5 เทรนด์ใหญ่โลกเพย์เมนท์2026 ทุกอย่างเชื่อมต่อกัน ไร้พรมแดน ไม่แบ่งแยกอีกต่อไป เงินเฟียตหรือคริปโต

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

5 เทรนด์ใหญ่โลกเพย์เมนท์2026 ทุกอย่างเชื่อมต่อกัน ไร้พรมแดน ไม่แบ่งแยกอีกต่อไป เงินเฟียตหรือคริปโต

Date Time: 17 ม.ค. 2569 14:11 น.

Video

บุกโรงงานขนม “นมแท่ง”  ไพบูลย์​ โปรดักส์  ธุรกิจที่เริ่มด้วยเงินทุน 8 หมื่นบาท I On The Rise EP.24

Summary

Visa คาดการณ์ปี 2026 ระบบการชำระเงินจะเชื่อมโยงทุกรูปแบบ, ไม่แบ่งแยกเงินเฟียตและคริปโต

  • AI จะมีบทบาทมากขึ้นในการตัดสินใจและทำธุรกรรมแทนผู้ใช้, รวมถึงการชำระเงิน
  • Digital Identity จะสำคัญกว่า Password ในการยืนยันตัวตน, เพื่อรับมือการปลอมแปลงตัวตน
  • การชำระเงินออนไลน์จะง่ายขึ้นด้วย Click to Pay และ Passkey, แทนที่การกรอกเลขบัตร
  • เอเชียแปซิฟิกเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการชำระเงิน, มุ่งสู่การทำธุรกรรมข้ามระบบและสกุลเงิน

Latest


โลกชำระเงินกำลังก้าวข้ามคำถามเดิมว่าจะใช้เงินแบบไหน สู่คำถามใหม่ว่าระบบการเงินจะเชื่อมต่อกันได้มากแค่ไหน ล่าสุด Visa ผู้นำด้านการให้บริการการชำระเงินดิจิทัลระดับโลก ประเมินว่าในปี 2026 ระบบเพย์เมนท์จะไม่ถูกแบ่งด้วยเส้นระหว่างเงินเฟียตและคริปโตเคอเรนซีอีกต่อไป แต่จะเป็นโลกที่ทั้งการเงินแบบดั้งเดิม สเตเบิลคอยน์ ดิจิทัลวอลเล็ต และระบบเรียลไทม์ จะทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ

“ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” ถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่พัฒนาเร็วและวิถีชีวิตดิจิทัลที่ผู้คนใช้สมาร์ทโฟนเป็นหลักในยุคช่วงวัย โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศต้นแบบของโลกที่ผู้บริโภคคุ้นเคยกับการชำระและโอนเงินแบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะผู้นำด้าน QR Payment และโมบายแบงก์กิ้ง

Visa ระบุว่า ปี 2026 จะเป็นจุดเปลี่ยนเฟสของระบบการชำระเงิน จากระบบที่แยกเป็นแพลตฟอร์มสู่ระบบที่เชื่อมโยงกันทุกมิติ โดยสามารถสรุปออกมาเป็น 5 เทรนด์หลักที่จะกำหนดทิศทางโลกเพย์เมนท์ได้ ดังนี้

ไม่ต้องเลือกข้างอีกต่อไป เงินเฟียตและคริปโตจะเดินคู่กัน

การถกเถียงว่าเงินดั้งเดิมหรือคริปโตฯ ใครจะเป็นผู้ชนะกำลังสิ้นสุดลง เพราะอนาคตคือการใช้ทั้งสองระบบควบคู่กัน โดย Visa มองว่าอนาคตของระบบการเงินคือการผสานทั้งสองเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะสเตเบิลคอยน์ที่กำลังถูกนำมาเชื่อมต่อกับระบบการชำระเงินกระแสหลัก

ปัจจุบันสเตเบิลคอยน์มีมูลค่ารวมกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง Visa ได้สนับสนุนบัตรที่เชื่อมต่อกับสเตเบิลคอยน์แล้วมากกว่า 130 โปรแกรมใน 40 ประเทศ มียอดชำระเงินต่อปีราว 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเปิดให้ทำธุรกรรมผ่าน Visa Direct และพันธมิตรอย่าง Nium ช่วยให้การโอนเงินระหว่างเงินเฟียตและเงินดิจิทัลเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วขึ้น ไม่ใช่แค่การทดลองเชิงเทคโนโลยีอีกต่อไป ขณะที่ประเทศในเอเชียแปซิฟิกอย่าง สิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น เริ่มมีกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนมากขึ้น และประเทศไทยก็กำลังเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน

AI กลายเป็นผู้เล่นใหม่ของโลกการค้า จ่ายเงินได้แทนคน

AI กำลังเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือช่วยค้นหาไปสู่ “เอเจนต์”  ที่สามารถตัดสินใจและทำธุรกรรมแทนผู้ใช้ ตั้งแต่ค้นหา เปรียบเทียบ เลือกซื้อ ไปจนถึงการชำระเงิน หรือที่เรียกว่า Agentic Commerce

สัญญาณนี้เริ่มชัดเจนแล้ว เมื่อแพลตฟอร์ม Generative AI ในสหรัฐฯ สร้างทราฟฟิกค้าปลีกออนไลน์เติบโตถึง 4,700% แบบปีต่อปีในเดือนกรกฎาคม 2568 และด้วยศักยภาพด้านดิจิทัลของเอเชียแปซิฟิก การเปลี่ยนผ่านลักษณะนี้มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาค

ไม่เพียงฝั่งผู้บริโภค ธุรกิจเองก็เร่งปรับตัว โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิกซึ่งมีบริษัทกว่า 200 ล้านแห่ง และเป็นศูนย์กลางเส้นทางการค้าหลักของโลก โดย Visa ระบุว่าเกิดเทรนด์ “Consumerisation of B2B” เมื่อผู้ประกอบการต้องการประสบการณ์การชำระเงินที่ง่าย รวดเร็ว และไร้รอยต่อ ไม่ต่างจากฝั่งผู้บริโภค นำไปสู่การพัฒนาระบบที่เอื้อให้ร้านค้าสามารถทำงานร่วมกับ AI Agent ได้อย่างมั่นใจ

Digital Identity จะสำคัญกว่า Password

เมื่อ AI ทำให้การปลอมแปลงตัวตนซับซ้อนขึ้น “การยืนยันตัวตน” จึงกลายเป็นยุทธศาสตร์หลักของระบบการชำระเงินในปีนี้ โดย Visa ชี้ว่าความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และเครือข่ายการชำระเงินจะเข้มข้นขึ้นเพื่อรับมือกับอาชญากรรมยุคใหม่

เทคโนโลยีอย่าง Tokenisation การแทนข้อมูลบัตรด้วยโทเค็นเฉพาะ และ Biometrics เช่น ลายนิ้วมือและใบหน้าจะถูกใช้เป็นมาตรฐาน ช่วยลดความเสี่ยงจากการทุจริต ขณะที่เครือข่ายการชำระเงินต้องลงทุนในระบบป้องกันการหลอกลวงเชิงรุก เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่มาจาก AI

โลก eCommerce ลาก่อนการกรอกเลขบัตร

ประสบการณ์ชำระเงินออนไลน์กำลังเปลี่ยนจากขั้นตอนยาวและซับซ้อนสู่การจ่ายเงินที่ “คลิกเดียวจบ” Visa ระบุว่า งานวิจัยพบว่า 6 ใน 10 ผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกเคยประสบปัญหาการชำระเงินด้วยบัตรในรอบปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ลืมข้อมูลบัตรไปจนถึง OTP ไม่ผ่าน ส่งผลให้ร้านค้าสูญเสียโอกาสทางรายได้ ทำให้ฟีเจอร์อย่าง Click to Pay และระบบยืนยันตัวตนแบบ Passkey จะเข้ามาแทนที่การกรอกหมายเลขบัตรแบบเดิม ทำให้การซื้อขายออนไลน์รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็ปลอดภัยกว่าเดิม

การชำระเงินจะเชื่อมต่อกันทุกระบบ ทุกสกุลเงิน ไร้พรมแดน

เอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นห้องทดลองนวัตกรรมการชำระเงิน ตั้งแต่ QR Payment ดิจิทัลวอลเล็ต ไปจนถึงระบบเรียลไทม์อย่างพร้อมเพย์ของไทย ซึ่งกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในชีวิตประจำวัน

Visa มองว่า ปีนี้จะเป็นจุดเร่งสำคัญของการเชื่อมต่อระหว่าง เงินสด บัตร วอลเล็ต และสินทรัพย์ดิจิทัล และทำให้โลกเพย์เมนท์ก้าวสู่ยุคที่ผู้ใช้ไม่ต้องสนใจว่าเงินอยู่ในรูปแบบใดหรืออยู่บนแพลตฟอร์มไหน แต่สามารถทำธุรกรรมข้ามระบบข้ามสกุลเงินและข้ามประเทศได้อย่างราบรื่น โดยมีโครงสร้างพื้นฐานแบบ Cloud-native และ API-first เป็นแกนกลางที่จะได้รับการสนับสนุนมากยิ่งขึ้นจากรัฐบาลและภาคธุรกิจ

โดยสรุปแล้ว Visa มองว่าปี 2026 การเปลี่ยนแปลงของโลกการชำระเงินจะก้าวไปอีกขั้น จากระบบที่คนต้องจัดการเองสู่ระบบอัจฉริยะที่เชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงประเทศไทยเองกำลังยืนอยู่แถวหน้าของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

อ่านเพิ่มเติม 


ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