
ถ้าให้นึกภาพผู้บริหารหรือผู้ก่อตั้งบริษัท AI ยุคใหม่นี้ เชื่อว่าหน้าที่หลายคนนึกออกจะต้องเป็น “คุณผู้ชายสายเทค” อย่าง Sam Altman แห่ง OpenAI หรือรุ่นใหม่อย่าง Alexandr Wang แห่ง Scale AI แต่เชื่อไหมว่า ยังมีผู้ก่อตั้งอีกหลายคนที่น่าจับตา ซึ่งเป็น “หญิงแกร่ง” อยู่เบื้องหลังความสำเร็จบริษัท AI ยักษ์ใหญ่หลายราย
หนึ่งในนั้นคือ “Daniela Amodei” และใช่อย่างที่ทุกคนคิด เธอคือน้องสาวของ Dario Amodei ทั้งสองเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic ซึ่งปัจจุบัน Daniela เธอนั่งเป็น President หรือประธานบริษัท เป็นเบื้องหลังกุมทิศทางของบริษัท AI รายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ
Anthropic ถือเป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการ AI ที่มีมูลค่าสูงที่สุดของโลก โดยล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งจะระดมทุนเพิ่มได้อีกมหาศาล จนดันมูลค่าบริษัทไปเป็น 965,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าคู่แข่งอย่าง OpenAI ไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งความโดดเด่นของ Anthropic นี้ก็มาจากการยึดแนวคิดที่มีมาตั้งแต่ต้น คือการสร้าง AI ที่ปลอดภัยและสนับสนุนการพัฒนาอย่างมีจริยธรรม
เส้นทางของ Daniela Amodei ค่อนข้างจะแตกต่างจากผู้ก่อตั้งสายเทค เพราะจุดเริ่มต้นของเธอนั้นไม่ได้มาจากสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์หรือฟิสิกส์ แต่มาจากสายศิลปศาสตร์ จบการศึกษาในสาขาวิชาวรรณคดีอังกฤษ ซึ่งเริ่มแรกเธอทำงานในสายที่ห่างไกลจากการก่อตั้งสตาร์ทอัพ AI ห่างไกลจากคำว่า Neural Network และ Large Language Model อย่างสิ้นเชิง
บทความนี้ Thairath Money คอลัมน์ How to Make Money จะพาไปเจาะลึกทำความรู้จักกับ Daniela Amodei หนึ่งในบุคคลสำคัญแห่งยุค AI ผู้หญิงสายบริหารเบื้องหลัง Claude ที่กำลังเป็นกระแสไปทั่วโลก ผู้ที่ผลักดันให้โลกมีสมดุลให้ AI นั้นฉลาดและปลอดภัยไปพร้อม ๆ กัน
เชื่อว่า ใครหลายคนรู้จักชื่อของ Daniela Amodei เพราะเป็นน้องสาวของ Dario Amodei โดยเธอเกิดเมื่อปี 1987 อายุห่างจากพี่ชาย 4 ปี และเช่นเดียวกันเธอเกิดและเติบโตมาในซานฟรานซิสโก เมืองที่ต่อมาจะหลายเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก
คุณพ่อของเธอ Riccardo Amodei เป็นชาวอิตาลีที่อพยพมาสหรัฐอเมริกา ทำงานเป็นช่างทำเครื่องหนัง ส่วนคุณแม่ Elena Engel ชาวอเมริกัน ทำงานด้านการรีโนเวทและโครงการก่อสร้าง ซึ่งบรรยากาศการเติบโตของเธอและพี่ชายก็เต็มไปด้วยเรื่องของความรู้ และการสร้างทักษะทางวิชาการ
“ตั้งแต่เด็ก เรามักจะคิดและมองโลกไปในทิศทางเดียวกันเสมอ” Daniela เคยให้สัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์ของเธอกับพี่ชาย และถึงแม้จะมีความคิดและชื่นชอบคล้ายกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันตรงที่เธอไม่ได้เดินในสายเทคโนโลยีแบบพี่ชาย
หลังจบการศึกษาจาก Lowell High School เธอก็เข้าศึกษาระดับปริญญาตรี และเรียนจบออกมาในด้านศิลปศาสตร์ สาขาวรรณคดีอังกฤษ ด้วยเกียรตินิยมอันดับสูงสุด (Summa Cum Laude) จาก University of California, Santa Cruz
ตลอดเส้นทางการศึกษา Daniela ได้รับรางวัลและเกียรติคุณมากมาย นอกจากเกียรตินิยมแล้ว เธอยังได้รางวัลเรียนดีจากการทำวิจัยของสาขาวิชา คว้ารางวัลชนะเลิศ Senior Thesis Colloquium ซึ่งเป็นเวทีนำเสนอผลงานวิจัยระดับปริญญาตรี
นอกจากนี้ เธอยังเป็นนักดนตรีที่เก่งมากถึงขั้นได้รับทุนการศึกษาบางส่วนจากความสามารถด้านดนตรี และคว้าอันดับ 1 ในการแข่งขัน Concerto Competition ของมหาวิทยาลัยเมื่อปี 2008 ในฐานะนักดนตรีเดี่ยวอีกด้วย
หลังจากจบการศึกษา Daniela Amodei เข้าสู่สายอาชีพที่สร้างผลกระทบให้กับผู้คนและในเชิงสังคมอย่างแท้จริง เธอเริ่มต้นจากทำงานที่ศูนย์ IRIS ของ University of Maryland ในปี 2010 โดยรับผิดชอบการบริหารจัดการทุนวิจัยและการสรรหาบุคลากรสำหรับโครงการพัฒนาระหว่างประเทศ
โครงการเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การประเมินความยากจน การลดความขัดแย้งในสังคม และการพัฒนาชุมชนในประเทศกำลังพัฒนา
หลังจากนั้น เธอได้ย้ายไปยังกรุงกัมปาลา ประเทศยูกันดา ทวีปแอฟริกา เพื่อทำงานเป็นนักวิชาการให้กับองค์กร Conservation Through Public Health ที่นั่นเธอมีบทบาทสำคัญในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชนในพื้นที่ชนบทมากกว่า 50 คน
ต่อมาในปี 2012 เธอได้เดินเข้าสู่สนามการเมือง โดยร่วมงานกับแคมเปญหาเสียงสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกาของ Matt Cartwright เธอเริ่มต้นจากตำแหน่ง Deputy Field Director ก่อนจะเลื่อนขึ้นเป็น Field Director
ด้วยความสามารถด้านการบริหารงานภาคสนาม เธอสามารถสรรหาอาสาสมัครได้มากกว่า 80 คน แถมยังโทรศัพท์หาผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยตนเองกว่า 11,000 สาย และด้วยกลยุทธ์การหาเสียงของเธอมีส่วนสำคัญต่อชัยชนะอย่างถล่มทลายของ Cartwright ชนะด้วยคะแนนนำคู่แข่งถึง 21 จุด
หลังการเลือกตั้ง Daniela ย้ายไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อทำงานในสำนักงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ โดยรับผิดชอบงานด้านตารางงานและการสรรหาบุคลากรให้กับสำนักงานของ Cartwright
ถัดจากงานด้านการเมือง เธอเบนสายมาเข้าร่วมกับบริษัทเทคโนโลยี โดยในปี 2013 เธอย้ายมาทำงานที่ Stripe บริษัทผู้พัฒนาแพลตฟอร์มชำระเงินรายใหญ่ของโลก ซึ่งตอนนั้น Stripe ยังเป็นสตาร์ทอัพเล็ก ๆ โดยมีเธอเป็นพนักงานคนที่ 45
ที่นี่เธอทำหน้าที่ในฝ่ายสรรหาบุคคลากรรุ่นแรก ๆ ของบริษัท เธอมีส่วนช่วยให้ Stripe ขยายทีมได้อย่างรวดเร็ว ในตำแหน่ง Lead Technical Recruiter เธอสามารถคัดคนที่มีความเชี่ยวชาญ มาทำให้บริษัทเติบโตจากพนักงาน 45 สู่ 300 คน
อย่างไรก็ตาม Daniela Amodei ไม่ได้หยุดอยู่แค่งาน HR เธอตัดสินใจย้ายเข้าสู่ฝ่ายบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของบทบาทด้าน AI Safety ในอนาคต
เริ่มแรกเธอทำในตำแหน่ง Risk Program Manager และต่อมาเป็น Risk Manager เธอดูแลการดำเนินงานหลักของระบบ นโยบายผู้ใช้งาน และกระบวนการอนุมัติความเสี่ยงทางการเงิน (Underwriting)
โดยเธอวิเคราะห์กรณีฉ้อโกงที่อาจเกิดขึ้นมากกว่า 7,000 เคส พร้อมทั้งบริหารทีมงาน 3 ทีม จนสามารถลดอัตราความเสียหายของบริษัทลงได้ถึง 72% ซึ่งถือเป็นอัตราความเสียหายที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Stripe
หลังจาก Stripe เธอได้เข้าร่วมทีมของ OpenAI ในปี 2018 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้สร้าง ChatGPT นี้กำลังทะเยอทะยานอย่างหนักในการสร้าง AI เพื่อมนุษยชาติ โดยเธอเข้ารับตำแหน่งในฝั่ง HR อีกครั้ง และแม้ว่าจะไม่มีพื้นฐานด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ แต่เธอก็เติบโตอย่างรวดเร็วภายในองค์กร
เธอดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง ได้แก่ Vice President of People ต่อด้วย Vice President of Safety and Policy ก่อนที่จะขยับไปเป็น Engineering Manager โดยดูแลทีมที่เกี่ยวข้องกับ Natural Language Processing (NLP) และการสร้างดนตรีด้วย AI
ในช่วงเวลานั้น OpenAI เริ่มเปลี่ยนผ่านจากองค์กรวิจัยไม่แสวงหากำไร ไปสู่โมเดล Capped-Profit เริ่มมุ่งสู่การสร้างรายได้ การทำธุรกิจ และการสร้างพันธมิตรระดับพันล้านมากขึ้น
ทั้ง Daniela และ Dario เริ่มกังวลว่าการแข่งขันเชิงพาณิชย์ที่รุนแรงนี้อาจบดบังภารกิจด้านความปลอดภัยของ AI ซึ่งเป็นเป้าหมายดั้งเดิมขององค์กร ส่งผลให้ในเดือนธันวาคม 2020 ทั้งคู่จึงตัดสินใจลาออก พร้อมกับนักวิจัยสำคัญอีกหลายคน
พวกเขามีความเชื่อร่วมกันว่า หลักการด้านความปลอดภัยต้องถูกออกแบบและฝังอยู่ในระบบ AI ตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่ถูกนำมาติดตั้งเพิ่มเติมภายหลังเมื่อเกิดปัญหาแล้ว
ต่อมาในเดือนมกราคม 2021 ทั้ง Daniela และ Dario พร้อมกับอดีตทีมงาน OpenAI อีก 5 คนได้ร่วมกันก่อตั้ง Anthropic ขึ้นมา โดยบริษัทถูกออกแบบให้เป็น Public Benefit Corporation หรือองค์กรที่มีภาระผูกพันทางกฎหมายในการสร้างสมดุลระหว่างผลกำไรทางธุรกิจและผลประโยชน์ต่อสังคม
ภายในบริษัท Dario ทำหน้าที่ซีอีโอและเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ส่วน Daniela รับหน้าที่เป็น President และเป็นเหมือนหัวใจสำคัญด้านการปฏิบัติการขององค์กร
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: รู้จัก Dario Amodei ผู้ก่อตั้ง Anthropic ผู้อยู่เบื้องหลัง Claude ที่คนทั้งโลกกำลังหลงรัก
เธอดูแลเกี่ยวกับการบริหารงานประจำวัน การสรรหาบุคลากร การวางกลยุทธ์องค์กร ตลอดจนการขยายธุรกิจ และยังเป็นผู้ผลักดันแนวคิด Constitutional AI โมเดลสำคัญในการพัฒนา AI ของ Anthropic อีกด้วย
