อ่านกระแส “คลั่งเจนเซ่น หวง” นักลงทุนเกาะติด Nvidia ทุกฝีก้าว รีวิวทริปไต้หวัน 2026

Tech & Innovation

Tech Companies

พิมพ์ชญา ภมรพล

พิมพ์ชญา ภมรพล

Tag

อ่านกระแส “คลั่งเจนเซ่น หวง” นักลงทุนเกาะติด Nvidia ทุกฝีก้าว รีวิวทริปไต้หวัน 2026

Date Time: 4 มิ.ย. 2569 19:04 น.

Video

Micron คือใคร ? ทำไมชิงความสนใจตลาด แทน Nvidia | Digital Frontiers EP.66

Summary

“Jensanity” ปรากฏการณ์คลั่ง เจาะทริป Computex 2026 ไต้หวัน อ่านเกม Nvidia ผ่านทุกย่างก้าวของ Jensen Huang จาก RTX Spark สู่ Vera Rubin และยุทธศาสตร์ดึงจีนกลับสู่ห่วงโซ่อุปทาน AI โลก

Latest


หากมีงานเทคโนโลยีงานใดที่สะท้อนว่าโลกกำลังหมุนรอบ AI มากเพียงใด งานนั้นไม่ใช่ CES ที่ลาสเวกัส หรือ MWC ที่บาร์เซโลนาอีกต่อไป เพราะ Computex 2026 ที่กรุงไทเปเมื่อวันที่ 2-5 มิถุนายนที่ผ่านมาได้เผยให้เห็นภาพต่อไปของวงการคอมพิวเตอร์ในยุค AI เบื้องหลังเทคโนโลยีการประมวลผล ไปจนถึงการคาดการณ์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ทำเอานักลงทุนสายเทคฯ ทั่วโลกเกาะติดงานนี้แบบเรียลไทม์

โดยบุคคลคนหนึ่งที่สร้างความเร้าใจให้กับงานนี้และเปลี่ยนงานแสดงเทคโนโลยีให้กลายเป็นเวทีชี้ชะตาอุตสาหกรรม คือ เจนเซ่น หวง (Jensen Huang) ซีอีโอของ Nvidia ผู้ผลิตชิป AI เบอร์หนึ่งของโลกที่ร่วมเป็นหนึ่งใน Keynote คนสำคัญ

ตลอดหลายวันที่เขาอยู่ในไต้หวัน ร้านอาหารที่เขาเข้าไปกินกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของนักท่องเที่ยว แฟนคลับเฝ้าหน้าโรงแรมและร้านตัดผมประจำ นักข่าวติดตามทุกย่างก้าว และผู้คนต่อคิวยาวหลายชั่วโมงเพื่อซื้อเสื้อยืด Nvidia ถึงขั้นที่ชาวไต้หวันเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Jensanity” หรือ กระแสคลั่งไคล้ เจนเซ่น หวง

และสำหรับนักลงทุนทั่วโลก สิ่งที่น่าสนใจกว่าความเป็นซูเปอร์สตาร์ของเขา คือ ทุกคำพูดและทุกการประกาศบนเวทีในปีนี้กำลังส่งสัญญาณถึงอนาคตของ Nvidia หลังจากบริษัทกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก และดูเหมือนว่าจะไม่มีใครมาเทียบเคียงหรือโค่นลงไปได้


RTX Spark เดิมพันใหม่ในตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

แม้ Nvidia จะยังคงสร้างรายได้และกำไรในระดับที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั้งโลกอิจฉา แต่ตลาดหุ้นเริ่มถามคำถามใหม่ว่าบริษัทจะเติบโตจากจุดนี้ได้อีกอย่างไร โดยช่วงที่ผ่านมาหุ้น Nvidia ไม่ได้พุ่งแรงเหมือนช่วงแรกของกระแส AI Boom ขณะที่นักลงทุนเริ่มหันไปมองผู้เล่นรายอื่นในระบบนิเวศ AI มากขึ้น

หวงเองถึงกับกล่าวกับนักลงทุนในไต้หวันว่า “คนที่ยังสงสัยผลตอบแทนของ AI นั้นบ้าไปแล้ว” คำพูดดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันที่ Nvidia กำลังเผชิญ เพราะวันนี้บริษัทไม่ได้แข่งขันเพื่อพิสูจน์ว่า AI จะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ต้องพิสูจน์ว่าตนเองยังสามารถเป็นผู้ชนะรายใหญ่ที่สุดของ AI ต่อไปได้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Nvidia เติบโตจากการขาย GPU ให้กับ Data Center แต่ในปี 2026 บริษัทกำลังพยายามสร้างตลาดใหม่อีกครั้ง บนเวที Computex บริษัทได้เปิดตัว “RTX Spark Superchip” ชิป AI PC รุ่นแรกที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ AI Agent สามารถทำงานบนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลได้โดยตรง ไม่ต้องพึ่งคลาวด์ ไม่ต้องส่งข้อมูลออกไปภายนอก และสามารถคิด วางแผน และลงมือทำงานแทนผู้ใช้ได้ ซึ่งอาจเป็นช่องทางใหม่ในการขยายตลาด

โดยเขาเปรียบเทียบว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความสำคัญไม่ต่างจากการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือธรรมดาให้กลายเป็นสมาร์ตโฟน ซึ่งหากวิสัยทัศน์นี้เกิดขึ้นจริง Nvidia จะไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตชิปสำหรับศูนย์ข้อมูลอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นผู้เล่นหลักในตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ Intel และ AMD ครองมานานหลายทศวรรษ นี่คือเหตุผลที่หุ้นของคู่แข่งทั้งสองร่วงลงทันทีหลังการประกาศ

การเปิดตัว RTX Spark ถูกมองว่า Nvidia กำลังขยายอิทธิพลเข้าสู่ตลาดพีซีอย่างจริงจังโดยมีพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่ง สามารถดึงผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่แทบทั้งหมดเข้าร่วมระบบนิเวศใหม่ได้ นำโดย Microsoft ซึ่งเป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการ Windows แสดงการสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมี Lenovo, Dell รวมถึงผู้ผลิตจากไต้หวันอย่าง Asus ต่างนำเครื่องต้นแบบที่ใช้ RTX Spark มาแสดงในงาน พร้อมประกาศแผนเปิดตัวไลน์อัพ ทั้งโน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อป และเวิร์กสเตชัน หลังจากนี้

ไม่ได้อยากแค่ขายชิปอีกต่อไป 

อีกหนึ่งประเด็นใหญ่ที่หวงพยายามย้ำตลอดการเยือนไต้หวัน คือ Nvidia ไม่อยากถูกมองว่าเป็นบริษัทชิปอีกต่อไป เพราะทิศทางหลังจากนี้ คือ การเป็นโครงสร้างพื้นฐานให้กับอุตสาหกรรม

นอกจาก RTX Spark แล้วนั้น Nvidia ยังเปิดตัว “DSX” ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือสำหรับสร้างและบริหาร AI Factory หรือศูนย์ข้อมูลยุคใหม่ที่ทำหน้าที่ผลิต AI ในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งที่ผ่านมาสำหรับ Nvidia พยายามบอกว่า Data Center จะกลายเป็นโรงงานผลิต AI และ Computing หรือ กำลังประมวลผลนั้นจะกลายเป็นแหล่งรายได้และกำไรโดยตรง ไม่ได้เป็นต้นทุนอีกต่อไป

“Compute is Revenue, Compute is Profit” ประโยคนี้กลายเป็นมุมมองสำคัญที่สะท้อนว่าบริษัทกำลังวางตัวเองเป็นผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ AI โลก คล้ายกับที่บริษัทพลังงานเคยเป็นหัวใจของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในอดีต

เพราะแม้ AI จะยังเป็นเมกะเทรนด์ของโลก แต่ความกังวลก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการลงทุนด้าน AI อาจเติบโตเร็วเกินกว่าการใช้งานจริง และหากไม่สามารถสร้างกรณีการใช้งานที่ชัดเจนได้มากพอ ความเสี่ยงของฟองสบู่ AI ก็อาจกลายเป็นประเด็นที่ตลาดไม่สามารถมองข้ามได้ และสำหรับ Nvidia ความท้าทายในวันนี้จึงไม่ใช่การพิสูจน์ว่าบริษัทสามารถเติบโตได้หรือไม่ แต่คือการพิสูจน์ว่ายังมีพื้นที่ให้เติบโตได้มากกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้แล้วต่างหาก

ยก “ไต้หวัน” เป็นศูนย์กลางโลก AI

หนึ่งในช่วงที่ได้รับเสียงปรบมือมากที่สุดของงาน คือ การเปิดตัวแพลตฟอร์ม AI รุ่นใหม่ “Vera Rubin” สถาปัตยกรรมที่ถูกออกแบบมาสำหรับยุค Agentic AI หรือ AI ที่สามารถคิด วางแผน ตัดสินใจ และลงมือทำงานได้เอง 

แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ตัวชิปเพียงอย่างเดียว เพราะในช่วงนี้หวงใช้เวลาจำนวนมากในการยกย่องไต้หวันที่กำลังกลายเป็นโรงงานผลิตอนาคตของโลกในช่วงเวลาที่ทั่วโลกกำลังแข่งขันกันสร้าง AI Infrastructure

โดยเขาระบุว่า Vera Rubin ถือเป็นปาฏิหาริย์ทางวิศวกรรมที่เกิดขึ้นได้จากบริษัทในห่วงโซ่อุปทานกว่า 150 รายของไต้หวัน ตั้งแต่ TSMC, Foxconn, Pegatron, Wistron, Inventec ไปจนถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อยจำนวนมาก ซึ่ง AI Rack หนึ่งชุดของ Vera Rubin มีชิ้นส่วนมากกว่า 1.3 ล้านชิ้น และมีทรานซิสเตอร์รวมกันราว 6 ล้านล้านตัว “มีเพียงไต้หวันเท่านั้นที่สามารถสร้างสิ่งนี้ได้” หวงกล่าว

แม้ว่าบรรยากาศในไต้หวันจะเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แต่ “จีน” ยังเป็นประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาไม่แพ้กัน เพราะปัจจุบัน Nvidia ยังแทบไม่มีรายได้จากธุรกิจ Data Center ในจีน หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ จำกัดการส่งออกชิป AI ขั้นสูง

ขณะที่รัฐบาลจีนก็ไม่สนับสนุนให้บริษัทภายในประเทศซื้อผลิตภัณฑ์ที่ถูกลดสเป็กลงเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดดังกล่าว ซึ่งจุดนี้ คือ ความเสี่ยงที่นักลงทุนพูดถึงมากที่สุด เพราะหาก Nvidia สามารถหาทางกลับเข้าสู่ตลาดจีนได้อีกครั้ง ศักยภาพการเติบโตของบริษัทอาจเพิ่มขึ้นมหาศาล ทำให้ตลอดปีที่ผ่านมา หวงต้องเดินทางพบผู้นำรัฐบาล นักการเมือง และผู้กำหนดนโยบายอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะในวอชิงตัน ปักกิ่ง หรือไทเป เพื่อเจรจาและฟื้นฟูความสัมพันธ์ใหม่อีกครั้ง

นอกจากนี้กระแส Jensanity ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงเพราะ Nvidia กลายเป็นบริษัทมูลค่าหลายล้านล้าน แต่เพราะชาวไต้หวันมองว่า หวง คือ ภาพสะท้อนของความสำเร็จของประเทศ เด็กชายจากเมืองไถหนานที่ย้ายไปสหรัฐฯ ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ วันนี้กำลังนำบริษัทที่ขับเคลื่อนการปฏิวัติ AI ของโลก

สื่อต่างประเทศเผยแพร่ภาพและวิดีโอของหวงพูดภาษาฮกเกี้ยนกับผู้คนบนท้องถนน กินอาหารตลาดกลางคืน กล่าวขอบคุณซัพพลายเชนไต้หวันบนเวทีระดับโลก และประกาศลงทุนเพิ่มเติมในประเทศ ในวันที่โลกกำลังจับตาไต้หวันผ่านมุมมองความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน


สารสำคัญที่นักลงทุนได้รับจากทริปไต้หวันครั้งนี้

หากสรุปสารสำคัญทั้งหมดจากทริปไต้หวันครั้งนี้ Nvidia กำลังบอกกับตลาดมี 3 เรื่อง คือ Nvidia กำลังขยายจาก Data Center สู่ AI PC ผ่าน RTX Spark และบริษัทไม่ได้อยากเป็นแค่คนขายชิป แต่ต้องการเป็นบริษัทโครงสร้างพื้นฐาน AI ของโลก และการแข่งขัน AI ในอนาคตจะไม่สามารถแยกออกจากภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานโลกได้อีกต่อไป

นั่นทำให้ทุกย่างก้าวในไต้หวันของหวงส่งสัญญาณถึงอนาคตของอุตสาหกรรม AI ทั้งระบบ ตั้งแต่โรงงานในไต้หวันไปจนถึงตลาดจีน และจากคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน ไปจนถึง AI Factory มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ที่กำลังถูกสร้างขึ้นทั่วโลก


อ่านเพิ่มเติม



ที่มาข้อมูล Nvidia ,   Reuters , Business Insider , Bloomberg [1] , [2] 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   

https://www.facebook.com/ThairathMoney 



Author

พิมพ์ชญา ภมรพล

พิมพ์ชญา ภมรพล
from digital economies to the art of brand identity