ดร.นิเวศน์ ถอดบทเรียน 30 ปีในตลาดหุ้น เผยวิธีคิดที่พาผ่านทุกวิกฤต พร้อมแนวทางจัดพอร์ตยุคใหม่

Personal Finance

Wealth Management

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ดร.นิเวศน์ ถอดบทเรียน 30 ปีในตลาดหุ้น เผยวิธีคิดที่พาผ่านทุกวิกฤต พร้อมแนวทางจัดพอร์ตยุคใหม่

Date Time: 5 ก.ค. 2569 13:37 น.

Video

ถ้ารู้ตัวช้า เงินน้อย แถมยังมีหนี้ วัยเกษียณเราจะรอดไหม? กับ ฟ้า ญาดา x ลูกหมู นฤมล I Money Issue EP.63

Summary

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร แนะลงทุนยุคใหม่เลิกหวังรวยเร็ว เน้นผลตอบแทน 5-7% กระจายพอร์ต 3 ส่วน มองวิกฤตคือโอกาสซื้อของถูก จะสำเร็จได้ต้องมีความรู้ ความอดทน และโชค

Latest


ผ่านวิกฤตตลาดหุ้นมาแล้ว 4 ครั้ง แต่พอร์ตยังเติบโตจนมีมูลค่าระดับหมื่นล้านบาท…

อะไรคือวิธีคิดที่ทำให้ "ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" กลายเป็นหนึ่งในนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของไทย

ตลอดกว่า 30 ปีในตลาดทุน ชายผู้เป็นต้นแบบของนักลงทุน VI ผ่านมาทั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง ฟองสบู่ดอทคอม วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ไปจนถึงโควิด-19 สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ผลตอบแทน แต่เป็น "วิธีคิด" ที่ทำให้สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ แม้ต้องเผชิญวันที่ตลาดผันผวนที่สุด

Thairath Money มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.นิเวศน์ ในรายการ Money Secret EP.21 ถึงบทเรียนตลอดเส้นทางการลงทุน มุมมองต่อวิกฤต วิธีจัดพอร์ตในโลกยุคใหม่ และคุณสมบัติสำคัญของนักลงทุนที่อยากประสบความสำเร็จในระยะยาว

"วิกฤตคือโอกาสทอง" ของนักลงทุนระยะยาว

ตลอดเส้นทางกว่า 30 ปีในตลาดหุ้น ดร.นิเวศน์ เผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ถึง 4 ครั้ง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ พอร์ตการลงทุนกลับแทบไม่สะเทือน และยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในรอบฟื้นตัว

ดร.นิเวศน์ เล่าว่า สำหรับการทุนระยะยาวนั้น การเกิดวิกฤตถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้ราคาหุ้นเกือบทุกตัวในตลาดปรับตัวลดลงมาอย่างหนัก และการได้ซื้อหุ้นของบริษัทที่ดีในราคาที่ถูก คือปัจจัยสำคัญที่สร้างโอกาสในการทำกำไรมหาศาล

เห็นได้ชัดจากพอร์ตการลงทุนของ ดร.นิเวศน์ ในช่วง 4 วิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า "ผลตอบแทนที่แท้จริงไม่ได้มาจากปีที่เกิดวิกฤต แต่คือปีหลังจากที่วิกฤตผ่านพ้นไป"

วิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2540)

นับเป็นวิกฤตที่ร้ายแรงที่สุด ทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นพังทลายพร้อมกัน ดัชนีตกลงไปกว่า 50% แต่พอร์ตของ ดร.นิเวศน์ ยังบวกได้ราว 10% และการใช้เงินไปซื้อหุ้นถูกๆ ในช่วงเวลานั้น ทำให้ในปีถัดมาพอร์ตกระโดดขึ้นไปบวกถึง 50%

วิกฤตดอทคอม (ปี 2543)

หุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ฟองสบู่แตกจนร่วงไปถึง 90% ตลาดหุ้นไทยก็ร่วงตามไปกว่า 40% แม้ตลาดจะซบเซา แต่ปีนั้น ดร.นิเวศน์ ยังทำกำไรได้ประมาณ 20% และในปีรุ่งขึ้นพอร์ตทะยานขึ้นไปบวกถึง 70%

วิกฤตซับไพรม์ (ปี 2551)

เป็นวิกฤตหนี้เสียจากสหรัฐฯ ที่ลามไปทั่วโลกรวมถึงหุ้นไทย ปีนั้นพอร์ตของ ดร.นิเวศน์ ขาดทุนไป 15% แต่การเข้าซื้อหุ้นในตอนที่ตลาดตกลงไปครึ่งหนึ่ง ทำให้ปีต่อมาพอร์ตเติบโตกลับมาถึง 140%

วิกฤตโควิด-19 (ปี 2562-2563)

ตลาดหุ้นเกิดการเทขายรุนแรงในระยะเวลาสั้นๆ พอร์ตของ ดร.นิเวศน์ ติดลบประมาณ 10% แต่เมื่อตั้งสติและลงทุนต่อ ในปีถัดมาพอร์ตก็สามารถบวกกลับคืนมาได้ 20%

