
บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น AWS, Google, Microsoft, และ Oracle เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานหลักของกองทัพสหรัฐฯ
สงครามยุคใหม่กำลังเปลี่ยนรูปแบบอย่างรวดเร็ว สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ -อิสราเอลกับอิหร่าน ทำให้ประเด็น “AI ในสงคราม”(AI-Driven Warfare) กลายเป็นที่จับตามองทั่วโลกอีกครั้ง
เบื้องหลังเทคโนโลยีจำนวนมากที่ถูกใช้ในสนามรบไม่ได้ถูกพัฒนาโดยบริษัทอาวุธแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีบริษัทเทคโนโลยีจากซิลิคอลวัลลีย์ที่เข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญ ตั้งแต่ AI วิเคราะห์ข้อมูลสนามรบ คัดกรองเป้าหมาย ตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ ไปจนถึงระบบคลาวด์และชิปประมวลผลขั้นสูง
สิ่งที่ชัดเจน คือ สงครามยุคใหม่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอาวุธ หรือมีแค่เครื่องบินรบ รถถัง และขีปนาวุธอีกต่อไป โมเดล AI อัลกอริทึม และ คลาวด์ กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการตัดสินใจทางทหารยุคใหม่ และเบื้องหลังระบบเหล่านี้ คือ เครือข่ายบริษัทเทคโนโลยีที่กลายเป็นพันธมิตรหลักของเพนตากอนอย่างเต็มตัว
บริษัทซอฟต์แวร์รายใหญ่กลายเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานหลักของกองทัพ นำโดย AWS, Google, Microsoft และ Oracle ผู้รับสัญญาหลักโครงการ Joint Warfighting Cloud Capability (JWCC) สัญญา มูลค่า 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอนุญาตให้เพนตากอนใช้เก็บและประมวลผลข้อมูลลับระดับสูง
- Amazon Web Services (AWS) ผู้รับสัญญาหลักในโครงการ JWCC และให้บริการศูนย์ข้อมูลเคลื่อนที่ (Tactical Edge) สำหรับหน่วยรบแนวหน้า
- Microsoft ผู้รับสัญญาหลักในโครงการ JWCC และสนับสนุนระบบคลาวด์ให้ผู้พัฒนาแว่นตา IVAS (Integrated Visual Augmentation System) สำหรับทหารภาคสนาม
- Google ผู้รับสัญญาหลักในโครงการ JWCC ร่วมพัฒนาคลาวด์เพื่อความมั่นคงขั้นสูง (Project Nimbus) และให้บริการเครื่องมือ AI / Machine Learning สำหรับการจำแนกวัตถุ วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ตรวจจับเป้าหมาย และประมวลผลข้อมูลสนามรบขนาดมหาศาล
- Oracle ผู้รับสัญญาหลักในโครงการ JWCC คลาวด์สำหรับข้อมูลลับระดับ Top Secret / SCI ทำฐานข้อมูลลับสุดยอดของกองทัพ ภายใต้โปรเจกต์ Cloud One ขยายการใช้งานคลาวด์และฐานข้อมูล AI ในสภาพแวดล้อมที่ปกปิดเป็นความลับ (Classified Environments) นอกจากนี้ยังพัฒนาอุปกรณ์คลาวด์แบบพกพา (Ruggedized Cloud) ที่ทหารสามารถแบกไปในสนามรบได้ รัน AI และวิเคราะห์ข้อมูลได้แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ยังดูแลระบบหลังบ้านที่ใหญ่ที่สุดของเพนตากอน ตั้งแต่การจัดการเงินเดือนทหาร การจัดซื้ออาวุธไปจนถึงการติดตามอะไหล่เครื่องบินรบผ่านระบบ Oracle Fusion Cloud
อีกส่วนหนึ่ง คือ บริษัท AI ผู้พัฒนาโมเดล AI ขนาดใหญ่ (Foundation Models) คู่สัญญาหลัก ภายใต้แผนพัฒนา AI สำหรับภารกิจด้านความมั่นคงแห่งชาติ โดยสัญญาแต่ละรายมีมูลค่าสูงสุดถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- OpenAI โมเดลภาษาและระบบ AI ถูกนำไปใช้ช่วยสรุปข้อมูลข่าวกรอง วิเคราะห์สถานการณ์ และสนับสนุนการวางแผนปฏิบัติการ
- Anthropic พัฒนาโมเดล AI สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลและสถานการณ์ด้านความมั่นคง ถูกใช้เลือกเป้าหมายและจำลองสนามรบ
- xAI พัฒนาโมเดล AI สำหรับรัฐบาลโดยเฉพาะชื่อ Grok for Government วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์
- Meta เปิดให้กองทัพใช้โมเดล Llama เวอร์ชันทางทหารที่รันในระบบปิด (Offline Environment) ของหน่วยงานความมั่นคง เพื่อจัดการข้อมูลลับ สำหรับข้อมูลลับร่วมกับ Scale AI สตาร์ทอัพ AI Labeling
นอกจากนี้ คือ บริษัทกลุ่มที่ไม่ได้พัฒนา AI โดยตรง แต่เป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อัจฉริยะอื่นๆ
- Apple เทคโนโลยีชิปและสถาปัตยกรรมความปลอดภัยของระบบคลาวด์ของ Apple (Private Cloud Compute:PCC) ถูกมองเป็นแบบอย่างของโครงสร้างพื้นฐานที่มีความปลอดภัยสูง จัดหาอุปกรณ์ Dual-use ใช้ได้ทั้งพลเรือนและทหาร ลงทุนผลิตชิปและเซิร์ฟเวอร์ AI ในประเทศ สร้างความมั่นใจให้เพนตากอนเรื่อง Supply Chain ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในฐานะบริษัทผู้รักชาติ (Patriotic Tech)
- Nvidia กองทัพสหรัฐฯ ใช้ชิปตระกูล H100, H200 และ Blackwell (B200) ในการรันโมเดล AI เพื่อวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม, จำลองสถานการณ์รบ, และถอดรหัสลับพัฒนาเทคโนโลยีในสนามรบจริง เช่น NVIDIA Holoscan ประมวลผลข้อมูลจากเซนเซอร์ เรดาร์ และสัญญาณสื่อสารในสนามรบแบบเรียลไทม์, NVIDIA Morpheus ตรวจจับภัยคุกคามทางไซเบอร์ นอกจากนี้กองทัพและบริษัทอย่าง Lockheed Martin ใช้ "AI Factory" ของ Nvidia ในการสร้างระบบจำลองการรบที่ซับซ้อน (Digital Twins) เพื่อทดสอบอาวุธใหม่ๆ ในโลกเสมือนก่อนผลิตจริง
กลุ่มนี้เกิดมาเพื่อความมั่นคงโดยตรงและกำลังถูกมองว่าเป็นคลื่นลูกใหม่ที่เปลี่ยนสมดุลอุตสาหกรรมการทหาร
- Palantir Technologies รับสัญญากองทัพบกมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำซอฟต์แวร์ Maven Smart System (MSS) Mission Command ขับเคลื่อนด้วย AI แพลตฟอร์ม AIP และ Gotham กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของข่าวกรองสนามรบสหรัฐฯ และ NATO รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง (โดรน, ดาวเทียม, หน่วยข่าวกรอง) มาไว้ในระบบเดียว
- Anduril Industries พัฒนาระบบควบคุมโดรนอัตโนมัติ (Lattice OS) ระบบป้องกันการโจมตีจากโดรนศัตรู และเข้ามารับช่วงต่อโครงการแว่นตา AR (IVAS) มูลค่า 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจาก Microsoft โดยเน้นการฝังระบบ AI Lattice เข้าไปในอุปกรณ์สวมใส่ของทหารโดยตรง
- Shield AI ผู้พัฒนา “Hivemind” หรือ AI Pilot ที่ทำให้โดรนและเครื่องบินรบสามารถบินได้เองโดยไม่ต้องพึ่ง GPS หรือมนุษย์ควบคุม
- SpaceX ให้บริการดาวเทียมสื่อสารทางทหารผ่านหน่วย Starshield ส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ ถือสัญญาสำคัญกับ National Reconnaissance Office (NRO) การควบรวม xAI เข้ากับ SpaceX อย่างเป็นทางการ ทำให้กองทัพสามารถจัดซื้อเทคโนโลยีแบบครบวงจร ตั้งแต่ดาวเทียม (Starlink), จรวด (Starship) ไปจนถึงสมองกล AI (Grok) ภายใต้บริษัทเดียว
แม้ AI จะโดดเด่น แต่ฮาร์ดแวร์ยังคงเป็นแกนหลักของกองทัพ บริษัทกลุ่มนี้เป็นผู้รับเหมารายใหญ่ที่สุดตามมูลค่าสัญญา รับผิดชอบอาวุธยุทโธปกรณ์หลักของกองทัพมายาวนานหลายปี
- RTX Corporation พัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธ Patriot และเรดาร์
- Lockheed Martin ผลิตเครื่องบินรบล่องหน F-35 และระบบขีปนาวุธ
- Northrop Grumman ผลิตเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหนและระบบอวกาศ
- General Dynamics ผลิตรถถัง ยานเกราะ และเรือดำน้ำ
- Boeing ผลิตเครื่องบินทหารและเฮลิคอปเตอร์โจมตี
รายงาน ระบุว่า ภูมิทัศน์ของการจัดซื้อจัดจ้างทางทหารของสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าบริษัทด้านอากาศยานและกลาโหมจะยังคงครองสัดส่วนงบประมาณหลัก แต่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีจากซิลิคอนแวลลีย์ ทั้งสาย Defense Tech, Software Intelligence และ Cloud Computing Platform กำลังมีบทบาทมากขึ้นในช่วงสองปีมานี้
ภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมกลาโหมจาก “Military-Industrial Complex” แบบดั้งเดิมไปสู่ “Tech-Military Alliance” ที่บริษัทเทคโนโลยีข้างต้นกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสงครามยุคใหม่ เพราะสงครามในปัจจุบันอาจไม่ได้ตัดสินกันที่อาวุธทรงพลัง แต่คือใครมีข้อมูลมากกว่า วิเคราะห์ได้เร็วกว่า คนนั้นคือผู้ที่ได้เปรียบและอาจเป็นผู้ชนะ
อ่านเพิ่มเติม
ที่มาข้อมูล CNBC , Reuters , Army Technology , SGCR
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -