
ราคาหุ้น TSMC, Samsung และ SK Hynix ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งปีแรกตามกระแส AI จนมูลค่าตลาดรวมของทั้ง 3 บริษัทเพิ่มขึ้นเกือบ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตลอดครึ่งแรกของปี 2026 หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ คือ ดาวเด่นของตลาดการเงินโลก ผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่าง TSMC, Samsung Electronics รวมถึง Micron กลายเป็นผู้ชนะของวัฏจักร AI รอบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ IPO ของ SK Hynix บนตลาด Nasdaq ซึ่งกลายเป็น IPO ของบริษัทต่างชาติที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยิ่งตอกย้ำว่าหุ้นชิปคือธีมการลงทุนที่ร้อนแรงที่สุดของปีนี้ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแส AI ที่ยังเติบโตและผลประกอบการที่แข็งแกร่ง บรรยากาศของตลาดกลับเริ่มเปลี่ยนไป
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาหุ้น SK Hynix, Samsung Electronics และ TSMC ต่างเริ่มอ่อนตัวลงพร้อมกัน หลังนักลงทุนทยอยขายทำกำไร ส่งผลให้ผู้จัดการกองทุนระดับโลกอย่าง BlackRock และ Fidelity International เริ่มลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นชิป พร้อมตั้งคำถามว่าการปรับขึ้นของราคาหุ้นกำลังสะท้อนอะไร ผลประกอบการหรือตอนนี้ราคาหุ้นวิ่งนำพื้นฐานธุรกิจกันแน่
แม้ผู้ผลิตชิปเอเชียอย่าง TSMC, SK Hynix และ Samsung Electronics จะยังรายงานกำไรเติบโตเป็นประวัติการณ์ จากกระแส AI แต่นักลงทุนสถาบันกลับเริ่มทยอยลดน้ำหนักการลงทุน เพราะมองว่าความคาดหวังของตลาดอาจสูงเกินไป
ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา มูลค่าตลาดรวมของทั้งสามบริษัทเพิ่มขึ้นเกือบ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้แต่ละบริษัทมีมูลค่าตลาดแตะระดับกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีน้ำหนักรวมกันราว 29% ของดัชนี MSCI Emerging Markets หมายความว่า กองทุนที่อ้างอิงดัชนีตลาดเกิดใหม่จำนวนมาก แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถือหุ้นชิปในสัดส่วนสูง ทำให้ความผันผวนของหุ้นเพียงไม่กี่ตัวสามารถส่งผลต่อผลตอบแทนของทั้งพอร์ตการลงทุนได้
กราฟราคาหุ้นสะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดย SK Hynix เคยพุ่งขึ้นเกือบ 300% จากต้นปี ก่อนปรับฐานลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ Samsung Electronics เคยปรับขึ้นราว 160% ส่วน TSMC แม้จะผันผวนน้อยกว่า แต่ก็ปรับขึ้นราว 45-50% ก่อนเริ่มชะลอตัวในช่วงหลัง การปรับฐานพร้อมกันของหุ้นทั้งสามบริษัท สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มลดความเสี่ยง หลังราคาหุ้นปรับขึ้นเร็วกว่าปัจจัยพื้นฐานในระยะสั้น
Caroline Shaw ผู้จัดการกองทุน Multi-Asset ของ Fidelity International ระบุว่า การที่หุ้นเพียงไม่กี่ตัวมีน้ำหนักในดัชนีสูงมาก รวมถึงการเก็งกำไรผ่านผลิตภัณฑ์ Leverage ในหุ้นชิปเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ทำให้บริษัทเริ่มตั้งคำถามว่า ตลาดกำลังร้อนแรงเกินไปหรือไม่ นำไปสู่การทยอยลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stocks) และหันไปมองหาหุ้นในตลาดเกิดใหม่ที่ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก
ด้าน BlackRock ก็ส่งสัญญาณในทิศทางเดียวกัน โดย Wei Li ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนระดับโลก ระบุว่า บริษัทเลือกขายทำกำไรบางส่วน และลดการลงทุนที่มีน้ำหนักมากกว่าดัชนีอ้างอิง (Overweight) ในหุ้นตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากความผันผวนของหุ้นกลุ่มชิปและหน่วยความจำ โดยมองว่า แม้ผลประกอบการยังแข็งแกร่ง แต่การที่นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้นไปมากแล้ว ทำให้ข่าวดีส่วนใหญ่ถูกสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นไปแล้ว
สำหรับหุ้นที่กองทุนทั่วโลกเคยให้น้ำหนักมากกว่าดัชนี (Overweight) ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นชิปเอเชีย โดยเฉพาะ TSMC ของไต้หวัน และ SK Hynix กับ Samsung Electronics ของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการลงทุนด้าน AI
การลดน้ำหนักในครั้งนี้จึงไม่ได้หมายความว่ากองทุนหมดความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมชิป แต่เป็นการปรับสัดส่วนการลงทุนกลับเข้าใกล้ดัชนีอ้างอิง หลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้สิ่งที่น่าสนใจ คือ พื้นฐานธุรกิจของผู้ผลิตชิปยังไม่ได้อ่อนแอลง แต่เป็นตลาดที่เริ่มมองไปข้างหน้า เพียงไตรมาสแรกของปีนี้ Samsung Electronics และ SK Hynix มีกำไรรวมกันมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับ AI ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง
Sunil Tirumalai หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หุ้นตลาดเกิดใหม่ของ UBS มองว่า อุตสาหกรรมชิปกำลังเข้าสู่โครงสร้างแบบ Oligopoly หรือมีผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ซึ่งมักสร้างผลกำไรได้สูงและมีอำนาจในการกำหนดราคา อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นมองอนาคตมากกว่าผลประกอบการปัจจุบัน และนักลงทุนเริ่มประเมินความเสี่ยงของวัฏจักรรอบต่อไปมากขึ้น
1. Valuation Risk ราคาหุ้นวิ่งนำกำไร แม้กำไรยังเติบโต แต่ราคาหุ้นปรับขึ้นแรงจนสะท้อนความคาดหวังต่อการเติบโตในอนาคตไปมาก ทำให้โอกาสในการปรับขึ้นต่อเริ่มจำกัด หากผลประกอบการออกมาไม่เหนือความคาดหมาย
2. Concentration Risk หุ้นชิปครองดัชนีมากเกินไป ปัจจุบัน TSMC, SK Hynix และ Samsung Electronics มีน้ำหนักรวมกันเกือบ 29% ของดัชนี MSCI Emerging Markets ขณะที่ SK Hynix เพียงบริษัทเดียว ยังมีน้ำหนักมากกว่าตลาดหุ้นบราซิลและแอฟริกาใต้รวมกัน สำหรับกองทุนจำนวนมาก การถือหุ้นไม่กี่ตัวในสัดส่วนสูงเช่นนี้ ทำให้ความเสี่ยงของพอร์ตเพิ่มขึ้น และหลายกองทุนเริ่มชนข้อจำกัดด้านการกระจุกตัวของการลงทุน จึงจำเป็นต้องทยอยลดน้ำหนัก
3. Cycle Risk คู่แข่งใหม่กำลังมา นอกจากมูลค่าหุ้นที่สูงแล้ว ตลาดยังจับตาการกลับมาของ Intel ในธุรกิจ Foundry รวมถึงผู้ผลิตหน่วยความจำจากจีนอย่าง ChangXin Memory Technologies (CXMT) และ Yangtze Memory Technologies (YMTC) ที่เตรียมระดมทุนผ่าน IPO เพื่อนำเงินไปขยายกำลังการผลิต หากอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดเร็วกว่าความต้องการ AI ราคาชิปและอัตรากำไรของอุตสาหกรรมอาจถูกกดดันในอนาคต
ภาพรวมจึงไม่ใช่ว่านักลงทุนมองว่าธุรกิจชิปกำลังเข้าสู่ขาลง ตลาดยังเชื่อว่าความต้องการชิป AI จะเติบโตต่อเนื่อง แต่หลังจากราคาหุ้นปรับขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงครึ่งปีแรก นักลงทุนจำนวนมากเริ่มเลือกที่จะ ล็อกกำไรและลดความเสี่ยง เพราะมองว่าความคาดหวังต่อผลประกอบการในอนาคตถูกสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นไปมากแล้ว ทำให้ตอนนี้ตลาดกำลังจับตากำไรที่เติบโตของผู้ผลิตชิปอย่างใกล้ชิดว่าจะมากพอรองรับมูลค่าหุ้นที่พุ่งขึ้นหรือไม่ และนั่นเป็นเหตุผลให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มระมัดระวังต่อหุ้นชิป แม้อุตสาหกรรม AI จะยังอยู่ในช่วงขาขึ้นก็ตาม
อ่านเพิ่มเติม
ที่มาข้อมูล Financial Times
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -