
หากให้ลองนึกถึงชื่อของนักลงทุนเน้นคุณค่า หรือ Value Investor (VI) หลายคนอาจจะนึกภาพของคุณปู่นักลงทุนในตำนานอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ แต่ถ้ามามองที่ไทย เชื่อว่าอีกหลายคนก็จะนึกถึงตำนานที่ยังมีลมหายใจ อย่าง “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” ที่เน้นการลงทุนในหุ้นคุณค่าและเป็นหนึ่งในบุคคลที่เอาชนะวิกฤตของตลาดมาได้อย่างยาวนาน
หัวใจสำคัญของตัวตน ดร.นิเวศน์ คือการเปลี่ยนกรอบความคิดครั้งใหญ่ ไม่ได้มองตัวเองเป็น “นักเทรดหุ้น” ที่วิ่งไล่ตามความผันผวนของราคาในแต่ละวัน แต่มองตัวเองเป็น “เจ้าของธุรกิจ” ที่บังเอิญใช้ตลาดหุ้นเป็นเครื่องมือในการจัดสรรเงินทุน แนวคิด “เจ้าของธุรกิจ” นี้เองที่ทำให้ ดร.นิเวศน์ ผ่านพ้นความผันผวนอันโหดร้ายนับตั้งแต่ปลายยุค 90 มาได้
ท่ามกลางกระแสการเก็งกำไรที่ใครต่อใครมองว่าเป็น “กลยุทธ์” ในทุกวันนี้ ชายคนนี้ยังคงยืดหยัดอยู่บนแนวคิด Value Investing จนกลายเป็นผู้บุกเบิกกลยุทธ์นี้เป็นคนแรก ๆ ของประเทศไทย คนที่เปลี่ยนบาดแผลจากวิกฤตเศรษฐกิจ ผ่านบทเรียนในตลาดทุนกว่า 30 ปีให้กลายเป็นพิมพ์เขียวของความมั่งคั่งมาจนถึงปัจจุบัน
แต่กว่าจะมาเป็นสถาปนิกของพอร์ตหมื่นล้านคนนี้ได้ บทความนี้ Thairath Money ในคอลัมน์ How to Make Money จะพาย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของ ดร.นิเวศน์ จากเด็กชายที่มีต้นทุนชีวิตเพียงอย่างเดียวคือความมุ่งมั่นที่จะอยู่รอด ที่กลายมาเป็นคนที่รักในวิกฤต และใช้มันสร้างความมั่งคั่งระดับหมื่นล้านในวันนี้ ผ่าน 4 บทเรียนจากชีวิตจริงของ ดร.นิเวศน์ ที่ไม่ได้สะท้อนแค่เรื่องการเงิน การลงทุนเท่านั้น
ย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้น สิ่งหนึ่งที่ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ย้ำเตือนให้เห็นเสมอ คือ คำกล่าวที่ว่า “มนุษย์เลือกเกิดไม่ได้” ดร.นิเวศน์เล่าเสมอว่า ต้นทุนชีวิตของเขานั้นไม่เท่าคนอื่น ดร.นิเวศน์ เกิดในปี 2496 โดยครอบครัวเป็นผู้อพยพมาจากเมืองจีน ไม่ได้แม้กระทั่งเสื่อผืนหมอนใบติดตัวมา มีเพียงค่าตั๋วเรือเที่ยวเดียวมาถึงไทย
ดร.นิเวเวศน์เป็นบุตรคนสุดท้องของบ้านจากลูกทั้งหมด 3 คน คุณพ่อ คุณแม่ต้องทำงานรายวันเพื่อแลกกับเงิน วันไหนไม่ทำงาน ก็เท่ากับไม่มีเงิน แต่ชีวิตกลับไม่เคยต้องอด เพราะยังมีพี่น้องที่พึ่งพาอาศัยกันอยู่เสมอ เช่นเดียวกับพี่ ๆ ที่ต้องออกไปทำงานจนไม่ได้เข้าศึกษา มีเพียง ดร.นิเวศน์เท่านั้นที่มีโอกาสได้ร่ำเรียน เขาจึงตั้งใจไขว้คว้าด้านการศึกษาเป็นพิเศษ
ดร.นิเวศน์เคยเล่าอยู่บ่อยครั้งว่า เพราะเขาเป็นคนตัวเล็ก จึงไปทำงานไม่ได้ เลยได้เข้าเรียนเพียงคนเดียว ซึ่งสิ่งนี้ปูทางให้เขามีโอกาสมากกว่าคนอื่น จึงตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และด้วยความเป็นเลิศทั้งด้านคำนวณและวิทยาศาสตร์ ก็เป็นการเปิดทางสู่เส้นทางการศึกษาที่ช่วยต่อยอดด้านความคิดมาจนถึงปัจจุบัน
“การเรียนเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต... มันเป็นการลงทุนแรงงาน เราไม่จำเป็นต้องมีเงิน... และไม่มีใครขโมยทรัพย์สมบัติอันนี้ไปได้ด้วย” ดร.นิเวศน์ กล่าว
สำหรับคนที่มีต้นทุนชีวิตต่ำ การตั้งใจศึกษาหาความรู้เป็นหนทางสร้างตัวที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ดร.นิเวศน์ เริ่มต้นการศึกษาจากรั้วโรงเรียนวัดดอน แม้ฐานะจะเสียเปรียบแต่ท่านก็สามารถใช้ผลลัพธ์ทางการศึกษาเป็นเครื่องมือในการทำลายเพดานทางสังคม
เพราะเรียนเก่งจึงสอบได้โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ก่อนจะสอบเข้าเรียนต่อในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และเพราะเก่งคำนวณ และชื่นชอบในวิทยาศาสตร์ ต่อมาก็สามารถสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคเครื่องกลได้สำเร็จ
หลังสำเร็จการศึกษา ดร.นิเวศน์ที่ได้ทำงานเป็นวิศวกรเต็มตัว ค้นพบว่างานวิศวกรจำกัดอยู่แค่ในโรงงาน เงินเดือนโตช้า แตกต่างจากสายการเงินที่รายได้เติบโตแบบก้าวกระโดด จึงตัดสินใจเข้าศึกษาต่อ MBA ในระดับปริญญาโทที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือนิด้า
ดร.นิเวศน์ยังไม่ได้ตัดสินใจลาออกจากงานในโรงงาน แต่ขอทำงาน 3 วันพร้อมกับไปเข้าเรียน 3 วัน โดยแลกเปลี่ยนกับการรับเงินเดือนเพียงครึ่งเดียว
หลังเรียนจบปริญญาโทมา ดร.นิเวศน์ระบุว่า ความอยากก้าวหน้ายังไม่จบแค่นั้น จึงเลือกเดินในเส้นทางการศึกษาต่อ ตัดสินใจขอทุนปริญญาเอกไปศึกษาต่อที่ University of Mississippi มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา โดยเลือกเรียนต่อในด้านการเงิน และหลังจากนั้นบินกลับมาไทยตอนอายุได้ 32 ปี
เมื่อกลับมาบ้านเกิด ดร.นิเวศน์ เล่าว่าเขากลับมาตัวเปล่า เพราะใช้เงินเก็บทั้งหมดไปกับการศึกษา จึงจำเป็นต้องใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์สุดขีด ถึงขั้นที่เลือกซื้อแหวนแต่งงานภรรยาจากโกดังสินค้าในสหรัฐอเมริกาเพราะมีราคาถูกกว่าร้านเพชรทั่วไป
หลังกลับมา ดร.นิเวศน์ได้เข้าทำงานในด้านการเงินกับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันการเงินเจ้าใหญ่แห่งหนึ่งของไทย การทำงานในที่นี้ทำให้ ดร.นิเวศน์ได้เข้าไปคลุกคลีกับตลาดทุน และได้รับรู้ถึงวิกฤตแรกในตลาดการเงินอย่าง Black Monday หรือวันที่ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงแรงครั้งประวัติศาสตร์
นับจากนั้นเป็นต้นมา ในช่วง 10 ปีแรก ดร.นิเวศน์ก็เริ่มลงทุนมาต่อเนื่อง แต่เป็นการลงทุนแบบป้องกันความเสี่ยงของตัวเอง ลงไม่เยอะ ด้วยเงินเก็บเพียงเล็กน้อย จนกระทั่งย้ายมาทำงานใน Investment Banking ตลาดหุ้นไทยทะยานขึ้นมหาศาล แต่ดร.นิเวศน์ระบุว่า เขาไม่เคยบันทึกการลงทุนใด ๆ เลยทำให้ไม่ทราบว่าได้กำไรหรือขาดทุนตลอดช่วงนั้น
หลังผ่านเหตุการณ์วันจันทร์ทมิฬไปแล้ว 10 ปี เข้าสู่ปี 2540 ตลาดการเงินเกิดวิกฤตขึ้นอีกครั้ง “วิกฤตต้มยำกุ้ง” หรือวิกฤตการเงินในเอเชีย ในช่วงที่เริ่มเก็บเงินได้ ดร.นิเวศน์กลับต้องตกงาน รับซองขาวแบบ กะทันหันในวัย 42 ปี และเป็นครั้งแรกที่ทำให้ ดร.นิเวศน์ได้ “เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส”
ด้วยภาระที่ต้องค้ำจุนครอบครัว ลูกที่กำลังเรียนอยู่ จุดนั้นนำมาสู่ “การลงทุนเพื่อชีวิต” ด้วยเงินเก็บที่มีหนึ่งก้อน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลง ตลาดหุ้นไทยร่วงแรง และนั่นคือ จุดกำเนิดของนักลงทุนสายคุณค่า
ดร.นิเวศน์เคยเล่าไว้ว่า ยุคนั้นคนตกใจ วิกฤตเศรษฐกิจทำตลาดหุ้นไทยร่วงลงมาหนักมาก แต่ในวิกฤตที่สร้างผลกระทบชั่วคราวนั้น ยังมีบริษัทที่ยังทำกำไร จ่ายปันผลดี ซึ่งบางหุ้นจ่ายปันผลมากถึง 10% ต่อปี นั่นเท่ากับว่า หากมี 10 ล้าน จะได้ปันผลปีละ 1 ล้าน เมื่อหักลบกับค่าใช้จ่าย ก็จะยังมีเงินเหลือเก็บอีกหลายแสน
ดร.นิเวศน์จึงทุ่มหมดหน้าตัก เลือกหุ้นที่เขามองว่าเป็นหุ้นคุณภาพ 6-7 ตัวและรอกินเงินปันผล และจากเงิน 10 ล้านในตอนนั้น พร้อมกับยึดแนวคิดที่ว่า “ลงโดยไม่คิดว่าจะขายหุ้น” เหตุผลหนึ่งคือ เมื่อธุรกิจทำเงินได้ดี ลงทุนเพิ่มเพื่อขยายกิจการ กำไรโต จ่ายปันผลต่อเนื่อง เราก็ลงทุนไปเพื่อปันผลในระยะยาว ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือ ยุคนั้นต่อให้หุ้นดีราคาถูก ก็ยังไม่มีใครมีเงินที่จะซื้อหุ้น มีแต่คนอยากขาย
ผ่านไปหลายสิบปี กลับงอกเงยเป็นผลตอบแทนคืนมามากกว่า 400 เท่า เพราะบริษัทมันใหญ่ขึ้น กำไรดีขึ้น ปันผลจึงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดร.นิเวศน์มักจะเน้นย้ำเสมอว่า อย่ามองแค่ว่าเราลงทุนในหุ้น ๆ หนึ่ง “เวลาเราลงทุนจริง ๆ เราไม่ได้ลงทุนไปเล่นหุ้นนะ... แต่เราลงทุนทำธุรกิจ ลงทุนซื้อส่วนหนึ่งของธุรกิจ ซื้อแล้วก็ปล่อยให้เขาทำไป”
ดร.นิเวศน์ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้วถึง 4 ครั้ง โดย ดร. เล่าผ่านรายการ Money Secret EP.21 ของ Thairath Money ระบุว่า ทุกครั้งที่มีวิกฤต นั่นคือโอกาส สำหรับนักลงทุนระยะยาว วิกฤตเป็นสิ่งที่ดีเสมอ เพราะเป็นช่วงเวลาที่หุ้นดี ๆ ถูกเลหลังขายในราคาถูกมาก แม้ปีที่เกิดวิกฤตพอร์ตอาจจะติดลบหรือโตน้อย แต่เมื่อวิกฤตผ่านพ้นไป พอร์ตจะสร้างกำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ผลตอบแทนพอร์ต ดร.นิเวศน์
ดร.นิเวศน์กล่าวด้วยว่า คนที่จะรวยจากหุ้นได้ต้องมี 2 ข้อ หนึ่งคือต้องมีความเชี่ยวชาญสูงมาก ซึ่งต้องมาพร้อมกับจังหวะเวลา (Timing) และโชคที่ดีมาก “คนที่รวยจนเปลี่ยนชีวิตของตัวเองได้เพราะตลาดหุ้นมีเพียงคนส่วนน้อยมาก ๆ ตลาดหุ้นไม่ใช่สถานที่ที่จะทำให้ทุกคนรวยได้ตลอดเวลา มันก็มีช่วงเวลาที่ทำให้คนจนลงได้เช่นกัน”
“ทุกวันนี้ผมก็ยังรอโชคอยู่เลย ช่วงหลายปีมานี้แย่เลย โชคไม่มา แต่เราก็ยังอยู่ไง” ดร.นิเวศน์กล่าว “ก็แค่อดทนให้พอ แล้วก็รอให้เป็น แล้วโชคจะมาเอง”
ปัจจุบันนี้ ดร.นิเวศน์ก็ยังคงถือพอร์ตลงทุนที่สะสมมาอย่างยาวนานตามวิถี VI อยู่ต่อเนื่อง โดยดร.นิเวศน์ยังคงมุ่งเน้นการลงทุนใน 3 ตลาดหลัก เพื่อกระจายความเสี่ยง ประกอบไปด้วย
ย้อนกลับไปอีกสักนิด แม้ว่า ดร.นิเวศน์จะได้รับเงินปันผลจากการลงทุนหุ้นปีละหลายล้าน แต่หลังจากผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งมา เขาก็ยังเดินกลับไปเข้าสนามการทำงาน รับตำแหน่งผู้บริหารแบงก์อยู่อีกหลายปี กระทั่งตัดสินใจเกษียณในวัย 51 ปี เพื่อออกมาทำในสิ่งที่ตัวเองรัก
นอกจากนี้ วิถีชีวิตของ ดร.นิเวศน์ ยังสวนทางกับตัวเลขในบัญชีอย่างสิ้นเชิง กับภาพจำที่ใครหลายคนเห็น คือชายผู้แต่งตัวเรียบง่าย ใช้ชีวิตอย่างสมถะ และยังคงมีนิสัยมัธยัสถ์อดออมติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ๆ
ความประหยัดนี้ไม่ใช่การฝืนทน แต่มาจากปรัชญาที่มองว่า “ความรวยไม่ได้เท่ากับความสุขเสมอไป” เงินอาจช่วยซื้อความสะดวกสบายหรือปัดเป่าความทุกข์จากความเจ็บป่วยได้ แต่ไม่สามารถเติมเต็มความสุขที่แท้จริงซึ่งเกิดจากความสงบในจิตใจและจากครอบครัวได้
ดร.นิเวศน์ มองเห็นว่าการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไม่ได้สร้างความสุขให้เขาเท่ากับการได้เห็นเงินเติบโตจากการลงทุน การใช้ชีวิตที่เรียบง่ายเช่นนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงวินัยทางการเงินที่แข็งแกร่งตั้งแต่เริ่มเก็บออมในวัยทำงาน แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันว่า “อิสรภาพทางการเงินที่แท้จริง คือการมีเงินมากพอที่จะเลือกใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเอง โดยไม่ต้องวิ่งตามค่านิยมของสังคม”
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่มีสูตรตายตัว แต่เราเรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จและนำมันมาปรับใช้ได้ และถ้าคุณคือคนหนึ่งที่อยากจะถอดสูตรการเอาชนะตลาด และเส้นทางความมั่งคั่งของ VI ระดับตำนาน มาเจอกับ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรได้ที่งาน Money Fest 2026 วันที่ 12 กันยายนนี้ ลงทะเบียนฟรี ได้ที่ https://event.thairath.co.th/all/event/TREVENT017
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง:
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney