จากแรงบันดาลใจมาจากวันเวลายุคแรกเริ่มแห่งการพิชิตท้องฟ้า พร้อมทั้งสดุดีแด่เหล่านักบุกเบิก ผู้ซึ่งไม่เคยย่อท้อต่อความเชื่อที่ว่าสักวันหนึ่ง มนุษย์เรานั้นจะสามารถโบยบินได้ท่ามกลางเวหา แอร์เมส (Hermes) ได้รังสรรค์ นาฬิกา อาร์โซ เล ฟอลี ดู เซียล งดงามราวดั่งฝันด้วยองค์ประกอบอันบางเบาดุจอากาศ ซึ่ง นาฬิกาอาร์โซ ได้รังสรรค์ขึ้นในปี ค.ศ.1978 โดย อองรี ดอริญี เพื่อเป็นการแสดงออกถึงพลังแห่งความสร้างสรรค์ของ แอร์เมส ด้วยเรือนเวลา อาร์โซ เล ฟอลี ดู เซียล ที่ได้ผสมผสานความงดงามของภาพวาด งานแกะสลัก และการเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา สู่การสร้างสรรค์ องค์ประกอบอันมีเอกลักษณ์เฉพาะหนึ่งเดียว ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลวดลายโดดเด่น บนผืนผ้าพันคอไหม เล ฟอลี ดู เซียล ของลออิก ดูบิเจียน ซึ่งออกแบบขึ้นในปี ค.ศ.1984 เพื่อเป็นเกียรติแก่วิทยาศาสตร์และการศึกษาเกี่ยวกับอากาศธาตุ โดยถ่ายทอดถึงช่วงเวลาในยุคแรกเริ่มเหล่านั้น ระหว่างพื้นดินและอากาศ ระหว่างความฝันและความจริง นาฬิกา อาร์โซ เล ฟอลี ดู เซียล จึงเป็นดั่งการแสดงออกถึงศาสตร์และศิลป์แห่งเครื่องบอกเวลาภายใต้จิตวิญญาณเดียวกันนี้ ที่เหล่าศิลปินของแอร์เมสได้รังสรรค์การเดินทางราวดั่งฝันขึ้นอีกครั้ง ภายในตัวเรือนไวท์โกลด์ 38 มม. ขับเคลื่อนโดยกลไกจักรกล พร้อมเผยความงดงามวิจิตรบนหน้าปัดเปลือกหอยมุกด้วยพื้นผิวเหลือบสีที่สามารถมองเห็นได้ผ่านควันอันบางเบาที่ปล่อยออกจากปล่องไฟ รวมถึงภาพของฮอตแอร์บอลลูนสีชมพูนีโอราไลต์และสีเขียวสองลำที่โบยบินไปตามคลื่นสายลม โดยผืนผ้าใบซึ่งผ่านกระบวนการเผาภายในเตาได้รังสรรค์ความโค้งและมีมิตินูนต่ำ เสมือนดั่งภาพของลมร้อนที่ค่อยๆเติมเข้าไปในบอลลูน และพาบอลลูนให้ค่อยๆลอยลำ พร้อมที่จะบินขึ้นสู่ท้องฟ้า บอลลูนทั้งสองลำนี้ถูกผูกติดกับเรือกอนโดลาที่ทำจากไวท์โกลด์ และวาดด้วยมืออย่างวิจิตรสวยงามในรูปทรงนก อันเป็นสัญลักษณ์ดั้งเดิมของการเดินทางและการย้ายถิ่นฐาน ซึ่งนับเป็นแรงบันดาลใจแรกของมนุษยชาติในการประดิษฐ์เรือบินแห่งอนาคต และ ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา คือบอลลูนที่เคลื่อน ไหวซึ่งวาดขึ้นด้วยมือและนำมาติดบนหน้า ปัด ผ่านการออกแบบ อย่างสมดุล และสามารถหมุนอยู่บนแกนในจังหวะเดียว กันกับการเคลื่อน ไหวของข้อมือผู้สวมใส่ ขณะที่คำว่า “Hermès Paris” นั้นประทับนูนเสมือนดั่งลายเซ็นลับที่ตั้งใจสงวนไว้ให้กับแต่ละนักเดินทางทั้งหมด 24 คน ผู้ซึ่งได้ครอบครองเรือนเวลาซีรีส์จำนวนจำกัดนี้โดยเฉพาะ.