ข้อเรียกร้องเรื่องการสมรสเท่าเทียมที่ต้องการให้ทุกเพศสภาพสามารถจดทะเบียนสมรส สร้างครอบครัวอย่างถูกต้อง และได้รับสิทธิ ทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิรับมรดก สิทธิในการกู้ร่วม รวมทั้งข้อปฏิบัติด้านอื่นๆเช่นเดียวกับคู่สมรสชาย-หญิง เป็นความเคลื่อนไหวครั้งสาคัญในการสร้างความเสมอภาคและความทัดเทียมในสังคมไทยยุคใหม่บริษัทเรียลสมาร์ท จำกัด (Real Smart) ดิจิทัลเอเจนซีได้เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการสมรสเท่าเทียม ผ่านเครื่องมือฟังเสียงความเคลื่อนไหวและเสียงบนโลกออนไลน์ อย่าง Social Listening เรียบเรียงไทม์ไลน์ ที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดียทั้งหมด นับตั้งแต่คำว่า #สมรสเท่าเทียม ถูกเอ่ยจากจุดเริ่มต้นจนปัจจุบันประเด็นสมรสเท่าเทียมเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงวันที่ 9 ก.พ.2565 หลังจากที่ประชุมสภามีมติให้คณะรัฐมนตรีรับร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมไปพิจารณา ก่อนส่งกลับคืนให้สภารับหลักการภายใน 60 วัน ทำให้โลกโซเชียลมีเดีย ทวิตเตอร์ (Twitter) พูดถึงประเด็น “สมรสเท่าเทียม” กันอย่างกว้างขวาง โดยต้องการสื่อให้เห็นว่าการสมรสเท่าเทียมนั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ใครคนหนึ่งจะรักใครสักคนได้ และกฎหมายที่มีอยู่นั้นล้าหลัง ต้องทำปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น เพื่อตอบรับความหลากหลายของมนุษย์ ต่อมากราฟขยับตัวสูงขึ้นในวันที่ 11 ก.พ.2565 บนทวิตเตอร์พูดถึงรูปถ่ายเกี่ยวกับคำพูด “ที่ไม่สมรสเท่าเทียม เพราะเห็นคนไม่เท่ากัน?” และได้รับความสนใจมีผู้แสดงความคิดเห็นและรีทวีต (Retweets) เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นกราฟเริ่มปรับลดลงก่อนดีดตัวขึ้นสูงอย่างรวดเร็วช่วงวันที่ 14 ก.พ.2565 วันแห่งความรัก โดยเฉพาะต่อกิจกรรมของสำนักงานเขตบางขุนเทียน ที่ได้เปิดจุดจดทะเบียนสมรสให้คู่รักชายหญิง รวมถึง LGBTQ+ เข้ามาจดทะเบียนได้โดยไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆประเด็นหลักที่คนไทยในโซเชียลให้ความสนใจมากที่สุด คือ “พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม” และเมื่อดูจากข้อมูลพบว่า คนไทยส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นเชิงสนับสนุน แต่ก็ยังคงมีคนบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยสําหรับความคิดเห็นเชิงบวก (Positive Sentiment)นั่นคือเห็นด้วยและสนับสนุน มีจำนวน 65% ส่วนความเห็นเชิงทั่วไป (Neutral Sentiment) ซึ่งเป็นความคิดที่มีทิศทางบวกมีจำนวน 19% และกลุ่มไม่เห็นด้วยหรือมีความเห็นเชิงลบ (Negative Sentiment) จำนวน 16%.