
ความต้องการชิปหน่วยความจำความเร็วสูง (HBM) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับการประมวลผลของ AI ขนาดใหญ่ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนที่คาดว่าจะลากยาวไปถึงปี 2027
ก่อนหน้านี้ กระแส AI นักลงทุนทั่วโลกต่างเทความสนใจไปที่ผู้ผลิตชิปประมวลผล หรือ GPU อย่าง Nvidia จนกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะ GPU ถูกเปรียบเสมือน "สมอง" ที่ใช้ฝึกและประมวลผลโมเดล AI
แต่วันนี้ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อ "ชิปหน่วยความจำ” หรือ Memory ก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งชิ้นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ของระบบ AI ยุคใหม่ ยิ่งโมเดล AI มีขนาดใหญ่และซับซ้อนมากขึ้นเท่าไร ความต้องการหน่วยความจำความเร็วสูงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตาม จนกลายเป็นคอขวดใหม่ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และทำให้ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำกลายเป็นผู้ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการเติบโตของ AI
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กำลังทำให้ Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งในอดีตถูกมองว่าเป็นเพียง "หุ้นวัฏจักร" ที่ผลประกอบการขึ้นลงตามอุปสงค์และอุปทานของตลาด กลายเป็นดาวเด่นดวงใหม่ของวอลล์สตรีท หลังราคาหุ้นพุ่งทะยานอย่างร้อนแรง และนักวิเคราะห์จำนวนมากเริ่มยกให้เป็น "Nvidia ตัวต่อไป"
ในอดีตธุรกิจชิปหน่วยความจำอย่าง DRAM (Dynamic Random-Access Memory) และ NAND หรือ NAND Gate Flash Memory ถูกมองเป็น Cyclical Business ที่ความสามารถทำกำไรขึ้นอยู่กับภาวะอุปสงค์และอุปทานของตลาด เมื่อราคาดี ผู้ผลิตจะเร่งลงทุนสร้างโรงงานใหม่ แต่เมื่อกำลังการผลิตออกสู่ตลาด ความต้องการก็มักชะลอตัว จนเกิดภาวะอุปทานล้นและราคาปรับลดลง อย่างไรก็ตาม การมาถึงของ Generative AI ได้เปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมครั้งใหญ่
องค์ประกอบสำคัญอย่าง “เซิร์ฟเวอร์ AI” ได้กลายเป็นส่วนสำคัญที่ใช้หน่วยความจำมากกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปหลายเท่าตัว โดยเฉพาะ High Bandwidth Memory (HBM) ซึ่งเป็นหน่วยความจำความเร็วสูงที่ทำงานร่วมกับ GPU สำหรับฝึกและประมวลผลโมเดล AI ขนาดใหญ่ ยิ่งโมเดล AI มีพารามิเตอร์มากขึ้น ยิ่งต้องใช้หน่วยความจำมากขึ้นตามไปด้วย
โดยความต้องการดังกล่าวยังมาจากกลุ่มลูกค้าหลักอย่างผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ เช่น Microsoft, Amazon Web Services (AWS), Google, Meta, Oracle รวมถึง Nvidia ซึ่งต่างเร่งขยายศูนย์ข้อมูล AI ของตนเอง
ผลที่ตามมา คือ ชิปหน่วยความจำ โดยเฉพาะ HBM ถูกสั่งซื้อแทบทั้งหมดล่วงหน้า ขณะที่ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์อย่าง Dell และ HP รวมถึงผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายอื่นก็เริ่มเร่งสะสมสต็อกเช่นกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอุปทาน และล่าสุดอย่าง Apple ที่ประกาศขึ้นราคาสินค้า เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนฮาร์ดแวร์ได้อีกต่อไป
นักวิเคราะห์บางรายเรียกภาวะดังกล่าวว่า RAMageddon หรือวิกฤติการขาดแคลนหน่วยความจำ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027 และเริ่มส่งผลให้ต้นทุนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หลายประเภทปรับตัวสูงขึ้น
ดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นต่อ HBM ที่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของชิป AI รุ่นใหม่ ถูกขับเคลื่อนหลักๆ โดยการใช้งานของ Nvidia ที่ต้องใช้ HBM จำนวนมากในการทำงานร่วมกับ GPU ชั้นสูงของบริษัท ในขณะเดียวกัน การสร้างโรงงานผลิต DRAM และ HBM แห่งใหม่ต้องใช้เวลาหลายปีและเงินลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้อุปทานไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แม้ความต้องการจะพุ่งสูงก็ตาม
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้ผลิตหน่วยความจำ รวมถึงผู้ผลิต HBM ไม่กี่รายบนโลกกลายเป็นผู้ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการเติบโตของตลาด AI นำโดย Samsung Electronics, SK hynix และ Micron
กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง Micron รายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดที่แข็งแกร่งเกินคาด รายได้เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด พร้อมประกาศแนวโน้มธุรกิจที่สดใสจากความต้องการชิปหน่วยความจำ ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 236% ภายในเวลาเพียง 1 เดือน และทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทขยับขึ้นจนทะลุระดับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐอยู่ในระดับเดียวกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Meta และ Tesla ในช่วงหนึ่งของการซื้อขาย
มากไปกว่านั้นสิ่งที่ทำให้นักลงทุนมอง Micron แตกต่างจากผู้ผลิตหน่วยความจำในอดีต ไม่ใช่เพียงผลกำไรที่เติบโต แต่คือโมเดลธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนไป โดยบริษัทได้เปิดเผยว่าได้ลงนาม Strategic Customer Agreements (SCAs) กับลูกค้ารายใหญ่แล้ว 16 ฉบับ ครอบคลุมธุรกิจศูนย์ข้อมูล ผู้บริโภค และยานยนต์ รวมถึงลูกค้าสำคัญอย่าง Nvidia และ Anthropic
ทำให้นักวิเคราะห์มองไปทิศทางเดียวกันว่า ความต้องการชิปยังเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการขยายกำลังการผลิตของอุตสาหกรรม อีกทั้งการมีสัญญาระยะยาวกับลูกค้ารายใหญ่ ช่วยเพิ่มความแน่นอนของรายได้ ลดความผันผวนจากราคาตลาด และมีโอกาสสร้างการเติบโตของกำไรได้อย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตามแม้กระแสความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะผลักดันให้ Micron กลายเป็นหนึ่งในหุ้น AI ที่ร้อนแรงที่สุดของปี แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ อุตสาหกรรมหน่วยความจำยังเป็นธุรกิจที่มีลักษณะเป็นวัฏจักร หากผู้ผลิตรายใหญ่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มาก หรือการลงทุนในศูนย์ข้อมูล AI ชะลอตัว ราคาชิปอาจกลับเข้าสู่ภาวะขาลงอีกครั้ง
ขณะที่หลายความเห็นมองบวกว่า กระแสลงทุน AI เปลี่ยนทิศ โดยเงินทุนไม่ได้ไหลเข้าสู่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทุ่มงบลงทุน AI อีกต่อไป แต่กำลังหันไปให้คุณค่ากับบริษัทที่เป็น "ผู้ขายอุปกรณ์" ให้กับอุตสาหกรรม AI แทน
สะท้อนชัดจากการสูญเสียมูลค่าตลาดรวมกันของ Magnificent Seven ราว 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กลับกันที่บริษัทที่ราคาหุ้นปรับขึ้นมากที่สุด กลับเป็นกลุ่มที่ตรงกันข้ามกับ Magnificent Seven แต่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญ เช่น ชิปหน่วยความจำและอุปกรณ์เครือข่าย นำโดย Micron และ Sandisk รวมถึงผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์อย่าง Intel, Marvell Technology และ AMD กลับเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดในไตรมาส สอง
ทั้งนี้สิ่งที่ Wall Street กำลังเดิมพันอาจไม่ใช่เพียงผลประกอบการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความเชื่อว่า AI ได้เปลี่ยนบทบาทของ "หน่วยความจำ" จากสินค้าโภคภัณฑ์ธรรมดาให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ของยุค AI
หากสมมติฐานนี้เป็นจริง Micron อาจไม่ใช่เพียงผู้ผลิตชิปหน่วยความจำอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการปฏิวัติ AI รองจาก Nvidia และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า "Nvidia ตัวต่อไป"
อ่านเพิ่มเติม หุ้น Micron บวกกว่า 700% ในปีเดียว ทุบสถิติใหม่ทุกมิติ รายได้โต 4 เท่า กำไรพุ่ง 2.8 หมื่นล้าน
ที่มาข้อมูล CNBC [1] [2] [3] , Techcrunch , Yahoo Finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -