
ช่วงที่ผ่านมาชื่อของ เช แท-วอน (Chey Tae-won) ขึ้นกลับมาติดหน้าสื่ออยู่บ่อยครั้ง ไม่ใช่แค่เรื่องชีวิตครอบครัวที่กำลังเป็นประเด็นให้คนอยากใส่ใจกันทั่วโลก แต่เขาคนนี้ยังเป็นประธานของบริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ อย่าง SK Hynix ที่ตอนนี้กลายเป็นผู้นำของตลาดเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
SK Group คืออีกบริษัทแชโบล (Chaebol) หรือกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลอย่างมากในเกาหลีใต้ โดยธุรกิจนี้สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1983 เริ่มต้นจากบริษัทชื่อ Hyundai Electronics ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้ Hyundai Group ก่อนที่จะเจอวิกฤตเกือบจะล้มละลายอยู่หลายครั้ง มีการเปลี่ยนผ่านและปรับตัวมาตลอด กระทั่งปัจจุบันได้กลายมาเป็น SK Group กลายเป็นแชโบลใหญ่อันดับที่ 2 ของเกาหลีใต้ และเป็นอีกยักษ์เซมิคอนดักเตอร์ที่น่าจับตา
แถมตอนนี้ SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลกก็ได้ก้าวไปอีกขั้น จดทะเบียนเข้าตลาดสหรัฐอเมริกาแล้ว จนกลายเป็นการระดมทุนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ตลาดทุนโลก สามารถระดมทุนเพิ่มไปได้กว่า 26,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการเสนอขาย ADR เพิ่มทุนเพื่อพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ต่อในวันที่ทุกคนยัง Hype กับเทคโนโลยีนี้
หนึ่งในเบื้องหลังที่ช่วยเปลี่ยนให้ SK Hynix จากที่เคยเป็นผู้ตาม รั้งท้ายในอุตสาหกรรม กลายมาเป็นผู้นำในตลาดเทคโนโลยีที่แทบจะขาดไปไม่ได้เลยในยุคนี้ คือ ผู้ชายที่คอยบริหารงานบริษัทนี้มายาวนานกว่า 35 ปี อย่าง เช แท-วอน กับการตัดสินใจครั้งสำคัญ เป็นเดิมพันที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำให้บริษัทที่เกือบล้มหายตายจากอยู่หลายครั้งในอดีต กลับมาเป็นเพชรเม็ดงามในโลกธุรกิจอีกครั้ง
บทความนี้ Thairath Money คอลัมน์ How to Make Money จะพาไปทำความรู้จักกับ เช แท-วอน บุคคลสำคัญในโลกเทคโนโลยียุค AI กับแนวคิด วิธีเดิมพันของเขาที่ทำให้บริษัทกระโดดขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญของตลาด พร้อมกับพาย้อนไปทำความเข้าใจในเส้นทางธุรกิจของ SK Hynix ที่เปลี่ยนตัวเองและอยู่รอดได้ในทุกวิกฤต
ก่อนจะไปเล่าถึง เช แท-วอน ขอพาย้อนกลับไปเริ่มที่ต้นกำเนิดของ SK Group ไปตั้งแต่ราวปี 1950 เริ่มต้นที่ เช จอง-ฮยอน (Chey Jong-hyon) ได้เข้าซื้อกิจการ Sunkyong Textile บริษัทสิ่งทอในเกาหลีใต้ ที่ตอนนั้นถูกขายทอดตลาดหลังสงครามเกาหลีจบลง โดยเข้าไปฟื้นฟูกิจการขึ้นมาใหม่ และต่อมากลายเป็นกลุ่มธุรกิจใหญ่ที่ครอบคลุมหลายกิจการ
ชื่อของ Sunkyong Textile ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็น Sunkyong Corporation หลังขยายกิจการไปสู่ผู้ผลิตโพลีอีสเตอร์ เส้นใยสังเคราะห์รายแรก ๆ ของเกาหลีใต้ ก่อนจะต่อยอดไปสู่ธุรกิจด้านปิโตรเคมี พลังงาน การสื่อสารและโทรคมนาคม และเซมิคอนดักเตอร์ในเวลาต่อมา
หลังจากนั้นบริษัทก็มีการเติบโตที่ดีจนขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ และได้กลายเป็น SK Group กลุ่มธุรกิจที่ใหญ่มากและมีอิทธิพลอย่างมากในประเทศเกาหลีใต้ แม้ว่าต่อมาบริษัทจะต้องเจอกับแรงกระแทกจากวิกฤตเศรษฐกิจและเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องก็ตาม
และหากเรามามองแค่เฉพาะธุรกิจด้านเซมิคอนดักเตอร์นั้น มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1983 ในชื่อ Hyundai Electronics ในเครือของอีกแชโบลเจ้าของกลุ่มธุรกิจ Hyundai บริษัทนี้กลายเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญ โดยเฉพาะชิปในกลุ่ม DRAM ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ลำดับที่ 9 ของโลก
กระทั่งปี 1997 เอเชียเกิดวิกฤตการเงินหรือช่วงต้มยำกุ้ง แชโบลในเกาหลีใต้ที่ทำธุรกิจชิปก็ได้รับผลกระทบไปตาม ๆ กัน ราคาชิปร่วงแรงมาก ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจใหญ่อย่าง Hyundai และ LG ต้องเร่งให้รัฐบาลเข้าช่วยเหลือ ผลที่ตามมาคือ ทั้งสองจะต้องรวมธุรกิจนี้เข้าด้วยกัน ในปี 1998 ทาง Hyundai Electronics เลยตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ LG Semicon ซึ่งต่อมาบริษัทชิปนี้ก็ได้เปลี่ยนชื่อไปเป็น Hynix Semiconductor นั่นเอง
ทีนี้ขอย้อนกลับที่ตระกูลเช ช่วงเดียวกันนั้นกับที่โลกเกิดวิกฤตการเงินขึ้น เช แท-วอน ลูกชายคนโตของ เช จอง-ฮยอน ในวัยหนุ่มที่ได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ได้เดินทางกลับมาที่เกาหลีใต้ พร้อมด้วยประสบการณ์การทำงานระดับบริหารใน Sunkyong America มาก่อนแล้วในสหรัฐอเมริกา
เส้นทางการเติบโตของ เช แท-วอน แทบไม่ต่างอะไรจากผู้เป็นพ่อ เขาได้รับการศึกษาและการซัพพอร์ตที่ครบครัน สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมชินอิล โรงเรียนชายล้วนชื่อดังในกรุงโซล ก่อนจะเรียนต่อในคณะฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยโคเรีย หรือโคแด ก่อนจะเดินทางไปหาประสบการณ์ไกลถึงสหรัฐอเมริกา
ในปี 1997 เขาเข้ารับตำแหน่งประธานบริษัท SK Group รับไม้ต่อจากพ่อ ด้วยวัยเพียง 38 ปี เขาบริหารธุรกิจด้วยการมองไปที่รูปแบบใหม่ ๆ จากเดิมที่โฟกัสในด้านพลังงานและโทรคมนาคม ไปสู่ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ชีววิทยาศาสตร์ ตลอดจน AI
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: สิ่งที่นักลงทุนควรจับตาหลัง SK Hynix เข้าตลาด ทำไม Wall Street เดิมพันกับบริษัทชิปเกาหลี
บรรยากาศของตลาดชิปในช่วงที่โลกหมุนเข้าสู่ยุค 2000 ซบเซากว่าที่เคย แม้บริษัทต่าง ๆ ในเกาหลีใต้จะได้รับการช่วยเหลือ และรอดพ้นวิกฤตการเงินมาได้ แต่ช่วงปี 2001 ทาง Hynix Semiconductor ที่ตอนนั้นอยู่ภายใต้กลุ่ม Hyundai เกิดวิกฤตเกือบล้มละลายอีกครั้ง
ช่วงนั้นเป็นเพราะราคาชิปร่วงแรง โดยเฉพาะราคา DRAM ที่ดิ่งหนัก เลยเป็นที่มาให้รัฐเข้ามาแทรกแซงอีกครั้ง ธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้ของรัฐต้องเข้ามาช่วยอุ้ม และพยายามขายบริษัทออกไปหลายครั้ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเสนอให้ Micron ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์สัญชาติอเมริกันเข้าซื้อ แต่กลับไม่สำเร็จ
ในช่วงนั้นวิกฤตชิปความจำยังมีผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่สูงมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ราคาขายกลับร่วงแรง Hynix เลยตามหลังรายใหญ่ในตลาดเกาหลีใต้อย่าง Samsung Electronics แบบทิ้งห่างมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและส่วนแบ่งในตลาด
ตอนนั้น มูลค่าตามตลาดของ Samsung มีมากกว่า Hynix อยู่ถึง 10 เท่า และ SK Group ภายใต้การนำของ เช แท-วอน เล็งเห็นว่าเป็นโอกาสดี เลยพยายามที่จะเข้าซื้อกิจการนี้เพื่อเอากลับมาฟื้นฟูอีกครั้ง ตามแผนที่เขาจะขยายไปสู่ธุรกิจฝั่งเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้น
กระทั่งปี 2012 แม้ว่าทาง SK Group ที่ก็กำลังมีปัญหาเรื่องการเงิน และมีการคัดค้านอย่างหนักจากภายในบริษัท แต่ท้ายที่สุด ก็ได้เข้าซื้อกิจการ Hynix Semiconductor ด้วยมูลค่ากว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต่อมาได้รีแบรนด์สู่ SK Hynix แบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน
แต่กว่า SK Hynix จะกลายมาเป็นดาวเด่นอย่างทุกวันนี้ บริษัทนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายอย่าง ในช่วงที่เพิ่งซื้อกิจการ Hynix เข้ามา บริษัทโดน Standard & Poor’s ลด Outlook เป็น Negative โดยให้เหตุผลว่า ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์มีความผันผวนมาก ต้นทุนสูง และ SK เป็นบริษัทที่กำลังมีปัญหา กลัวจะรับภาระไม่ไหวและเสียหายไปทั้งกลุ่ม
ต่อมาในปี 2014 เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด SK Hynix ที่หันมารุกตลาด HBM หรือ High Bandwidth Memory ชิปหน่วยความจำความเร็วสูงที่ออกแบบมาเพื่องานประมวลผลขั้นสูงนั้น กลับถูกคู่แข่งที่เป็นเจ้าหลักในตลาดอย่าง Samsung แซงหน้า แถมการออกผลิตภัณฑ์รุ่นที่สองก็ไม่ประสบความสำเร็จ
ผลที่ตามมาคือ บอร์ดบริหารบางส่วนของบริษัทพยายามเสนอให้ยกเลิกกิจการการผลิต HBM ไปเลยโดยสิ้นเชิง เพราะ SK Hynix ตอนนั้นไม่มีลูกค้า และใช้เงินทุนมหาศาล แต่แล้วท้ายที่สุด เช แท-วอนและผู้บริหารส่วนใหญ่ยังคงลงมติให้รักษาธุรกิจไว้ แถมทุ่มเงินลงทุนมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม เช แท-วอน ไม่ได้หยุดแค่นั้น เขากลับเดินหน้าทุ่มเงินเข้าซื้อกิจการหรือเข้าลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ ต่อเนื่อง และส่วนใหญ่ก็เพื่อขยายระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ของกลุ่มบริษัทให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ นอกจากผลิต HBM และ DRAM แล้ว ก็ขยายไปยังซิลิคอนเวเฟอร์ ผลิตวัตถุดิบต้นทางของชิปเอง ไปจนถึง NAND ตลาดสำคัญของหน่วยความจำ
ในปี 2019 ทาง SK Hynix ได้ทุ่มเงินอีกกว่า 800,000 ล้านวอน หรือกว่า 547 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างโรงงาน Packaging สำหรับผลิตชิป โดยหวังว่าเจ้าใหญ่ ๆ ของโลกอย่าง Nvidia ที่เป็นคู่ค้าอยู่นั้นจะมีความต้องการใช้งานเพิ่ม แต่เนื่องจากตลาด AI ยังไม่โต หลายฝ่ายจึงมองว่าโรงงานที่สร้างมาใหม่นี้แทบจะไร้ประโยชน์
SK Hynix ที่ต้องกระเสือกกระสนมาโดยตลอด แทบไม่มีลูกค้า ความต้องการชิปลดลง ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ล้ำหน้ากว่าตลาด เม็ดเงินที่ทุ่มลงทุนต่าง ๆ แทบจะสูญเปล่า เช แท-วอน เคยกล่าวไว้ว่า “สิ่งที่ผมต้องการจริง ๆ คือเปลี่ยนบริษัทที่เป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ให้กลายเป็นธุรกิจที่โลกขาดไม่ได้” ท้ายที่สุดเขาตัดสินใจเดินหน้าต่อ แม้จะยังไม่รู้ว่าธุรกิจจะดิ่งลงไปอีกมากแค่ไหน
และแล้วช่วงเวลาสำคัญก็มาถึง ในปี 2022 ที่ ChatGPT สร้างโมเมนต์ จุดกระแส AI ขึ้นมาครั้งใหญ่ นับตั้งแต่ตอนนั้น ธุรกิจของ SK Hynix ก็สามารถพลิกฟื้นกลับขึ้นมาผงาดทันที แม้ในช่วงแรกจะยังคงเดินตามหลัง Samsung ที่เป็นผู้ผลิต DRAM แต่เกมของ SK Hynix คือการโฟกัสไปที่ HBM ทำให้โรงงานที่เคยเงียบเหงาก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง
แม้ว่าในปี 2023 ตลาดชิปจะกลับมาตกต่ำอีกครั้งตามวัฏจักร จนบริษัทขาดทุนไปมากถึง 7.73 ล้านล้านวอน จากการที่ทุ่มลงทุนไปมาก แต่ราคาชิปกลับร่วงลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เวลาผ่านไปแค่เพียงปีเดียว SK Hynix สามารถพลิกกลับมาทำกำไรและมีผลประกอบการสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ยกระดับบริษัทจากอันดับที่ 5 ของประเทศ สู่อันดับที่ 2 ในเวลาไม่นาน
จนกระทั่งวันที่ 22 มิถุนายน 2026 บริษัทชิปที่เคยเป็นรองมาตลอดอย่าง SK Hynix ได้ล้มแชมป์บริษัทมูลค่าสูงสุดในเกาหลีใต้อย่าง Samsung ที่ครองตำแหน่งมายาวนานกว่า 25 ปีลงได้ ด้วยการขึ้นเป็นเบอร์ 1 ซึ่งปัจจัยใหญ่ ๆ ก็มาจากความต้องการ HBM ที่เพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง
แม้ว่าจะครองเบอร์ 1 ได้ แต่ก็ไม่นาน หลังจากนั้น Samsung ก็ขึ้นมาเป็นที่หนึ่งอีกครั้ง แต่ยักษ์ใหญ่ทั้งสองนี้ยังคงเป็นสัดส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นเกาหลี โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักก็มาจากกระแส AI บูม ส่งผลให้ต่อมาทาง SK Hynix ได้ตัดสินใจมุ่งสู่ตลาดอเมริกา เปิดเสนอขาย ADR เอาบริษัทเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพื่อระดมทุนหาเงินรองรับการขยายกิจการ AI ต่อ แถมยังขึ้นแท่นเป็น IPO ใหญ่อันดับต้นของโลก
ปัจจุบัน SK Hynix มีมูลค่ากิจการอยู่ที่กว่า 856,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนประธาน เช แท-วอน ที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตของ SK Group และยังดูแลกิจการกว่า 175 หน่วยภายใต้กลุ่มธุรกิจ มีความมั่งคั่งสุทธิกว่า 5,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: SK Hynix เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขึ้นแท่น IPO ใหญ่อันดับ 2 โลก เสนอขาย ADR ระดมทุนเพิ่มช่วงคนคลั่ง AI
อย่างไรก็ตาม ทั่วโลกยังคงกังวลว่าวัฏจักรชิปจะวนกลับมาสู่ช่วงตกต่ำอีกครั้ง หลังราคาพุ่งทะยานและสินค้าขาดตลาดมายาวนาน แม้ว่าความต้องการชิปในตอนนี้จะสูงกว่าที่ผ่านมาในอดีต แต่หากฝ่าวิกฤตชิปขาดแคลนช่วงนี้ไปได้ ปริมาณชิปในตลาดจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก จากการที่บริษัทผลิตชิปต่างพากันเร่งเพิ่มจำนวนการผลิตมาต่อเนื่อง ถึงขั้นมีการคาดการณ์ออกมาว่า ยอดขายของ SK Hynix จะลดลงมากถึง 45% ภายในปี 2028
เช แท-วอน เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เขาค่อนข้างจะกังวลกับวัฏจักรชิปความจำ เขามองว่า ความต้องการ AI อาจไม่โตตลอดไป พร้อมเน้นย้ำว่า โลกมีโอกาสเข้าสู่ยุค Oversupply หรือยุคที่ชิปล้นตลาดอีกครั้งในอนาคต
ส่วนชีวิตนอกสนามธุรกิจ เช แท-วอน ยังมีประเด็นในคดีการหย่าร้างกับอดีตภรรยาที่ยืดเยื้อมานานหลายปี ซึ่งล่าสุด เขาต้องชดใช้เป็นเงินให้อดีตภรรยาที่เป็นลูกสาวของอดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้จำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ เขายังเคยต้องโทษคดีฉ้อโกง ยักยอกเงินบริษัท และต้องติดคุกนานถึง 2 ปี ก่อนจะได้รับอภัยโทษในปี 2015 และกลับมารับตำแหน่งประธานบริษัทตามเดิม พร้อมกับบริหาร SK Group มาจนถึงปัจจุบัน
ที่มา: Reuters [1][2][3], CNBC, Forbes, SK [1][2], SK Heritage Museum, The Economist, All Things AI, Korea Who, UChicago Library, Euro News, Yahoo! Finance
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney