กำเนิดโควิด..ทฤษฎีจริงจังหรือหรรษา?

ข่าว

    กำเนิดโควิด..ทฤษฎีจริงจังหรือหรรษา?

    หมอดื้อ

      30 พ.ค. 2564 05:10 น.

      บทความที่เราอาจต้องกลับมาศึกษา จากผู้เขียนคุณนิโคลัส เวด (Nicholas Wade) เผยแพร่ 4 พฤษภาคม 2021 (https://nicholaswade.medium.com/origin-of-covid-following-the-clues-6f03564c038)

      คุณเวด ตามประวัติ เขียนบทความและเป็นหัวหน้าแผนก ทางด้านวิทยาศาสตร์ ของนิวยอร์ก ไทม์ส ระหว่างปี 1982 ถึง 2012 เป็นคณะบรรณาธิการของวารสารเนเจอร์ในช่วงปี 1967 ถึง 1971 และวารสารวิทยาศาสตร์ (Science) ในช่วงปี 1972 ถึง 1982 (วิกิพีเดีย 6 พฤษภาคม 2021)

      บทความนี้ชื่อว่ากำเนิดโควิด การตามแกะรอยหลักฐาน ที่จะชี้บ่งว่าโควิดที่ระบาดลามไปทั้งโลกและยังไม่หยุดยั้งและมีความสามารถในการปรับตัว ผันแปรตัวเองในทางการติดง่ายขึ้น ทำให้แพร่กระจายได้กว้างขวางขึ้น หลบหลีกภูมิคุ้มกันได้เก่งขึ้น รวมทั้งที่ทำให้เกิดความรุนแรงของโรคได้อย่างมหาศาล ทั้งนี้โดยที่ในประวัติศาสตร์ของไวรัสอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้นและระบาด จะมีจุดอ่อนที่ทำให้ไม่ลุกลามไปมาก

      ยกตัวอย่างเช่นอีโบลา ที่มีระยะฟักตัวก่อนที่จะเกิดอาการสั้น มีโอกาสแพร่เชื้อออกไป โดยที่ไม่รู้ตัว ในระยะเวลาไม่นานนัก และเมื่อเกิดอาการจะเห็นได้ชัดเจนและอาการหนักโดยคนที่ติดเชื้อเหมือนกับถูกตรึงอยู่กับที่ ไวรัสอื่นๆ ในตระกูลต่างๆ เมื่อเกิดระบาดขึ้นแล้ว เช่นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จะถูกปรับสภาพให้กลายเป็นไข้หวัดใหญ่ประจำถิ่นและถูกบรรจุเข้าในวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ฉีดกันประจำทุกปี

      ไวรัสในตระกูลโคโรนา เช่น ซาร์ส เมื่อเกิดขึ้นแม้มีความรุนแรงและระบาดไปทั่ว โดยสามารถแพร่ได้ทางอากาศแต่กลับสาบสูญ และไม่ต่อเนื่อง เมอร์ส ถึงแม้จะไม่หายไปจากสารบบ แต่ลักษณะการเกิดเป็นกะปริบกะปรอย และไม่ดุดันอย่างเช่นในระยะแรกที่เกิดที่ประเทศเกาหลี...

      จากคนป่วยเพียงหนึ่งคนที่เข้าไปในโรงพยาบาลและแพร่กระจายไปทั่วประเทศ

      สำหรับโควิดเปรียบเสมือนปิดจุดอ่อนของพลพรรคที่เกิดมาก่อนล่วงหน้า ทั้งในรูปแบบของการแพร่เชื้อได้นานก่อนที่จะมีอาการ จนกระทั่งเมื่อมีอาการแล้ว มักจะน้อยมากจนไม่รู้ตัวหรือแม้กระทั่งไม่มีอาการเลยทั้งสิ้นและสามารถแพร่โรคต่อไปได้เรื่อยๆ ทำให้สามารถคงสภาพการระบาดไม่เสร็จสิ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2019 จนกระทั่งถึงปัจจุบันในปี 2021 และเหลืออีกประการเดียวที่ยังทำได้ไม่เสร็จสมบูรณ์เช่นรุ่นพี่

      อย่างซาร์ส ก็คือ การแพร่ทางอากาศซึ่งในปัจจุบันจะเกิดขึ้นในบางสถานการณ์ที่เอื้ออำนวยให้เกิดละอองฝอยขนาดจิ๋ว เล็กกว่า 2.5 จนมีขนาด 0.5 ถึง 1.5 ไมครอน

      บทความนี้ไม่ได้บอกชี้ชัดว่า โควิดเกิดตามธรรมชาติทั้งหมด หรือเกิดขึ้นจากการปรับแต่งทางห้องปฏิบัติการ แต่เป็นการวิเคราะห์ตามเวลาไทม์ไลน์ ความเกี่ยวข้องระหว่างบุคคลต่างๆ ที่อยู่ในองค์กรระหว่างประเทศกับสถาบันไวรัสในพื้นที่กำเนิด อู่ฮั่น ลักษณะการทำงานเชื่อมโยงของบุคคลและองค์กรและความสนใจทางวิทยาศาสตร์ในการที่จะหาความเสี่ยงว่าไวรัสในสัตว์โดยเฉพาะค้างคาวจะสามารถเข้ามนุษย์และก่อโรคด้วยความยากง่ายเพียงใด โดยใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบาย

      จนกระทั่งถึงการปรับแต่งโครงสร้างบางส่วนของไวรัส และบทความได้ให้ประเด็น ข้อมูลโครงสร้างของไวรัสในส่วนหนาม และ S1/2 furin cleavage site เป็นต้น

      ความขัดแย้งในเรื่องจุดกำเนิดของไวรัสนี้นำไปสู่กรณีพิพาทซึ่งดูจะกลายเป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างสองประเทศมหาอำนาจที่ประชาชนชาวโลกอย่างเราได้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายโดยปริยาย แล้วแต่หรือขึ้นกับการได้รับฟังรับรู้และความโน้มเอียงแต่เดิมของแต่ละคน...สองทฤษฎีที่ว่าประกอบไปด้วย

      1-ไวรัสโควิด มีต้นกำเนิดมาจากค้างคาว (bat origin) และมีการวิวัฒนาการตามธรรมชาติ (natural evolution) จนกลายเป็นเชื้อโควิดที่ระบาดทั่วโลก หรือ 2-ว่าขั้นตอนสุดท้ายที่ไวรัสตัวนี้เข้าคนได้อาจเป็นจากการปรับแต่งของมนุษย์ (man made experiment) หรือไม่

      โดยทำให้ไวรัสตามธรรมชาติที่เข้าคนได้ แต่ไม่ดีนัก โดยที่พบตั้งแต่ 2012-3 ในการเจอในมูลค้างคาวมงกุฎ และให้ชื่อไวรัสเป็น RmTG13 โดยพบที่เหมือง ในมณฑล tongquan และมีคนงานเสียชีวิตด้วยปอดบวมและเป็นไปได้หรือไม่ ที่มีการนำมาศึกษาปรับเปลี่ยนให้มีความเก่งกาจมากขึ้น (gain of function)

      และในที่สุดหลุด (spill over) จากแล็บ มีนักวิทยาศาสตร์ ระหว่างสถาบันไวรัสจีนทำงานกับอเมริกัน ทุนสนับสนุนของ อเมริกา...เมื่ออ่านแล้ว ในศูนย์เรารู้จักคนที่เกี่ยวพันในบทความเกือบทั้งหมด ทั้งนี้เมื่อเกิดโควิด ในตอนแรก พวกเราในศูนย์เชื่อว่า ไวรัสโควิดมีต้นกำเนิดมาจากค้างคาว (bat origin)

      โครงการ bat surveillance ของ Ecohealth Alliance (ชื่อเดิม wildlife trust) PREDICT Peter Daszak ที่ทำในไทย และทั่วโลกหาไวรัสที่ไม่รู้จัก (novel virus) และศึกษาว่ามีโอกาสที่จะเข้าคนหรือไม่ (species crossover) มีการศึกษาการปรับเปลี่ยน receptor ของไวรัสต่างๆที่จะเข้าคน

      และเป็นความร่วมมือหลายองค์กร รวมทั้งสิงคโปร์ และพบไวรัสในค้างคาว คือ YN02 และที่คล้าย YN02 ในปี 2020 ในไทย รวมทั้งที่มีรายงานจากจีนเองด้วย

      หลังจากที่มีการระบาดของโควิด กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ได้มีการแถลงการณ์ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2020 ทั้งนี้นำโดย Peter Daszak ทั้งนี้ตามบทความนี้ โดยที่องค์กรได้ให้ทุนการวิจัยไวรัสโคโรนาแก่สถาบันอู่ฮั่น และปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงถึงการที่อาจจะมีไวรัสหลุดรอดจากห้องปฏิบัติการและยืนยันว่าเป็นไวรัสที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและผันตัวเป็นโควิด

      ทั้งนี้องค์กรได้มีการทำงานมาไม่ต่ำกว่า 20 ปีเพื่อที่จะคาดการณ์หรือทำนายว่าไวรัสที่ได้ทำการเก็บตัวอย่างจากค้างคาวและสัตว์ป่าจะสามารถข้ามจากสัตว์มาสู่คนหรือไม่ รวมทั้งมีการศึกษาไวรัสชนิดต่างๆ โดยรับประกันว่าเป็นการปฏิบัติโดยรับรองความปลอดภัย

      ลักษณะการให้ความเห็นว่าไม่ใช่การหลุดรอดจากห้องปฏิบัติการยังมาจากกลุ่มของนักไวรัสวิทยานำโดย Kristian G. Andersen สถาบัน Scripps Research Institute

      และล่าสุดองค์การอนามัยโลกได้ออกแถลงการณ์ไม่สนับสนุนทฤษฎีของการที่ไวรัสหลุดรอดออกจากห้องปฏิบัติการ ทั้งนี้คณะผู้เชี่ยวชาญที่เข้าไปสำรวจยังพื้นที่ที่เกิดการระบาดต้นกำเนิดของโควิดประกอบด้วยบุคคลที่ตามบทความนี้ระบุถึงความโยงใยเกี่ยวพันตั้งแต่ต้นโดยอาจไม่เป็นกลางเสียทีเดียว

      ข้อที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง เราควรที่จะทำ bat หรือ animal surveillance อย่างไร ที่การเก็บ การนำมาตรวจ มีความปลอดภัยทั้งคนปฏิบัติ และขั้นตอนสูงสุดอย่างไรที่จะไม่หลุดออกจากห้องปฏิบัติการ

      และการศึกษาดังกล่าวที่จะดูความเสี่ยงของไวรัสเหล่านี้ที่มีเป็น 100 ตัวที่จะเข้ามนุษย์จะคุ้มค่าหรือไม่ ถ้ายังคงใช้วิธีเดิมในการเพาะเชื้อไวรัสและปรับแต่งพันธุกรรม

      และกระบวนการทั้งหมดมีความแน่ใจหรือไม่ว่า จะไม่มีอุบัติเหตุ แม้กระทั่งตามกฎการรักษาความปลอดภัยทางชีวภาพ บุคลากรต้องมีการตรวจสอบ ตรวจตราว่ามีจิตใจแปรปรวน หรือพฤติกรรมผิดปกติในการที่จะนำเชื้อไปแพร่กระจายและกลายเป็นอาวุธชีวภาพหรือไม่

      หรือ แทนที่จะเข้าไปสำรวจสัตว์ป่า ค้างคาว และนำไวรัสที่ไม่รู้จักมาปรับแต่ง หาดูว่าต้องมีการวิวัฒน์กี่ขั้นตอน ที่จะเข้ามนุษย์ได้ และก่อโรคได้ และส่วนใด ท่อนใดของไวรัสจะก่อให้เกิดความรุนแรงได้มากกว่ากันนั้นหยุดทำโดยทันที และส่งเสริมให้มีมาตรการเด็ดขาดไม่ให้มีการรุกล้ำธรรมชาติ สัตว์ป่า ค้าสัตว์ป่า บริโภคสัตว์ตามค่านิยม

      หันมาให้ความสนใจกับเชื้อที่ยังไม่ทราบสาเหตุ ในมนุษย์ที่ขณะนี้มีคนป่วยมากกว่า 50% ที่เป็นโรคติดเชื้อโดยเฉพาะโรคสมองอักเสบ โดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งนี้ให้การรักษาตามความน่าจะเป็นและตามอาการ โดยต่อจากนี้ต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่า คืออะไร เป็นตัวอะไร จะได้มาถึงการรักษา ที่เห็นคนป่วยตรงหน้า และออกมาตรการระบบป้องกันในทันที เพื่อกันการระบาดแพร่กระจาย

      และจากข้อมูลดังกล่าวสามารถโยงใยกลับไปได้โดยทันทีว่าที่แท้ที่จริงแล้ว ผันแปรมาจากสัตว์หรือค้างคาว ด้วยวิธีการที่ปลอดภัยที่สุด

      หยุดรุกล้ำธรรมชาติ หยุดความอยากรู้อยากเห็นทางวิทยาศาสตร์ ที่อาจสุ่มเสี่ยงไปถึงการสังเคราะห์เชื้อ และถ้าหลุดออกสู่ภายนอกกลับเกิดเป็นหายนะขึ้น.

      หมอดื้อ

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      โควิด-19กำเนิดโควิดNicholas Wadeนิวยอร์ก ไทม์สอีโบลาซาร์สเมอร์สสุขภาพหรรษาหมอดื้อ

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2564 เวลา 09:54 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์