
หุ้นไทยดิ่งกว่า 25 จุด ลงแรงตามตลาดหุ้นทั่วโลก กังวลสหรัฐฯขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงกว่าที่คาด ท่ามกลางความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งสงครามยูเครนยืดเยื้อ ทำราคาน้ำมันแพง ดันเงินเฟ้อพุ่ง กดเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ด้านค่าเงินบาท อ่อนยวบในรอบ 5 ปี หลังเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่ารับเฟดขึ้นดอกเบี้ย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยวันที่ 9 พ.ค.65 ปรับตัวลงแรงต่อเนื่องตลอดทั้งวัน หลังนักลงทุนพากันเทขายหุ้น เพราะกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรงกว่าที่คาด รวมทั้งการดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวด ลดขนาดงบดุล ดึงเม็ดเงินสภาพคล่องออกจากระบบ ส่งผลให้มีแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นโดยดาวโจนส์ล่วงหน้าปรับตัวลงแรง กดดันตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งตลาดในเอเชียและหุ้นไทย โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้และจีนปรับตัวลงแดงทั้งแผง ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดที่ระดับต่ำสุดของวันที่ 1,604.49 จุด ลดลง 25.09 จุด ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 81,607 ล้านบาท
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญความเสี่ยงหลายเรื่อง ทั้งสงครามยูเครนยืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมันโลกแพงขึ้น เงินเฟ้อสูง ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่คาดว่าน่าจะเข้าใกล้จุดพีก หรือจุดสูงสุดเร็วๆนี้ โดยวันที่ 11 พ.ค.65 สหรัฐฯจะประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ ซึ่งตลาดคาดว่า จะมีทิศทางชะลอตัว หากเป็นไปตามที่ตลาดคาด ก็ทำให้การลงทุนในหุ้นกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง หลังดัชนีปรับฐานลงรับปัจจัยลบ และความเสี่ยงต่างๆพอสมควรแล้ว แต่ตลาดคงไม่กลับไปขึ้นแรงมาก เพราะยังมีความเสี่ยงสำคัญอยู่ ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ราคาน้ำมันสูง และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังยืดเยื้อ
แต่อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นไทยที่ปรับฐานลงมาแรงถือเป็นโอกาสที่จะเข้าเลือกลงทุนหุ้นได้ โดยมองว่าดัชนีที่ระดับ 1,630 จุด เป็นจุดเข้าซื้อ สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง แต่หากรับความเสี่ยงได้น้อย แนะให้รอดูตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เดือน เม.ย.65 ซึ่งจะประกาศออกมาวันที่ 11 พ.ค.65 หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาชะลอตัว น่าจะส่งผลดีต่อการลงทุน เป็นจังหวะเข้าซื้อได้ โดยแนะนำให้ทยอยแบ่งซื้อ และเลือกหุ้นที่คาดว่าจะมีกำไรดี ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจในประเทศ และราคาหุ้นยังมีอัปไซด์เหลืออีกมาก
ขณะที่นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปิดลบตามตลาดหุ้นโลกที่ส่วนใหญ่ปรับตัวลงจากความกังวลสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังยืดเยื้อ และอาจรุนแรงขึ้นได้อีก ส่วนโควิดในจีนและการล็อกดาวน์ประเทศส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตทั่วโลก ด้านนักลงทุนยังมีความวิตกในเรื่องของเงินเฟ้อสูงขึ้น ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ส่งผลลบต่อการลงทุนในตลาดหุ้น ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับ 34.60 บาทต่อเหรียญฯ ทำสถิติอ่อนสุดในรอบ 5 ปี เป็นปัจจัยที่ทำให้ฟันด์โฟลว์หรือกระแสเงินทุนชะลอการไหลเข้าหุ้นไทย
ส่วนภาวะค่าเงินบาท กลุ่มงานโกลบอลมาร์เกตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา คาดว่า ค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 34.15-34.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ โดยวานนี้ (9 พ.ค.) เงินบาทเปิดตลาดที่ 36.42 บาทต่อเหรียญฯ อ่อนค่าจากสัปดาห์ก่อนที่ปิดตลาด 34.39 บาทต่อเหรียญฯ จากนั้นอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วไปแตะที่ 34.63 บาทต่อเหรียญฯ ก่อนกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยมายืนที่ 34.62 บาทต่อเหรียญฯ เป็นการอ่อนค่าสุดรอบ 5 ปีครั้งใหม่
สำหรับสาเหตุที่เงินบาท และเงินสกุลอื่นๆอ่อนค่าลงเป็นผลจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น โดยดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯเมื่อเทียบกับตะกร้าเงิน แตะจุดสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นกรอบเป้าหมายดอกเบี้ย 0.50% สู่ 0.75-1.0% ถือเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่สุดในรอบ 22 ปี และเฟดยังระบุอีกว่าจะปรับลดขนาดงบดุล 47,500 ล้านเหรียญฯต่อเดือนในเดือน มิ.ย., เดือน ก.ค. และเดือน ส.ค. และจะปรับลดลง 95,000 ล้านเหรียญฯต่อเดือนตั้งแต่เดือน ก.ย.เป็นต้นไป เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ.