
เปิดพอร์ตชีวิต ดร.นิเวศน์ ชี้เงิน สุขภาพ และความสุข สำคัญไม่ต่างกัน เตือนรวยอย่างเดียวไม่พอ หากชีวิตเสียสมดุล พร้อมเผยสูตรเกษียณสบาย ต้องมีสินทรัพย์ 200 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
ในงาน "มนุษย์ต่างวัย Fest 2026" เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนสาย VI ระดับตำนานผู้มีพอร์ตระดับหมื่นล้าน ได้มาร่วมพูดคุยแชร์มุมมองชีวิตที่น่าสนใจ ภายใต้แนวคิด "พอร์ตชีวิต"
ซึ่งในครั้งนี้ ไม่ได้มาเพื่อชี้เป้าว่าควรลงทุนในหุ้นตัวไหนเพียงอย่างเดียว แต่มาเจาะลึกถึงการจัดสรรพอร์ตชีวิตเพื่อให้พบกับความสุขที่แท้จริง
ดร.นิเวศน์ ชี้ให้เห็นว่า สำหรับคนในวัย 40-50 ปีขึ้นไปนั้น เรื่องของการเงิน ความสุข และสุขภาพมีความสำคัญเท่าๆ กัน แม้แต่ในแวดวงนักการเงินระดับโลก เมื่อก้าวไปถึงจุดหนึ่งแล้ว ก็ล้วนหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพและความสุขทั้งสิ้น เพราะทั้ง 3 เรื่องนี้มีความเชื่อมโยงและส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างแยกไม่ออก
อย่างไรก็ตาม ความสุขของมนุษย์มีความหลากหลาย และไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขในบัญชีเสมอไป ธรรมชาติของแต่ละคนถูกสร้างมาด้วยศักยภาพในการรับรู้ความสุขที่แตกต่างกัน
ดร.นิเวศน์ ยกตัวอย่างว่า ในประเทศอย่างวานูอาตูแม้ไม่ใช่ประเทศที่ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูง แต่ผู้คนกลับมีดัชนีความสุขครองอันดับต้นๆ ของโลก เพราะพวกเขามีชีวิตที่พอดีและไม่เดือดร้อน ในขณะที่หลายประเทศที่มีฐานะการเงินดีกว่า แต่ประชากรบางคนกลับผูกติดความสุขไว้กับความสำเร็จ
นอกจากนี้ การมีสุขภาพร่างกายที่ดี ไม่เจ็บป่วย คือพื้นฐานของความสุขที่บางครั้งคนเรามักละเลย อย่างไรก็ตาม การรักษาสุขภาพไม่ควรเป็นสิ่งที่ตึงเครียดหรือทำให้เราต้องทุกข์ทรมาน
บางคนยอมทำทุกวิถีทาง อดของอร่อย หรือใช้ชีวิตแบบเคร่งครัดจนเกินไป
เพื่อแลกกับการมีอายุยืนยาว ซึ่งอาจทำให้ชีวิตขาดสุนทรียภาพ ทางที่ดีคือการใช้ชีวิตให้สมดุล เพียงแค่ไม่ทำลายสุขภาพก็เพียงพอแล้ว
ดร.นิเวศน์ ย้ำว่า เงินมีความสำคัญอย่างยิ่งในการซื้อความสุขเพิ่มเติม และขจัดความทุกข์ แต่เงินที่มากไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะความสุขอาจไม่ได้มาจากเงินเพียงอย่างเดียว
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ก็มีเพียงเตียงนุ่มๆ และอาหารดีๆ มหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง อีลอน มัสก์ หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ไม่สามารถใช้เงินซื้อสิ่งที่เกินกว่าความต้องการพื้นฐานได้
ดังนั้น เงินที่มากเกินพอดีมักไม่ช่วยให้ความสุขเพิ่มขึ้น ซ้ำร้ายในบางกรณี การมีเงินล้นฟ้าอาจนำมาซึ่งปัญหาการแย่งชิงมรดกภายในครอบครัวจนกลายเป็นความทุกข์ก้อนใหญ่
อย่างไรก็ตาม เงินเป็นเพียงสินทรัพย์ตัวหนึ่งในพอร์ตชีวิต ไม่ใช่ทั้งหมดของพอร์ต และการจัดสรร "Life Asset Allocation" ต้องกระจายความเสี่ยงให้ครอบคลุม ทั้งเรื่องเงิน สุขภาพ จิตใจ และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
หากเรามุ่งหาแต่ความรวยจนละเลยส่วนอื่นๆ ชีวิตก็จะเสียสมดุลและนำไปสู่ความล้มเหลวในบั้นปลาย
ดังนั้น การรักษาสมดุลของพอร์ตชีวิตให้ดีในทุกมิติ จึงเป็นเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ ดร.นิเวศน์ ประสบความสำเร็จทั้งในด้านการเงินและมีความสุขกับชีวิตอย่างยั่งยืน
Thairath Money มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.นิเวศน์ ต่อเนื่องจากแนวคิดการจัดสรรพอร์ตชีวิต ในมุมมองของการลงทุน สำหรับผู้ที่ต้องการเตรียมพร้อมเพื่อก้าวสู่อิสรภาพทางการเงินโดยมีแก่นสำคัญและโครงสร้างพอร์ตที่น่าสนใจดังนี้
ดร.นิเวศน์ ระบุว่าพอร์ตเกษียณที่จะประสบความสำเร็จจนถึงขั้นมีอิสรภาพทางการเงินได้นั้น จะต้องมีทรัพย์สินที่สร้างรายได้ (เช่น หุ้น หรือพันธบัตร) อย่างน้อยประมาณ 200 เท่าของรายจ่ายประจำเดือนหลังเกษียณ
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนคือ หากคุณต้องการมีเงินใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท คุณจะต้องมีสินทรัพย์เตรียมไว้ประมาณ 2 ล้านบาท
หัวใจสำคัญคือ "สินทรัพย์ที่สร้างรายได้" สัดส่วนของสินทรัพย์ในพอร์ต ส่วนใหญ่จะต้องเป็นสิ่งที่สามารถสร้างรายได้กลับมาให้เราสม่ำเสมอ เช่น ในรูปแบบของเงินปันผลหรือดอกเบี้ย
ดร.นิเวศน์ เน้นย้ำว่าสินทรัพย์ใดก็ตามที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แทบจะไม่ถูกนับรวมในความมั่งคั่งนี้เลย เช่น การมีที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูง ถือเป็นสินทรัพย์ที่นำมาใช้จ่ายไม่ได้จริง และในปัจจุบันก็ขายได้ยากมาก เนื่องจากโครงสร้างประชากรที่คนเกิดน้อยลง
สำหรับการเตรียมตัวของคนรุ่นใหม่นั้น จะปล่อยชีวิตไปตามยถากรรมไม่ได้ ต้องมีการวางแผนตั้งแต่อายุน้อยๆ ซึ่งแนะนำให้ใช้สูตรที่เรียบง่าย แต่ต้องอาศัยวินัยสูงคือ ให้หักเงิน 15% ของเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มา ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการทำงาน หรือมรดก แล้วนำไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญคือ "ห้ามนำออกมาใช้" โดยเด็ดขาด ให้ลงทุนทบต้นไปเรื่อยๆ จนถึงอายุ 60 ปี จึงมีโอกาสพบกับอิสรภาพทางการเงิน
อย่างไรก็ดี การนำเงิน 15% ไปลงทุน ต้องเลือกแหล่งที่ปลอดภัยและพิสูจน์ได้ว่าให้ผลตอบแทนที่สมเหตุสมผล ซึ่งสินทรัพย์ที่เติบโตได้ดีที่สุดส่วนใหญ่ก็คือ "หุ้น"
โดย ดร.นิเวศน์ ประเมินผลตอบแทนสถานการณ์ปัจจุบันว่า ตลาดหุ้นไทย ได้ผลตอบแทนราว 5% ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาอาจคาดหวังได้ที่ 7-10% ส่วนตลาดที่กำลังเติบโตอย่างเวียดนาม มีโอกาสสูงที่จะให้ผลตอบแทนถึง 10% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้อนาคต ดังนั้นกฎข้อสำคัญคือ การกระจายความเสี่ยง ไปลงทุนในหลายๆ ประเทศ แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐ อาจให้ผลตอบแทนสูง แต่หากนำเงินไปกระจุกอยู่ที่เดียวก็อาจมีความเสี่ยง
ส่วนทองคำ แนะนำว่าหากไม่ได้เป็นคนร่ำรวย ทองคำไม่มีความจำเป็นเลย โดยทองคำควรมีไว้เพียงเล็กน้อยสำหรับคนที่มีความมั่งคั่งสูงมากๆ แล้วเท่านั้น เพื่อใช้เป็นหลักประกันความปลอดภัยในยามเกิดเหตุการณ์เลวร้าย
และท้ายที่สุด เมื่อวางแผนและกระจายสัดส่วนพอร์ตอย่างถูกต้องแล้ว ต้องมีวินัยและทำตามแผนอย่างเคร่งครัด อย่าเปลี่ยนสัดส่วนพอร์ตไปมา การจัดสรรและกระจายความเสี่ยงแต่แรก จะช่วยถ่วงดุลให้พอร์ตโดยรวมเติบโตไปได้อย่างราบรื่นในระยะยาว
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้