
IRGC ประกาศบริษัทเทคโนโลยี 18 แห่งเป็นเป้าหมายการโจมตีในตะวันออกกลาง
วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แถลงการณ์ผ่านสำนักข่าว Tasnim ของอิหร่าน ระบุว่า บริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของสหรัฐฯ มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในพื้นที่ตะวันออกกลาง ดังนั้นบริษัทเทคโนโลยีจำนวน 18 แห่ง ถูกจัดให้เป็น “เป้าหมายที่ชอบธรรม” เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่าน พร้อมเตือนให้พนักงานของบริษัทเหล่านั้นออกจากสถานที่ทำงานทันทีเพื่อความปลอดภัย
นอกจากรายชื่อบิ๊กเทคชั้นนำข้างต้นแล้ว แถลงการณ์นี้ยังปรากฏรายชื่อบริษัทอื่นๆ ได้แก่ Cisco, HP, Intel, Oracle, IBM, Dell, Palantir, JPMorgan, Tesla, GE, Spire Solutions, Boeing และบริษัท AI ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่าง G42 ที่มีสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในพันธมิตรและนักลงทุนหลัก
อ่านเพิ่มเติม
James Henderson ซีอีโอของบริษัทบริหารความเสี่ยง Healix กล่าวกับ CNBC ว่า การข่มขู่บริษัทเทคโนโลยีไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นแนวโน้มระยะยาว เนื่องจากทรัพย์สินด้านเทคโนโลยีกำลังถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของสมรภูมิ ไม่ใช่เพียงองค์ประกอบรอบข้างอีกต่อไป และยังสะท้อนว่าในวิกฤตครั้งต่อไป เป้าหมายอาจขยายไปถึงดาต้าเซ็นเตอร์และแพลตฟอร์มคลาวด์ ไม่ต่างจากโครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์
โดยหลังจากที่ IRGC ออกประกาศ หลายบริษัทเริ่มทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยในสำนักงานในพื้นที่ตะวันออกกลาง พร้อมกับออกคำสั่งให้พนักงานทำงานจากที่บ้านและปิดสำนักงานชั่วคราว รวมถึงการยกระดับมาตรการความปลอดภัยของดาต้าเซ็นเตอร์และสำนักงานเพื่อป้องกันการโจมตีทั้งทางกายภาพและไซเบอร์ ตลอดจนการประสานงานกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐได้เร่งลงทุนในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เนื่องจากภูมิภาคนี้มีปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานที่ต่ำ มีพื้นที่รองรับการพัฒนา อีกทั้งยังมีการสร้างระบบนิเวศด้านเงินทุนและการวิจัยพัฒนาที่เอื้อต่อการขยายการดำเนินการ รวมถึงที่มั่นในการเชื่อมการขยายตลาดสู่ภูมิภาคตะวันออก ทำให้หลายปีมานี้บรรดาบิ๊กเทคชั้นนำหลายแห่งมีสำนักงานและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในภูมิภาคนี้
ทั้งนี้หากอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทเทคโนโลยีในตะวันออกกลางจริง ผลกระทบอาจเกิดขึ้นในหลายระดับ ขึ้นอยู่กับ “เป้าหมาย” และ “ขนาดของการโจมตี”
1. ระดับภูมิภาค: ระบบบางส่วนอาจล่ม
ตะวันออกกลางเป็นหนึ่งในฮับสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ของ Google, Microsoft และ AWS ทำหน้าที่รองรับผู้ใช้ในตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และเอเชียบางส่วน หากถูกโจมตีบริการอย่าง Cloud, Email, SaaS รวมถึงแอปพลิเคชันธุรกิจล่มเป็นวงกว้าง และธุรกิจจำนวนมากอาจหยุดชะงักทันที
โดยก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนมีนาคม อิหร่านได้โจมตีดาต้าเซ็นเตอร์ของ AWS ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรน ส่งผลให้แอปพลิเคชันและบริการดิจิทัลหลายรายการในภูมิภาคหยุดชะงัก โดยมีรายงานว่าการโจมตีด้วยโดรนในบางพื้นที่ส่งผลกระทบต่อบริการ AWS โดยข้อมูลด้านบัญชี (Billing) และระบบคลังสินค้า (Inventory) ในบางภูมิภาคถูกลบหาย
2. ระดับโลก: กระทบหนัก หากโดนจุดอ่อนไหว
แม้ระบบอินเทอร์เน็ตโลกถูกออกแบบให้มีความซ้ำซ้อน (Redundancy) แต่ยังมีจุดอ่อนไหวสำคัญ เช่น สายเคเบิลใต้น้ำ สถานีเชื่อมต่อ (Landing Stations) รวมถึงศูนย์เชื่อมต่อข้อมูลขนาดใหญ่ (Interconnection) หากโครงสร้างเหล่านี้ถูกโจมตีอาจทำให้การรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศช้าลง หรือเกิดการสะดุดในบางบริการ เช่น WhatsApp, Gmail หรือ Instagram
3. ความเสี่ยงไซเบอร์พุ่งสูง
นอกจากการโจมตีทางกายภาพ ความขัดแย้งลักษณะนี้มักมาพร้อมสงครามไซเบอร์ เช่น การโจมตี DDoS (Distributed Denial of Service) ที่มุ่งเป้าทำให้เซิร์ฟเวอร์ เว็บไซต์ หรือเครือข่ายล่ม การแฮกระบบ การก่อวินาศกรรมทางดิจิทัล
ตัวอย่างกรณีก่อนหน้าที่ที่อิหร่านอ้างว่าได้โจมตีศูนย์อุตสาหกรรมและการสื่อสารในอิสราเอล รวมถึงระบบที่เกี่ยวข้องกับ Siemens และ AT&T มากไปกว่านั้นมีรายงานถึงกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่เชื่อมโยงกับ IRGC เช่น Seedworm และ Handala ใช้มัลแวร์ประเภท “Wiper” โจมตีบริษัทซอฟต์แวร์ในอิสราเอล โดยมุ่งลบข้อมูลถาวร ไม่ใช่แค่ขโมยข้อมูล เหล่านี้อาจลุกลามไปยังโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอื่น ๆ เช่น ระบบการเงิน ขนส่ง หรือพลังงาน
ทั้งนี้หาก IRGC ลงมือจริงเต็มรูปแบบ ผลกระทบจะไม่ใช่แค่บริษัทโดนโจมตี แต่จะลามเป็น 3 ขั้นพร้อมกันหลังจากนี้ ตั้งแต่ธุรกิจหยุดชะงัก (Economic Shock) โครงสร้างดิจิทัลสั่นคลอน (Infrastructure Risk) ตามมาด้วยความเชื่อมั่นโลกถดถอย (Trust Crisis)
บริษัทเทคโนโลยีอาจลดการลงทุนในพื้นที่เสี่ยง ชะลอการลงทุนในตะวันออกกลาง การย้ายดาต้าเซ็นเตอร์ไปภูมิภาคที่ปลอดภัยกว่าหรือแยกบริการเป็นรายภูมิภาค แนวโน้มเหล่านี้อาจนำไปสู่ “การแยกส่วนของอินเทอร์เน็ตโลก” (Fragmentation) ในระยะยาว
ขณะเดียวกันในฝั่งตลาดการเงิน เหตุการณ์นี้ได้สร้างความผันผวนให้กับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี สะท้อนความกังวลของนักลงทุนว่า หากสถานการณ์ยกระดับ ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตะวันออกกลาง แต่สามารถสั่นสะเทือนโครงสร้างดิจิทัลทั้งระบบ ตามมาด้วยผลกระทบที่มีต่อเสถียรภาพของบริการดิจิทัลจำนวนมากที่ผู้คนทั่วโลกใช้งานในชีวิตประจำวัน
ด้านสถานการณ์ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเทคโนโลยีอยู่ในภาวะเฝ้าระวังขั้นสูง (High Alert) แม้ยังไม่มีเหตุการณ์ทำลายล้างครั้งใหญ่ตามเส้นตาย 1 เมษายน แต่การขยับเป้าหมายในครั้งนี้ของอิหร่าน และโจมตีดาต้าเซ็นเตอร์ก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่า “เทคโนโลยี” ถูกมองว่าไม่ใช่แค่เครื่องมือธุรกิจแต่มีนัยสำคัญในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และกลายเป็นแนวหน้าของความขัดแย้งระดับโลกอย่างแท้จริง
ที่มาข้อมูล CNBC , Datacenterdynamics , DigitalShield
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -