
Nvidia รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2027 ที่มีรายได้ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และกำไรสุทธิ 5.83 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
Nvidia ตอกย้ำสถานะศูนย์กลางของกระแส AI โลก หลังจากรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2027 (สิ้นสุด 26 เมษายน 2026) ซึ่งออกมาเหนือความคาดหมายของตลาดอีกครั้ง โดยรายได้รวมทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 85% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าที่ Wall Street คาดไว้ราว 7.92 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรสุทธิอยู่ที่ 5.83 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 211% ขณะที่กำไรต่อหุ้น (Adjusted EPS) อยู่ที่ 1.87 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 1.76 ดอลลาร์
ไฮไลต์สำคัญของการประกาศผลประกอบการครั้งนี้ คือ ถ้อยแถลงของ Jensen Huang ที่กล่าวว่า “นี่คือไตรมาสที่น่าทึ่งมาก ความต้องการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว” ก่อนย้ำว่า สาเหตุสำคัญมาจากการมาถึงของ “Agentic AI” หรือ AI ที่สามารถคิด ตัดสินใจ และลงมือทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างอัตโนมัติ
โดยเขายังชี้ว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วง “Rebuild Computing Infrastructure” ครั้งใหญ่เพื่อรองรับทั้ง Agentic AI และ Physical AI หรือ AI สำหรับหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในโลกจริง ซึ่ง Nvidia อยู่ตรงศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
- Nvidia กำลังมีบทบาทกับโมเดล AI ระดับ Frontier แทบทุกตัวในโลก เป็นแพลตฟอร์มหลักของโมเดล AI ระดับแนวหน้าเกือบทั้งหมดของโลก ไม่ว่าจะเป็น OpenAI, Anthropic, xAI, Meta และ Google
- ชิปของ Nvidia กำลังเป็นโครงสร้างพื้นฐานให้กับ Hyperscaler ทั่วโลก ทั้งสำหรับระบบประมวลผลหลัก งาน Machine Learning ภายในองค์กร บริการ AI ภายในบริษัท รวมถึงความต้องการ GPU จากผู้ใช้บน Public Cloud
- พอร์ตผลิตภัณฑ์ที่กว้างขึ้นกำลังช่วยให้ Nvidia บุกตลาดใหม่ๆ ตั้งแต่ AI Data Center รูปแบบใหม่, AI-native Cloud, Sovereign AI Cloud ไปจนถึงระบบ AI ภายในองค์กรและโครงสร้างพื้นฐานภาคอุตสาหกรรม
- นำโดย “แพลตฟอร์ม CUDA” จะทำให้ Nvidia ขยายจาก AI ไปสู่โลกของรถยนต์ไร้คนขับและหุ่นยนต์ได้มากขึ้น ที่สอดคล้องไปกับกระแส Agentic AI
- ตามด้วย “Vera CPU” ระบบ AI Rack รุ่นใหม่ที่จะประสบความสำเร็จยิ่งกว่า Grace Blackwell และจะกลายเป็น “Growth Driver” ตัวใหม่ของบริษัท พร้อมตีตลาดชิป CPU ที่มีเจ้าตลาดอย่าง Intel และ AMD ครองอยู่ โดยคาดว่า “ชิป CPU รุ่นใหม่” ของบริษัทอาจเปิดตลาดมูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และหากชิงส่วนแบ่งตลาดได้สำเร็จจะกลายเป็น “ผู้ผลิต CPU รายใหญ่ที่สุดของโลก”
Huang อธิบายเหตุผลที่ Nvidia เปลี่ยนวิธีรายงานผลประกอบการใหม่ในไตรมาสนี้ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ Data Center และ Edge Computing เพราะความชัดเจน โดยเขาอธิบายว่า แม้ทุกอย่างจะเชื่อมโยงกับ AI แต่ลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความต้องการต่างกันอย่างมาก
Hyperscaler อย่าง Meta หรือ Alphabet อาจซื้อชิป GPU จำนวนมหาศาลเพื่อสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ ขณะที่รัฐบาล ธุรกิจทั่วไป หรือบริษัทหุ่นยนต์ มีความต้องการระบบที่แตกต่างกัน แต่ละกลุ่มมี Stack คนละแบบ มีระบบปฏิบัติการต่างกัน และวิธีการทำตลาดก็แตกต่างกัน
สำหรับไตรมาสนี้ธุรกิจ Data Center ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของ Nvidia สร้างรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 7.52 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 92% จากปีก่อน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัท
ในจำนวนนี้ รายได้จากกลุ่ม Hyperscaler หรือบริษัทคลาวด์ยักษ์ใหญ่คิดเป็นกว่า 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดในกลุ่ม Data Center ส่วนอีกประมาณ 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มาจากตลาด “กลุ่มธุรกิจ ACIE” ได้แก่ AI Cloud, Enterprise AI, Industrial AI Infrastructure และ Sovereign AI
Colette Kress CFO ของบริษัท ระบุว่า รายได้จาก AI Cloud เติบโตมากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน และ Nvidia กำลังช่วยติดตั้งระบบ AI Compute ใน Data Center ขนาดใหญ่กว่า 80 แห่งทั่วโลกที่มีขนาดเกิน 10 เมกะวัตต์แล้ว
Vera Rubin และ CPU ตลาดใหม่มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
หนึ่งประเด็นสำคัญที่นักลงทุนจับตาสำหรับไตรมาสนี้ คือ การที่ Nvidia ขยายตัวเองจาก “บริษัทชิป GPU” ไปสู่การเป็นผู้เล่นเต็มรูปแบบในตลาด CPU หลังจากเปิดตัว ระบบ AI Rack รุ่นถัดไปอย่าง “Vera Rubin” ซึ่งรวมโปรเซสเซอร์ทั้งสองประเภทเข้าไว้ในแร็คซูเปอร์คอมพิวเตอร์เดียว พร้อมประกาศเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการก้าวขึ้นเป็น “ผู้ผลิต CPU รายใหญ่ที่สุดของโลก” ซึ่งเป็นตลาดที่ปัจจุบันถูกครองโดย Intel และ AMD อีกด้วย
Huang กล่าวว่า “Vera Rubin” มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จมากกว่าชิป รุ่น Grace Blackwell จากที่บริษัทกำลังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดด้าน Inference อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อจำนวนบริษัทที่พัฒนา Frontier Model เพิ่มขึ้น
เขายกตัวอย่าง Anthropic ที่กลายเป็นลูกค้ารายสำคัญของปีนี้ โดยใช้ Secure Compute ผ่านทั้ง Microsoft Azure, Amazon Web Services และ CoreWeave ซึ่งระบบ Vera Rubin ประกอบด้วยชิ้นส่วนกว่า 1.3 ล้านชิ้น รวมถึง Rubin GPU 72 ตัว และ Vera CPU 36 ตัว โดย Nvidia ระบุว่ามีประสิทธิภาพต่อพลังงานสูงกว่ารุ่นก่อนถึง 10 เท่า
โดยมีการคาดการณ์ว่า Vera Rubin อาจเปิดตลาดใหม่ที่สร้างมูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐให้ Nvidia โดยคาดว่าบริษัทจะสร้างรายได้จากชิป CPU ได้ถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้
แม้ตัวเลขรายได้และกำไรของ Nvidia จะยังเติบโตอย่างร้อนแรง แต่สิ่งที่นักลงทุนเริ่มจับตาไม่ใช่แค่การเติบโตอีกต่อไป โดยหนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุด คือ การที่ Nvidia ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ลูกค้ารายใหญ่หลายรายกำลังกลายมาเป็นคู่แข่งที่พัฒนาชิป AI ของตัวเอง
บริษัทระบุว่า ลูกค้าบางรายกำลังพัฒนา ASIC (Application-Specific Integrated Circuit) ซึ่งเป็นชิปที่ออกแบบเฉพาะสำหรับงานบางประเภท และอาจไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถทั้งหมดของ GPU จาก Nvidia
แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อโดยตรง แต่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Google, Amazon, Meta และ Microsoft ต่างกำลังพัฒนาชิป AI แบบ Custom ของตัวเองทั้งหมด ตัวอย่างเช่น Google มี TPU ของตัวเองมานาน และเพิ่งประกาศจัดตั้งบริษัทโครงสร้างพื้นฐาน AI แห่งใหม่ที่มี TPU เป็นหัวใจหลัก โดยมี Blackstone ลงทุนถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Meta เพิ่งเปิดตัวชิป AI Custom หลายรุ่นในปีนี้ ซึ่งผลิตโดย Taiwan Semiconductor Manufacturing Company หรือ TSMC
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดชิป AI กำลังเข้าสู่เฟสการแข่งขันรอบใหม่ โดย Nvidia ยังเตือนอีกว่า ลูกค้าบางรายอาจเปิดบริการ AI Cloud แข่งกับบริษัทโดยตรง ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการขยายตลาดของ Nvidia ในอนาคต นอกจากนี้บริษัทเหล่านี้ยังอาจแย่งกำลังการผลิตจาก Foundry และวัตถุดิบสำคัญในช่วงที่ Supply Chain ตึงตัวได้อีกด้วย
นอกจากนี้ปัจจุบันตลาด ASIC กำลังร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่บริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ แต่ยังมีสตาร์ทอัพอย่าง Cerebras Systems, SambaNova Systems และ d-Matrix ที่กำลังเข้ามาแข่งขันด้วยเช่นกัน
นักลงทุนจึงตั้งคำถามว่า Nvidia จะรักษาความเป็นศูนย์กลางของโลก AI ได้นานแค่ไหน ลูกค้ารายใหญ่จะพึ่งพาชิป Nvidia ต่อไป หรือหันไปใช้ชิป Custom มากขึ้น ตลาด AI จะเติบโตเร็วพอรองรับมูลค่าบริษัทระดับหลายล้านล้านดอลลาร์หรือไม่ และ “Agentic AI” ที่ Huang พูดถึง จะกลายเป็นคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่จริงหรือไม่อย่างไรก็ตาม จากผลประกอบการล่าสุด ดูเหมือนว่าอย่างน้อยในเวลานี้ Nvidia ยังคงเป็น “ผู้ชนะตัวจริง” ของยุค AI อย่างชัดเจน
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -