Bond Yield สหรัฐพุ่งกระทบหุ้นกู้ไทยแค่ไหน ThaiBMA ชี้ Yield ไทยทรงตัว คาดดอกเบี้ย 1% ถึงสิ้นปี

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

Bond Yield สหรัฐพุ่งกระทบหุ้นกู้ไทยแค่ไหน ThaiBMA ชี้ Yield ไทยทรงตัว คาดดอกเบี้ย 1% ถึงสิ้นปี

Date Time: 7 ต.ค. 2569 14:50 น.

Video

ใครๆ ก็อยากเข้า EVEANDBOY ร้านเครื่องสำอาง 5,000 ล้าน ที่กำลัง IPO | BrandStory EP.61

“Summary“

Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งแรง แต่กระทบหุ้นกู้ไทยจำกัด ThaiBMA ชี้ Yield ไทยมีแนวโน้มทรงตัว คาด กนง. คงดอกเบี้ย 1% ถึงสิ้นปี พร้อมเปิดมุมมองนักลงทุน

Latest


ตลาดการเงินการลงทุนทั่วโลกได้รับแรงกดดันอย่างหนัก จากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อโลก

ปัจจัยเหล่านี้บังคับให้ธนาคารกลางหลายแห่งต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาด (High for Longer) จนดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงทะลุ 5%

สำหรับนักลงทุนที่ถือหรือกำลังมองหาหุ้นกู้ไทย คำถามที่ตามมาคือ เมื่อ Bond Yield สหรัฐพุ่งแรงแบบนี้ จะทำให้ผลตอบแทนและความน่าสนใจของหุ้นกู้ไทยเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยไทยยังอยู่ในระดับต่ำและตลาดคาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ไปจนถึงสิ้นปี 2569


Bond Yield สหรัฐพุ่ง กระทบคนถือหุ้นกู้ไทยแค่ไหน

อริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของ Bond Yield สหรัฐโดยเฉพาะรุ่นอายุ 10 ปีที่สูงกว่าระดับ 5% และรุ่นอายุ 30 ปีที่มุ่งหน้าสู่ระดับ 6% สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐ รวมถึงการระดมทุนมหาศาลของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Hyperscalers) เพื่อรองรับการเติบโตของ AI

จากผลการศึกษาวิจัยของ ThaiBMA พบว่า หาก Bond Yield สหรัฐปรับขึ้น 1% (100 bps) จะส่งผลกระทบดันให้ Bond Yield ไทยปรับขึ้นตามประมาณ 0.43% (43 bps)

ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 Bond Yield พันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 10 ปี ปรับขึ้นเพียง 71 bps มาอยู่ที่ 2.37% ขณะที่รุ่นอายุ 2 ปี ปรับขึ้น 26 bps อยู่ที่ 1.39% และรุ่นอายุ 5 ปี ปรับขึ้น 52 bps อยู่ที่ 1.80% ในขณะที่ Bond Yield พันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้นแรงกว่านั้น

ส่งผลให้ส่วนต่าง Bond Yield รุ่นอายุ 2 ปี ระหว่างไทยกับสหรัฐกว้างขึ้นจนเกือบแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 3.5% และรุ่น 10 ปี ห่างกันเกือบ 3%

ขณะที่ส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Spread) ของหุ้นกู้ไทยเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 1.80% นับว่าอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี ทำให้ต้นทุนการออกหุ้นกู้ของเอกชนไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก โดยอัตราดอกเบี้ยเสนอขายของหุ้นกู้ระยะยาวอายุ 5 ปี ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 อยู่ในระดับ ดังนี้

  • อันดับเครดิต AAA เฉลี่ยอยู่ที่ 2.06%
  • อันดับเครดิต AA เฉลี่ยอยู่ที่ 2.45%
  • อันดับเครดิต A เฉลี่ยอยู่ที่ 2.71%
  • อันดับเครดิต BBB+ เฉลี่ยอยู่ที่ 4.19%

แม้ความรู้สึกของนักลงทุนจะมองว่าดอกเบี้ยทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่หุ้นกู้ภาคเอกชนไทยคุณภาพดียังคงได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากความต้องการลงทุนยังสูง และสภาพคล่องในตลาดการเงินไทยยังมีอยู่มหาศาล

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า แม้ Bond Yield ไทยจะปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดโลกอยู่บ้าง แต่นักลงทุนยังมีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพเครดิตของผู้ออกหุ้นกู้ไทย โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และมีอันดับเครดิตในระดับสูง ทำให้ต้นทุนการระดมทุนของภาคเอกชนไทยยังไม่ได้เพิ่มขึ้นมากตามการปรับตัวขึ้นของ Bond Yield โลก

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า ในช่วงที่เหลือของปี 2569 กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ส่วน Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี คาดว่า ณ สิ้นไตรมาส 4/2569 จะทรงตัวในระดับใกล้เคียงกับสิ้นไตรมาส 3/2569

โดย Bond yield 
รุ่นอายุ 5 ปี เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1.77 - 1.86% และ Bond yield รุ่นอายุ 10 ปี อยู่ในกรอบ 2.33% - 2.47% 
ปัจจัยชี้นำที่สำคัญคือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ และแผนการระดมทุนของภาครัฐ


สรุปสถานการณ์ตลาดตราสารหนี้ไทย Q3/69

แม้จะเผชิญกับปัจจัยกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ แต่ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ไทย ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2569 ยังคงสามารถขยายตัวได้ที่ระดับ 2.9% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 โดยมีมูลค่าคงค้างรวมแตะ 18.4 ล้านล้านบาท

การเติบโตหลักยังคงมาจากพันธบัตรรัฐบาลซึ่งเป็นช่องทางหลักในการระดมทุนของภาครัฐ ขณะที่ภาคเอกชนที่มีอันดับเครดิตสูงยังคงสามารถเสนอขายหุ้นกู้ได้ตามเป้าหมาย สะท้อนว่าสภาพคล่องในระบบการเงินไทยและแรงหนุนจากนักลงทุนในประเทศยังคงมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างดี

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ได้สรุปตัวเลขสำคัญและทิศทางตลาดตราสารหนี้ในช่วง 9 เดือนแรก และไตรมาส 3/2569 ไว้ดังนี้

  • มูลค่าคงค้างรวมเท่ากับ 18.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9% จากสิ้นปี 2568 คิดเป็น 97% ของ GDP โดยเป็นพันธบัตรรัฐบาลถึง 55%
  • มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนอยู่ที่ 4.5 ล้านล้านบาท ลดลง 0.7% จากสิ้นปี 2568 โดยกลุ่มที่ลดลง ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์, ธนาคารพาณิชย์ และสื่อสาร จากการชะลอโครงการและการเปลี่ยนไประดมทุนต่างประเทศ
  • มูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชน ช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 มีมูลค่ารวม 629,662 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะไตรมาส 3/2569 มูลค่าการออกอยู่ที่ราว 220,000 ล้านบาท ลดลงประมาณ 8% จากไตรมาส 3 ปีก่อนที่ออก 240,000 ล้านบาท ขณะที่ 3 อุตสาหกรรมที่มียอดการออกสูงสุด ได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มการเงินและหลักทรัพย์ และ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์

นอกจากนี้ พบว่าไตรมาส 3/2569 เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยสุทธิ 39,309 ล้านบาท จากความกังวลเรื่องสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้รวม 9 เดือนแรกปี 2569 ต่างชาติขายสุทธิสะสม 9,210 ล้านบาท แต่จุดที่น่าสนใจ คือเงินไหลออกส่วนใหญ่เป็นตราสารระยะสั้น แต่ในส่วนของ พันธบัตรระยะยาวต่างชาติยังคงซื้อสุทธิกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท

ทำให้ยอดถือครองสะสมของต่างชาติอยู่ที่ 9.1 แสนล้านบาท คิดเป็นประมาณ 5% ของตลาด โดยอายุคงเหลือเฉลี่ยของตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองขยับยาวขึ้นเป็น 8.4 ปี จาก 8.1 ปี เมื่อสิ้นปีก่อน สะท้อนว่าต่างชาติยังคงมองตราสารหนี้ไทยเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