สิ่งที่เห็นร่วมกันจากแต่ละวิกฤตที่ผ่านมาคือ ผลตอบแทนก้อนใหญ่ไม่ได้เกิดในปีที่เกิดวิกฤต แต่เกิดหลังจากวิกฤตผ่านพ้นไป

นั่นหมายความว่า… นักลงทุนที่สามารถรักษาวินัย ไม่ตื่นตระหนก และยังกล้าลงทุนในวันที่คนส่วนใหญ่หวาดกลัว มักเป็นผู้ที่ได้รับผลตอบแทนดีที่สุดเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว

ดร.นิเวศน์ มองว่า สำหรับนักลงทุนระยะยาว การเกิดวิกฤตไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือช่วงเวลาที่ได้ซื้อหุ้นของบริษัทดีในราคาที่ถูกลง ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างผลตอบแทนในอนาคต 

“การที่เกิดวิกฤตเป็นสิ่งที่ดี เพราะเราได้ซื้อหุ้นถูก…ทุกวันนี้ผมรอวิกฤต ตอนนี้ผมบอกเลย ผมรออยู่นะ ไม่มาสักที เรารักวิกฤต เราอยากให้มา” ดร.นิเวศน์ กล่าว

ดร.นิเวศน์ จัดพอร์ตลงทุนในปี 2569 อย่างไร  ?

ดร.นิเวศน์ มองว่า หลักการ VI ยังคงเป็นแนวคิดการลงทุนที่ดี แต่บริบทของตลาดได้เปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้น สำหรับโลกการลงทุนยุคใหม่ แนะนำว่า ให้เลิกคิดเรื่องการเล่นหุ้นเพื่อความร่ำรวย แต่ให้มองหาผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลระดับ 5-7% ต่อปี เพื่อเอาชนะเงินเฟ้อและปกป้องความมั่งคั่ง

และปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเลือกหุ้นรายตัวเสมอไป แต่สามารถใช้กองทุนรวมเพื่อกระจายความเสี่ยง และเน้นหุ้นพื้นฐานที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ ไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของราคาหุ้นบนกระดานมากนัก

นอกจากนี้ ยังแนะนำว่า พอร์ตการลงทุนต้องมีการกระจายลงทุนในต่างประเทศด้วย โดยแบ่งเป็นเงินออกเป็น 3 ก้อนหลักๆ ได้แก่

  • ตลาดหุ้นเวียดนาม - เวียดนามมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) สูงถึงปีละ 7% ภาคธุรกิจและการส่งออกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นขุมทรัพย์สำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากการเติบโต
  • ตลาดหุ้นโลก และตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา - โลกอนาคตถูกขับเคลื่อนด้วยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ดร.นิเวศน์ จึงจัดพอร์ตส่วนหนึ่งไปยังตลาดโลกเพื่อลงทุนในบริษัทระดับ Mega-Cap อย่าง Nvidia, Apple หรือ Google ซึ่งมีฐานลูกค้าและสร้างรายได้จากทั่วทุกมุมโลก
  • ตลาดหุ้นไทย - การมีหุ้นไทยที่จ่ายปันผลสูงระดับ 5-6% ต่อปี ยังคงมีความจำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและใช้เป็นกระแสเงินสดสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

3 สิ่งที่ “นักลงทุนหมื่นล้าน” ต้องมี

ดร.นิเวศน์ ได้ฝากข้อคิดสำคัญที่ทำให้นักลงทุนสามารถเอาตัวรอดและประสบความสำเร็จได้ ซึ่งประกอบไปด้วย 

“ความรู้และวินัย” ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกหุ้นเก่ง แต่ต้องเข้าใจภาพรวมของการลงทุน การกระจายความเสี่ยง การวิเคราะห์ผู้บริหาร ธุรกิจ และตัวเลขสถิติต่างๆ อย่างมีเหตุผล

นอกจากนี้ต้องมี “ความอดทน” และมีสายป่านที่ยาวพอและสามารถทนอยู่ในตลาดได้นานเป็นสิบๆ ปี โดยไม่ยอมแพ้ หรือออกจากตลาดไปเสียก่อนในช่วงที่ตลาดซบเซา

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความสามารถและความอดทน แต่ "โชค" คือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญ ซึ่งโชคจะมาหาคนที่เตรียมตัวพร้อม และอยู่ในตลาดนานพอเท่านั้น

"ที่ได้เยอะๆ โชคมีส่วนมากเลย แต่คุณต้องอยู่นะ ตอนที่โชคมันมา บางคนเขาทนไม่ไหวไง เขาบอกแย่มาหลายปี ออกไปเลย ไม่เอาแล้ว แต่วันนั้นอาจจะเป็นวันที่โชคมา" ดร.นิเวศน์ กล่าว


สำหรับใครที่อยากฟังมุมมองของ ดร.นิเวศน์ แบบเต็มๆ สามารถรับชมบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ในรายการ Money Secret EP.21 ทางช่อง Thairath Money

แล้วคุณอาจค้นพบว่า "ความสำเร็จในการลงทุน" ไม่ได้เริ่มต้นจากการหาหุ้นที่ดีที่สุด แต่เริ่มต้นจากการสร้างวิธีคิดที่ถูกต้อง ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาในตลาดทุน…


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