แทบทุกประเทศทั่วโลกจะมีเสียงระฆังดังหง่างเหง่ง เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงพิธีกรรมในศาสนาหรือในวัฒนธรรมที่ ผูกพันมาแต่โบราณกาล คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์ สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนหนนี้เราจะนำเอาตำนานของระฆังที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาเล่าสู่กันฟังครับระฆังถือกำเนิดขึ้นในประเทศจีน สำหรับตีบูชาเทพเจ้า จากนั้นก็แพร่สะพัดในเอเชียทวีป ได้แก่อินเดียที่มีศาสนาฮินดูเป็นหลัก ในพม่า ไทย ญี่ปุ่นที่นับถือพุทธศาสนา และที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่งซึ่งมีหลักฐานอยู่ก็คือ อียิปต์โบราณซึ่งมีระฆังสำหรับบูชาเทพโอซิริส (Osiris) เทพแห่งวิญญาณหลังความตายของชนไอยคุปต์ เมื่อกาลเวลาล่วงผ่านไป หลายประเทศในยุโรปก็มีการสร้างระฆังและหอระฆังไว้ตามโบสถ์วิหารเช่นกัน และก็เริ่มมีการแข่งขันสร้างระฆังขนาดใหญ่ เป็นการประกาศความรุ่งเรืองของประเทศและศาสนสถานของตนระฆังยักษ์ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของโลก ก็คือ ระฆัง “ธรรมเจดีย์” สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2019 โดยพระเจ้าธรรมเจดีย์ กษัตริย์มอญ เพื่อให้สถิตคู่กับเจดีย์ “ชเวดากอง” ในนครย่างกุ้ง เป็นระฆังโลหะผสมจากทอง เงิน ทองแดง และดีบุก มีน้ำหนักถึง 290 ตัน ต่อมาในปี พ.ศ.2151 ฟิลิเป เดอ บริโต (Filipe de Brito) ทหารรับจ้างชาวโปรตุเกส ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองสิเรียม ได้ขนระฆังใบนี้ไปจากชเวดากอง เพื่อนำไปหลอมทำปืนใหญ่ แต่แพเกิดล่ม ระฆังจมลงก้นแม่น้ำพะโค โดยไม่มีใครพบเห็นหรือรู้ตำแหน่งจมที่แน่นอนอีกเลย ระฆังมหาคันธะได้มีความพยายามที่จะงมกู้ระฆังธรรมเจดีย์หลายครั้ง แต่แม้จะมีทั้งทีมงานผู้เชี่ยวชาญนานาชาติและอุปกรณ์ทันสมัยแต่ก็หาระฆังนี้ไม่พบ เพราะกระแสน้ำไหลแรง และเปลี่ยนทิศทางตลอดเวลา รวมทั้งทัศนวิสัยใต้น้ำต่ำเพราะความขุ่น อย่างไรก็ตามการค้นหายังคงดำเนินต่อไปไม่ลดละระฆังพม่าอีกใบหนึ่งที่จมอยู่ใต้น้ำได้แก่ ระฆังมหาคันธะ หนัก 23 ตัน ทำด้วยสำริด สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2322 อังกฤษที่ปกครองพม่าได้ขนย้ายระฆังนี้เพื่อไปไว้ที่กัลกัตตา อินเดีย ในปี พ.ศ.2368 แต่ระฆังก็ตกน้ำหายไปเช่นกัน ภายหลังชาวพม่าได้งมกู้ขึ้นมาได้สำเร็จแต่ระฆังยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลกที่ยังสามารถคงอยู่และใช้งานตีได้ดังกังวานนั้นได้แก่ ระฆังมิงกุน อยู่ใกล้กับเจดีย์มินาน ชานเมืองมัณฑะเลย์ มีน้ำหนักถึง 90 ตัน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร ความสูง 15.5 เมตร สร้างเสร็จในปี พ.ศ.2353ทีนี้มาดูระฆังโด่งดังทางฟากฝั่งยุโรปกันบ้าง ระฆังมิงกุนแน่นอนว่าไม่มีระฆังใดมีชื่อเสียงเท่าระฆังพระเจ้าซาร์ (Tsar Bell) ด้วยว่ามีขนาดใหญ่โตมโหฬารที่สุดในโลก (แต่ตีไม่ดัง) ด้วยน้ำหนักถึง 200 ตัน ความสูง 6.14 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 6.6 เมตร เรียกว่าเข้าไปนั่งสวดมนต์ได้เหมือนในโบสถ์เลยทีเดียว สร้างขึ้นโดยโองการของจักรพรรดินีแอนนา อิวานอฟนา (Anna Ivanovna) หลานสาวพระเจ้าปีเตอร์มหาราช (Peter the Great) แต่เมื่อระฆังนี้จวนจะสร้างเสร็จในปี พ.ศ.2280 เหตุ ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น คือเกิดไฟไหม้ใหญ่พระราชวังเครมลิน ฐานที่รองรับระฆังลุกติดไฟ ทหารที่ดูแลระฆังจึงใช้น้ำสาดดับไฟ แต่ระฆังที่ร้อนจัดลุกแดงเมื่อกระทบกับความเย็นฉับพลัน จึงเกิดรอยร้าวขึ้นถึง 11 แห่ง ที่สำคัญที่สุดคือ มีชิ้นส่วนที่แตกหลุดออกมาซึ่งมีน้ำหนักถึง 11 ตัน ครับ ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ไม่เคยเอาขึ้นแขวน และไม่เคยตีให้เกิดเสียงดัง ซึ่งว่ากันว่า เสียงของมันอาจดังไปไกลถึง 50 กิโลเมตรเลยทีเดียว ก็คงเอามาตั้งไว้กับพื้นข้างพระราชวังเครมลินให้นักทัศนาจรได้เห็นความใหญ่โต รวมทั้งลวดลายสลักรอบระฆังที่เป็นรูปทูตสวรรค์ พฤกษา รูปนักบุญ ตลอดจนพระฉายาลักษณ์เท่าองค์จริงของจักรพรรดินีแอนนากับซาร์อเล็กซีย์ ผู้ปกครองรัสเซียในขณะหล่อระฆังแต่ระฆังที่เป็นที่สนใจของชาวโลกเมื่อไม่กี่เดือนมานี้มิได้มีขนาดใหญ่โตอะไร หากทว่าเป็นระฆังที่สถิตแขวนอยู่ในหอระฆังแห่งมหาวิหารนอเทรอดาม (Notre Dame Cathedral) แห่งนครปารีสที่เพิ่งตกเป็นเหยื่อพระเพลิงนั่นเอง เพลิงไหม้มหาวิหารนออเทรอดามมหาวิหารแห่งนี้เริ่มสร้างในปี ค.ศ.1163 และสำเร็จในปี ค.ศ.1345 มีความยาว 128 เมตร กว้าง 48 เมตร มี 2 หอระฆัง แม้วิหารยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่เสียงระฆังของวิหารนี้ก็กังวานให้ชาวนครปารีสได้ยินก่อนแล้ว ประกอบด้วยเสียงจากระฆัง 8 ใบในหอเหนือ ระฆังยักษ์ 2 ใบในหอใต้ ผนวกกับ 7 ใบบนยอดวิหาร และ 3 ใบที่ใช้เป็นเสียงบอกนาฬิกาโมงยามเสียงกลุ่มระฆังของมหาวิหารประสานสร้างความไพเราะครอบคลุมปารีสมานานจนถึงเหตุการณ์ปฏิวัติ (French Revolution) ซึ่งมีการทำลายล้างศาสนสถานต่างๆ ระฆังแมรี (Great Bell Marie) ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ระฆังยักษ์ถูกนำไปหลอมรวมกับระฆังอื่นๆเพื่อเอาไปทำอาวุธของฝ่ายปฏิวัติในช่วงปี ค.ศ.1791-1792แต่ระฆังยักษ์อีกใบหนึ่งยังเหลือรอดจากหายนะ ระฆังใบนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โปรดให้หล่อขึ้นใหม่ในปี ค.ศ.1681 แล้วพระราชทานนามว่าระฆังเอมมานูเอล (Emma-nuel Bell) มีน้ำหนักถึง 13 ตัน จัดเป็นพระเอกในกลุ่มระฆังแห่งวิหาร ตลอดจนเป็นหนึ่งในระฆังที่มีเสียงไพเราะที่สุดของยุโรปอีกด้วย ระฆังเอมมานูเอล.แต่ความโด่งดังที่ทำให้คนทั่วโลกได้รู้จักระฆังแห่งมหาวิหารนี้เกิดจากบทประพันธ์อมตะของยอดกวีฝรั่งเศสนามวิคเตอร์ อูโก (Victor Hugo) เรื่องคนค่อมแห่งนอเทรอดาม (The Hunchback of Notre Dame) เขียนขึ้นในปี ค.ศ.1831 โดยมีเนื้อเรื่องย่อว่า ควอสิโมโดผู้พิการหลังค่อม ตาเกือบบอดสนิท ถูกแม่ทอดทิ้งตั้งแต่เป็นทารก แล้วบาทหลวงฟรอลโลเก็บมาเลี้ยงไว้ในวิหารนอเทรอดาม แล้วให้ทำหน้าที่โหนเชือกตีระฆังยักษ์เอมมานูเอล (เสียงระฆัง ใกล้ๆทำให้หูของไอ้ค่อมพิการเพิ่มอีกอย่าง) ความพิการของควอสิโมโดทำให้เขาถูกฝูงชนปารีสเหยียดหยามและทำร้าย แต่เอสเมอรัลดา สาวยิปซีเร่ร่อนได้ช่วยเหลือเขาไว้ ทำให้ไอ้ค่อมแอบหลงรักเจ้าหล่อน ทว่าเธอก็มีฟีบัสเป็นคนรักอยู่แล้ว และแม้แต่บาทหลวงฟรอลโลก็หลงรักเธอเช่นกัน และหาเหตุให้เธอต้องโทษจนถูกคำสั่งแขวนคอควอสิโมโดพาเอสเมอรัลดาออกจากที่ประหาร แล้วพาไปซ่อนในมหาวิหาร เกิดการต่อสู้กับหมู่ปรปักษ์ เมื่อไอ้ค่อมพยายามทุกวิถีทางเพื่อป้องกันหญิงอันเป็นที่รัก แต่สุดท้ายเขาและเธอก็ต้องพบจุดจบอันเป็นโศกนาฏกรรม และกลายเป็นตำนานที่เมื่อทุกคนได้ยินชื่อนอเทรอดาม ก็จะหวนรำลึกถึงบทประพันธ์ของอูโกเรื่องนี้ รอยแตกของระฆังพระเจ้าซาร์แต่แล้วคนทั้งโลกก็ต้องตกตะลึงเมื่อได้เห็นข่าวพระเพลิงโหมลุกไหม้มหาวิหารนอเทรอดามเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2562 ที่เพิ่งผ่านไปไม่นานนี้เอง ไฟอันร้อนแรงได้ทำลายศิลปวัตถุอันมีอายุเก่าแก่ในวิหารอายุ 850 ปีแห่งนี้ โดยเฉพาะยอดวิหารได้หักพังโค่นลงมาแล้วระฆังทั้งหลายซึ่งส่งเสียงกังวานให้ชาวนครปารีสได้ฟังมาช้านานนั้นยังคงอยู่ดีหรือไม่?นับว่าเคราะห์ดีที่ขณะนั้นมหาวิหารอยู่ระหว่างการซ่อมแซม ศิลปวัตถุที่สามารถเคลื่อนย้ายได้นั้นถูกนำไปเก็บรักษาไว้อย่างดี อาทิ หน้าต่างกระจกสีและมงกุฎหนามพระเยซู ระฆังพระจันทร์“มันมีความเสี่ยงอยู่บ้างที่ระฆังยักษ์เอมมานูเอลจะหลุดร่วงลงมา” ชัง-คล็อด กัลเลต์ หัวหน้าหน่วยคบเพลิงแห่งนครปารีสกล่าว “ซึ่งนั่นหมายถึงว่าหอระฆังต้องพังลงมาด้วย แต่เราส่งกำลังดับเพลิงควบคุมทั้งภายในและภายนอกวิหารไว้ได้ ระฆังจึงยังคงปลอดภัย”มีผู้อุทิศเงินจำนวนมหาศาลเพื่อการบูรณาการมหาวิหารนอเทรอดามซึ่งอีกไม่นานเราก็จะได้เห็นมหาวิหารอันงดงาม และได้ฟังเสียงระฆังดังกังวานทั่วนครปารีสอีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน.ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูนโดย : อุดร จารุรัตน์