Constitutional AI คือการฝึกและควบคุม AI ด้วยกฎเหล็กที่คล้ายกับรัฐธรรมนูญ ใช้เป็นกรอบให้ AI ปฏิบัติตาม ใช้อ้างอิงในการตัดสินใจหรือประเมิน ปรับปรุงคำตอบของตัวเอง โดยแนวทางนี้จะใช้หลักจริยธรรมพื้นฐาน อย่างเช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ มาเป็นกรอบในการฝึกโมเดล AI
เป้าหมายหลักของแนวคิดนี้ คือการทำให้ AI สามารถตอบสนองได้อย่างมีประโยชน์ (Helpful) ซื่อสัตย์ (Honest) และปลอดภัย (Harmless) โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการตรวจสอบจากมนุษย์อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
กลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความโปร่งใสนี้ ทำให้ Anthropic สามารถดึงดูดลูกค้าองค์กรจำนวนมากที่ต้องการความน่าเชื่อถือและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ มากกว่าการเติบโตแบบไวรัลในตลาดผู้บริโภค
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นถือว่าน่าทึ่งอย่างยิ่ง โดยภายในปี 2025 บริษัท Anthropic สามารถคว้าส่วนแบ่งตลาด AI สำหรับองค์กรราว 32% และก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรม โดยมีผลิตภัณฑ์หลักอย่าง Claude เป็นหัวใจสำคัญของการเติบโต
นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถสร้างรายได้ Annualized Revenue Run Rate แตะระดับ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาเพียง 6 เดือน
และล่าสุดนี้ บริษัทสามารถปิดดีลระดมทุนรอบ Series H ไปได้สูงถึง 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้มูลค่ากิจการทะยานไปสู่ 965,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าคู่แข่งอย่าง OpenAI ไปเป็นที่เรียบร้อย และการเติบโตนี้ทำให้ Daniela Amodei มีความมั่งคั่งสะสมอยู่ที่ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับพี่ชายของเธอ
ท้ายที่สุดนี้ เรื่องราวของ Daniela Amodei ชี้ให้เราเห็นว่า ความหลากหลายของประสบการณ์คือจุดแข็ง ไม่ใช่อุปสรรค เธอท้าทายภาพจำแบบดั้งเดิมของซิลิคอนวัลเลย์อย่างชัดเจน
ไม่ได้มีปริญญาเอกด้านฟิสิกส์ไม่ได้เป็นผู้คิดค้นอัลกอริทึม AI ระดับปฏิวัติโลก แต่เธอสามารถสร้างองค์กรให้เติบโตจากพนักงาน 300 คน สู่มากกว่า 1,000 คน พร้อมบริหารความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์มูลค่าหลายพันล้านได้สำเร็จ
ในอุตสาหกรรมที่ยังมีความไม่สมดุลทางเพศอย่างมาก Daniela ได้รับการยอมรับในระดับโลกผ่านรางวัลและการจัดอันดับมากมาย ทั้ง Time 100 เป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในวงการ AI ยังเป็นอันดับ 1 ในรายชื่อ Fortune Most Powerful Women 2025 อีกด้วย
ปัจจุบัน Daniela Amodei ยืนอยู่แถวหน้าของการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ พร้อมพิสูจน์ให้เห็นว่า ความสามารถในการสร้างองค์กรเทคโนโลยีระดับโลก และความมุ่งมั่นในการทำให้เทคโนโลยีนั้นปลอดภัยต่อสังคมนั้นสามารถเดินควบคู่กันไปได้จริง
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney