่บนหลังช้าง ลองจินตนาการว่า เป็นมหาราชา นั่งสง่าบนหลังช้าง ชมวิวทิวทัศน์จากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง ได้อารมณ์ฟินแบบสุดๆทีเดียว ด้านบนของป้อมแอมเบอร์ เป็นป้อมปราการหินทรายแดง โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมและการดีไซน์ภายในที่ผสมผสานศิลปะแบบราชปุตและฮินดู ได้อย่างวิจิตรอลังการ แนวกำแพงของป้อมนี้ สามารถเชื่อมต่อไปยัง ป้อมไจการห์ (Jaigarh Fort) ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา สร้างขึ้นเพื่อคุ้มกันเมืองจากผู้รุกราน ด้านบนมีปืนใหญ่ Cannon ชื่อว่า จัยแวน (Jai Van) หนักถึง 50 ตัน เชื่อกันว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ ยังมีวัดและพระราชวังเก่าอายุราว 200 ปี ตั้งอยู่ด้วยอิ่มตาอิ่มใจในความยิ่งใหญ่อลังการของป้อมปราการ เรามุ่งตรงไปที่ จาล มาฮาล (Jal Mahal) พระราชวังกลางน้ำ กลางทะเลสาบมันสการ์ สร้างโดยใช้หินทรายแดง สูง 5 ชั้น แต่ 4 ชั้นล่างถูกน้ำท่วม เมื่อทะเลสาบมีระดับน้ำสูงสุด เหลือเพียงชั้นบนสุดที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ฉัตรียอดหลังคาทรงสี่เหลี่ยม สร้างในแบบสถาปัตยกรรมเบงกอล เป็นพระราชวังฤดูร้อนสำหรับบรรดาพระราชวงศ์ โดยใช้น้ำที่อยู่รายรอบช่วยระบายอากาศร้อนอบอ้าวปิดท้ายไฮไลต์สำคัญของเมืองชัยปุระ ด้วยการไปกราบขอพรพระพิฆเนศที่ วัดพระพิฆเนศ (Ganesh Temple) ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ สร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 มีคนอินเดียเข้ามาถวายขนมโมทะกะ และตีระฆังขอพร บางคนรอรับขนมไปกินเป็นสิริมงคลด้วยนครสีชมพู มีเสน่ห์ดึงดูดใจ ให้คนที่ไม่อยากไปอินเดียลืมภาพที่เคยจินตนาการ ลองไปเดินตามเสียงพร่ำรำพันกันดูสักครั้งแล้วจะรู้ว่า เหลือเชื่อแบบอินเดีย...นั้นเป็นอย่างไร....!!!