
Visa คาดการณ์ปี 2026 ระบบการชำระเงินจะเชื่อมโยงทุกรูปแบบ, ไม่แบ่งแยกเงินเฟียตและคริปโต
โลกชำระเงินกำลังก้าวข้ามคำถามเดิมว่าจะใช้เงินแบบไหน สู่คำถามใหม่ว่าระบบการเงินจะเชื่อมต่อกันได้มากแค่ไหน ล่าสุด Visa ผู้นำด้านการให้บริการการชำระเงินดิจิทัลระดับโลก ประเมินว่าในปี 2026 ระบบเพย์เมนท์จะไม่ถูกแบ่งด้วยเส้นระหว่างเงินเฟียตและคริปโตเคอเรนซีอีกต่อไป แต่จะเป็นโลกที่ทั้งการเงินแบบดั้งเดิม สเตเบิลคอยน์ ดิจิทัลวอลเล็ต และระบบเรียลไทม์ จะทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ
“ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” ถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่พัฒนาเร็วและวิถีชีวิตดิจิทัลที่ผู้คนใช้สมาร์ทโฟนเป็นหลักในยุคช่วงวัย โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศต้นแบบของโลกที่ผู้บริโภคคุ้นเคยกับการชำระและโอนเงินแบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะผู้นำด้าน QR Payment และโมบายแบงก์กิ้ง
Visa ระบุว่า ปี 2026 จะเป็นจุดเปลี่ยนเฟสของระบบการชำระเงิน จากระบบที่แยกเป็นแพลตฟอร์มสู่ระบบที่เชื่อมโยงกันทุกมิติ โดยสามารถสรุปออกมาเป็น 5 เทรนด์หลักที่จะกำหนดทิศทางโลกเพย์เมนท์ได้ ดังนี้
การถกเถียงว่าเงินดั้งเดิมหรือคริปโตฯ ใครจะเป็นผู้ชนะกำลังสิ้นสุดลง เพราะอนาคตคือการใช้ทั้งสองระบบควบคู่กัน โดย Visa มองว่าอนาคตของระบบการเงินคือการผสานทั้งสองเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะสเตเบิลคอยน์ที่กำลังถูกนำมาเชื่อมต่อกับระบบการชำระเงินกระแสหลัก
ปัจจุบันสเตเบิลคอยน์มีมูลค่ารวมกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง Visa ได้สนับสนุนบัตรที่เชื่อมต่อกับสเตเบิลคอยน์แล้วมากกว่า 130 โปรแกรมใน 40 ประเทศ มียอดชำระเงินต่อปีราว 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเปิดให้ทำธุรกรรมผ่าน Visa Direct และพันธมิตรอย่าง Nium ช่วยให้การโอนเงินระหว่างเงินเฟียตและเงินดิจิทัลเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วขึ้น ไม่ใช่แค่การทดลองเชิงเทคโนโลยีอีกต่อไป ขณะที่ประเทศในเอเชียแปซิฟิกอย่าง สิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น เริ่มมีกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนมากขึ้น และประเทศไทยก็กำลังเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน
AI กำลังเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือช่วยค้นหาไปสู่ “เอเจนต์” ที่สามารถตัดสินใจและทำธุรกรรมแทนผู้ใช้ ตั้งแต่ค้นหา เปรียบเทียบ เลือกซื้อ ไปจนถึงการชำระเงิน หรือที่เรียกว่า Agentic Commerce
สัญญาณนี้เริ่มชัดเจนแล้ว เมื่อแพลตฟอร์ม Generative AI ในสหรัฐฯ สร้างทราฟฟิกค้าปลีกออนไลน์เติบโตถึง 4,700% แบบปีต่อปีในเดือนกรกฎาคม 2568 และด้วยศักยภาพด้านดิจิทัลของเอเชียแปซิฟิก การเปลี่ยนผ่านลักษณะนี้มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาค
