
Anthropic บริษัท AI ผู้พัฒนาโมเดลยอดนิยม Claude ยื่นเอกสารลับต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) เพื่อเสนอขายหุ้น IPO อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยคาดว่าการเข้าตลาดครั้งนี้จะดันมูลค่าบริษัทสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เปิดฉากการแข่งขันครั้งใหญ่กับ OpenAI และ SpaceX
แม้บริษัทจะยังไม่เปิดเผยขนาดหรือรายละเอียดของการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ แต่ก่อนหน้านี้ Anthropic เพิ่งระดมทุนรอบล่าสุดเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ด้วยมูลค่าหลังระดมทุน (Post-money Valuation) สูงถึง 965,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้า OpenAI ไปแล้วในเชิงมูลค่าบริษัท ซึ่งล่าสุดมีมูลค่ากิจการราว 852,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การเข้าตลาดของ Anthropic ถูกมองว่าอาจกลายเป็นหนึ่งใน IPO ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรอบหลายปี และอาจเปลี่ยนโครงสร้างของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งในแง่ดัชนี การไหลของเงินทุน และนิยามใหม่ของบริษัทเทคโนโลยีแห่งยุค AI
ก่อนหน้านี้ OpenAI เองก็เตรียมยื่นเอกสารลับเพื่อ IPO เช่นกันในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ขณะที่ SpaceX ของ Elon Musk ก็เพิ่งยื่นไฟลิ่งขนาดมหึมาที่อาจมีมูลค่าการเสนอขายสูงถึง 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มูลค่าบริษัทประมาณ 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจเริ่มซื้อขายได้ภายในไม่กี่สัปดาห์นี้
การยื่นไฟลิ่งแบบ “Confidential Submission” ช่วยให้บริษัทสามารถเตรียมตัวเข้าตลาดหุ้นได้โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินต่อสาธารณะในช่วงแรก ลดความเสี่ยงด้านการแข่งขันและแรงกดดันจากตลาด โดยนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การที่ Anthropic ยื่น IPO หลัง SpaceX ไม่นาน ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสม เพราะนักลงทุนยังคงมีความสนใจสูงต่อหุ้นกลุ่ม AI และ Growth Stock
ที่ผ่านมา Anthropic เติบโตอย่างรวดเร็วในปี 2026 โดยมูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า จากระดับ 380,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนกุมภาพันธ์ หลังการระดมทุนรอบใหม่มูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ความร้อนแรงของบริษัทถึงขั้นเคยสร้างแรงสั่นสะเทือนให้ตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Software และ IT หลังนักลงทุนเริ่มกังวลว่า AI แบบ Autonomous หรือ Agentic AI ของบริษัทอย่าง Claude Code และ Cowork อาจเข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจดั้งเดิมเร็วกว่าที่คาด
โดยตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา OpenAI และ Anthropic กลายเป็นสองบริษัทสัญลักษณ์ของกระแส AI Boom ที่กำลังเปลี่ยนยุทธศาสตร์องค์กรทั่วโลก จุดชนวนการแข่งขันด้านพลังประมวลผล บุคลากร และเงินลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี
การยื่นไฟลิ่งครั้งนี้ยังทำให้ Anthropic มีโอกาสเข้าตลาดก่อน OpenAI ซึ่งอาจช่วยให้บริษัทดึงดูดความสนใจและเงินทุนจากนักลงทุนวงกว้างได้มากกว่าเดิม ขณะเดียวกัน รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า OpenAI อยู่ในขั้นตอนเตรียมยื่นไฟลิ่งลับเช่นเดียวกัน โดยตั้งเป้าเข้าตลาดหุ้นช่วงต้นไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
ตลอดปีที่ผ่านมา Anthropic และ OpenAI ต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือด ผ่านการเปิดตัวโมเดล AI รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายขีดความสามารถของ AI ให้ครอบคลุมงานระดับมืออาชีพมากขึ้น ตั้งแต่งานเขียนโค้ด บริการการเงิน ไปจนถึงภาคสาธารณสุข โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการดึงลูกค้าองค์กรและสร้างความชอบธรรมต่อมูลค่ากิจการระดับมหาศาล
แม้ Anthropic จะสร้างกระแสด้วยการเติบโตของรายได้สุทธิรายปี (Annualized Revenue) ที่เพิ่มขึ้นถึง 80 เท่า แต่ฝั่ง OpenAI ก็กำลังอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์และทีมผู้บริหาร ขณะเดียวกันยังเผชิญข้อสงสัยเกี่ยวกับอัตราการเติบโต หลังมีรายงานว่าบริษัทพลาดเป้าหมายด้านรายได้และจำนวนผู้ใช้งานบางส่วนที่ตั้งไว้ภายใน
ด้าน Anthropic เองก็ยังมีความเสี่ยงบางประการ โดยปัจจุบันบริษัทยังคงเผชิญข้อพิพาททางกฎหมายกับรัฐบาลสหรัฐฯ หลังถูกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จัดให้เป็น “ความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน” ซึ่งปกติเป็นสถานะที่มักใช้กับบริษัทจากประเทศคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตามบริษัทได้สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน โดยคาดการณ์รายได้ในไตรมาส 2 ที่จะสูงถึง 10,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากไตรมาสก่อนหน้า และบริษัทกำลังอยู่บนเส้นทางสู่ “ไตรมาสแรกที่ทำกำไรได้”
นอกจากนี้บริษัทยังได้แจ้งต่อนักลงทุนว่า รายได้แบบ Run Rate ต่อปีของ Anthropic หรือการประเมินรายได้ทั้งปีจากยอดขายในช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อสะท้อนแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ จะทะลุ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นเดือนหน้า จากเดิมที่อยู่เพียง 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า ขณะนี้ตลาดทุนกำลังเข้าสู่การแข่งขันครั้งใหญ่ เมื่อทั้ง SpaceX, OpenAI และ Anthropic ต่างต้องการระดมทุนมหาศาลในเวลาใกล้เคียงกัน และกำลังทดสอบว่าตลาดทุนยังพร้อมเดิมพันกับบริษัท AI ที่ยังเผาเงินมหาศาลหรือไม่
โดยบริษัทเหล่านี้กำลังเร่งเข้าตลาดก่อนที่สภาพคล่องของ Wall Street จะเริ่มตึงตัว พร้อมกันนั้น แต่ละบริษัทก็พยายามกำหนดมาตรฐานใหม่ว่า บริษัท Frontier AI ควรรายงานผลประกอบการและประเมินมูลค่าอย่างไรเพื่อให้เหมาะกับโมเดลธุรกิจ AI ยุคใหม่ ซึ่งหาก Anthropic สามารถเข้าตลาดได้ที่มูลค่าใกล้ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐจริง บริษัทจะก้าวขึ้นไปอยู่ในกลุ่มบริษัทระดับ Top Tier ของดัชนี S&P 500 ทันที เคียงข้างบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดหุ้นโลกในปัจจุบัน
อ่านเพิ่มเติม
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -