เดินตามรอยบรรพบุรุษในการเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นรุ่นที่ 3 ของตระกูล “อดิพลิน ภาณุพงศ์” ข้าราชการหนุ่มรุ่นใหม่ โปรไฟล์เยี่ยมที่กำลังจะไปประจำการที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในตำแหน่งที่ปรึกษาเอกอัครราชทูตไทย เร็วๆนี้คุณตั้ว-อดิพลิน ภาณุพงศ์ ทายาทคนโต ของ อดิศักดิ์-สิริพร ภาณุพงศ์ สองนักการทูต ที่เป็นต้นแบบของลูกๆให้ได้เจริญรอยตาม โดย คุณตั้ว-อดิพลิน เล่าถึงเส้นทางชีวิตที่เลือกด้วยตัวเองว่า ตั้วเลือกทำงานเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ เพราะความสนใจด้วยตัวเอง ได้เห็นงานที่คุณพ่อคุณแม่ทำ ได้ช่วยเหลือคนไทย รู้สึกดี จึงมีความสนใจมาตลอด พอเรียนจบปริญญาตรี คณะศิลป ศาสตร์ หลักสูตรภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท รัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จาก University of East Anglia ประเทศอังกฤษ จึงเข้ามารับราชการทำงานที่กระทรวงมากว่า 10 ปีแล้ว“ที่ผมรู้สึกดี เพราะตอนเด็กๆ ตอนนั้นคุณพ่ออยู่ที่สิงคโปร์ มีคนไทยหนีนายจ้างปืนรั้วเข้ามาสถานทูต คุณพ่อคุณแม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ ผมก็ได้เห็นว่าเขาทุกข์อย่างไร พอช่วยเขาได้ เขาดีใจ เราได้เห็น ทำให้เกิดความประทับใจมาโดยตลอด นอกจากคุณพ่อแล้ว ยังมีคุณปู่ที่เป็นนักการทูตด้วย เพราะฉะนั้นบ้านผมและน้องชายคนเล็ก เป็นเจเนอเรชันที่ 3 ที่ทำงานในกระทรวงนี้ครับ ตอนนี้ผมเป็นหัวหน้าฝ่ายอเมริกากลาง และแปซิฟิกใต้ กรมอเมริกาละติน กำลังจะไปประจำการในตำแหน่งที่ปรึกษา ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในเดือนนี้ หน้าที่ผมจะไปดูด้านการเมืองของสวิตเซอร์แลนด์ มิติความสัมพันธ์การเมืองไทยและสวิตเซอร์แลนด์เป็นหลัก ภารกิจรองต่างๆ งานพิธี งานสารนิเทศ งานกงสุลครับ” ในฐานะข้าราชการ รุ่นใหม่ คุณตั้ว บอกว่า การทำงานมีความท้าทาย และมีหลายมิติ ไม่ใช่เป็นเจ้าหน้าที่นั่งโต๊ะอย่างเดียว ขณะเดียวกันเราต้องเป็นเจ้าหน้าที่พิธีไปในตัวด้วย อย่างในช่วงการประชุมอาเซียนซัมมิต ที่ผ่านมาก่อนโควิดต้องไปดูแลคณะของผู้นำประเทศ ตนได้รับหน้าที่ไปดูแลคณะรัฐมนตรีของสหรัฐฯ ซึ่งต้องใช้ทักษะหลายๆด้านในการดีลกับทุกฝ่าย เป็นความท้าทายที่สนุกดี และที่ตนชอบงานที่ทำอีกอย่าง คือ จะไม่มีใครที่ทำงานอยู่กรมเดิมนี้ไปตลอดชีวิต จะมีการย้ายไปทุก 2-3 ปี เลยทำให้เราทำงานค่อนข้างได้หลากหลาย เมื่อได้ไปลงตรงไหนก็สามารถทำงานได้เลย ตนชอบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา“การไปประจำการที่ต่างประเทศ สบายๆ ไม่ใช่เลย ผมไม่เถียงว่าจะมีภาพสวยหรู การออกงาน การกินเลี้ยงกับผู้นำประเทศมีจริง แต่เป็นพียง 5 หรือ 10% ของงานจริงๆ เท่านั้น เราค่อนข้างทำงานหนักไม่มีใครกลับก่อน 6 โมง หากประจำการต่างประเทศต้องทำ 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด รัฐบาลให้เงินเรามาเผื่อทำงานเสาร์ อาทิตย์ด้วย เพราะฉะนั้นไม่มีข้ออ้างว่าวันนี้วันเสาร์ไม่ทำงาน ถ้ามันมีงาน มีปัญหาก็ต้องไปช่วยต้องไปทำ หน้าที่เราอีกอย่างที่สำคัญคือ การช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ ในช่วงที่ผมเคยประจำการที่ตุรกี ได้ทำงานกงสุล หลายๆครั้งผมได้ช่วยคนไทยที่เขาต้องการความช่วยเหลือในหลายๆด้าน แต่ละคนไม่เหมือนกัน ค่อนข้างเยอะ และทุกครั้งที่เราช่วยได้ เป็นความรู้สึกที่ภูมิใจที่เงินแทนไม่ได้ และทำให้ได้มิตรภาพใหม่ๆกลับมาด้วย”...ความภูมิใจของนักการทูตรุ่นใหม่ไฟแรงคนนี้.