ไม่เพียงฝั่งผู้บริโภค ธุรกิจเองก็เร่งปรับตัว โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิกซึ่งมีบริษัทกว่า 200 ล้านแห่ง และเป็นศูนย์กลางเส้นทางการค้าหลักของโลก โดย Visa ระบุว่าเกิดเทรนด์ “Consumerisation of B2B” เมื่อผู้ประกอบการต้องการประสบการณ์การชำระเงินที่ง่าย รวดเร็ว และไร้รอยต่อ ไม่ต่างจากฝั่งผู้บริโภค นำไปสู่การพัฒนาระบบที่เอื้อให้ร้านค้าสามารถทำงานร่วมกับ AI Agent ได้อย่างมั่นใจ
เมื่อ AI ทำให้การปลอมแปลงตัวตนซับซ้อนขึ้น “การยืนยันตัวตน” จึงกลายเป็นยุทธศาสตร์หลักของระบบการชำระเงินในปีนี้ โดย Visa ชี้ว่าความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และเครือข่ายการชำระเงินจะเข้มข้นขึ้นเพื่อรับมือกับอาชญากรรมยุคใหม่
เทคโนโลยีอย่าง Tokenisation การแทนข้อมูลบัตรด้วยโทเค็นเฉพาะ และ Biometrics เช่น ลายนิ้วมือและใบหน้าจะถูกใช้เป็นมาตรฐาน ช่วยลดความเสี่ยงจากการทุจริต ขณะที่เครือข่ายการชำระเงินต้องลงทุนในระบบป้องกันการหลอกลวงเชิงรุก เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่มาจาก AI
ประสบการณ์ชำระเงินออนไลน์กำลังเปลี่ยนจากขั้นตอนยาวและซับซ้อนสู่การจ่ายเงินที่ “คลิกเดียวจบ” Visa ระบุว่า งานวิจัยพบว่า 6 ใน 10 ผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกเคยประสบปัญหาการชำระเงินด้วยบัตรในรอบปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ลืมข้อมูลบัตรไปจนถึง OTP ไม่ผ่าน ส่งผลให้ร้านค้าสูญเสียโอกาสทางรายได้ ทำให้ฟีเจอร์อย่าง Click to Pay และระบบยืนยันตัวตนแบบ Passkey จะเข้ามาแทนที่การกรอกหมายเลขบัตรแบบเดิม ทำให้การซื้อขายออนไลน์รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็ปลอดภัยกว่าเดิม
เอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นห้องทดลองนวัตกรรมการชำระเงิน ตั้งแต่ QR Payment ดิจิทัลวอลเล็ต ไปจนถึงระบบเรียลไทม์อย่างพร้อมเพย์ของไทย ซึ่งกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในชีวิตประจำวัน
Visa มองว่า ปีนี้จะเป็นจุดเร่งสำคัญของการเชื่อมต่อระหว่าง เงินสด บัตร วอลเล็ต และสินทรัพย์ดิจิทัล และทำให้โลกเพย์เมนท์ก้าวสู่ยุคที่ผู้ใช้ไม่ต้องสนใจว่าเงินอยู่ในรูปแบบใดหรืออยู่บนแพลตฟอร์มไหน แต่สามารถทำธุรกรรมข้ามระบบข้ามสกุลเงินและข้ามประเทศได้อย่างราบรื่น โดยมีโครงสร้างพื้นฐานแบบ Cloud-native และ API-first เป็นแกนกลางที่จะได้รับการสนับสนุนมากยิ่งขึ้นจากรัฐบาลและภาคธุรกิจ
โดยสรุปแล้ว Visa มองว่าปี 2026 การเปลี่ยนแปลงของโลกการชำระเงินจะก้าวไปอีกขั้น จากระบบที่คนต้องจัดการเองสู่ระบบอัจฉริยะที่เชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงประเทศไทยเองกำลังยืนอยู่แถวหน้าของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
อ่านเพิ่มเติม
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -