หลังจากสู้รบศึกภายในต่ออีกประมาณ 4 ปี ในปี 1948 กองทัพแดงสามารถยึดจีนทั้งประเทศได้สำเร็จ ตีกองทัพที่เหลือของเจียงไคเช็กตกทะเลย้ายหนีไปเกาะไต้หวันเจียงไคเช็กคาดการณ์ถึงชะตากรรมและอนาคตอันมืดมนของตัวเองดี...จึงได้เตรียมการหนีอพยพไปไต้หวันล่วงหน้ามาก่อน 2 ปี โดยย้ายผู้คนที่มีความรู้ความสามารถทุกสาขา ผู้มีทรัพย์สิน ชนชั้นสูงผู้มีการศึกษา กำลังอาวุธทุกอย่าง ทองคำ เงินตราทุนสำรองของประเทศจีน ทรัพยากร อาหาร อีกทั้งถอดชิ้นส่วนโรงงาน รื้อถอนเครื่องจักรต่างๆเท่าที่จะทำได้ โดยเคลื่อนย้ายจากเซี่ยงไฮ้ กวางตุ้ง และเมืองอื่นๆจำนวนมหาศาลไปที่ไต้หวันจึงไม่น่าแปลกใจว่าประเทศไต้หวันหลังปี 1950 จึงมีความเจริญทางเศรษฐกิจติดอันดับโลกอย่างรวดเร็ว ในขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่หลังสงครามต้องอยู่ในสภาพอดอยากต่อจากปี 1950 ไปอีกไม่ต่ำกว่า 20 ปีเมื่อเจียงไคเช็กหนีไปไต้หวันได้เกือบปี กองทัพแดงเตรียมบุกยึดเกาะไต้หวัน (ด้วยเรือประมงอย่างเดียว เพราะไม่มีเรือรบ แต่มั่นใจว่าจะยึดได้ เพราะมีประสบการณ์จากการยึดเกาะไหหลำที่ใหญ่กว่าได้ด้วยวิธีการเดียวกันนี้) อเมริกาได้ส่งกองเรือที่ 7 มาขวางที่ช่องแคบระหว่างจีนและไต้หวัน...ทำให้ความพยายามต้องล้มเลิกไป ปัญหาไต้หวันจึงค้างคามาจนถึงทุกวันนี้ในปี 1950 หลังจบสงครามภายในประเทศอันยืดเยื้อได้ไม่นาน จีนยังไม่ทันมีเวลาหายใจโล่งๆ ก็เกิดสงครามเกาหลี ซึ่งอเมริกา โดยอาศัยมติสหประชาชาตินำกำลังทหารอเมริกา และสหประชาชาติเป็นแสนคน ยกพลขึ้นบกที่เกาหลีใต้ เพื่อต่อสู้กับเกาหลีเหนือที่บุกเข้ามาในดินแดนเกาหลีใต้สามารถตีโต้ทัพเกาหลีกลับไป และตีขึ้นเหนือต่อไปอีกจนทะลุเส้นขนาน 38 เข้าสู่ดินแดนเกาหลีเหนือ (รัสเซียได้ปกครองเกาหลีเหนือจากการชนะสงคราม เป็นการรับช่วงเกาหลีเหนือจากญี่ปุ่น ส่วนอเมริการับช่วงส่วนที่เป็นเกาหลีใต้ไป) รัสเซียปฏิเสธการเข้าเกี่ยวข้องโดยตัดสินใจไม่ช่วยเกาหลีเหนือ ภาระนี้จึงตกอยู่กับจีนเมาเซตุงเรียกประชุมคณะปกครองประเทศเต็มคณะ (ซึ่งแน่นอนต้องมีนายพลเก่งๆทั้งหมดของกองทัพแดง) เพื่อตัดสินใจว่าจะช่วยเกาหลีเหนือหรือไม่ ปรากฏว่ามติเสียงข้างมากโดยเฉพาะฝ่ายทหารต่างประกาศไม่เข้าช่วย ด้วยเหตุผลที่ว่ากองทัพจีนไม่มีอาวุธ (เครื่องบิน เรือรบปืนใหญ่) ที่ทันสมัยเลยขาดเสบียงอย่างหนักขาดระบบขนส่ง (ไม่ใช่รบในจีนต้องไปรบในดินแดนประเทศอื่น ซึ่งเป็นภูเขาทุรกันดารไม่มีประชาชนคอยสนับสนุนเสบียงในพื้นที่เหมือนในจีน) ฤดูหนาวอากาศหนาวมากกองทัพไม่มีอุปกรณ์กันหนาวให้ทหารได้เพียงพอสรุปคือ ความพร้อมเพื่อการรบในครั้งนี้ไม่มีสักข้อเมาเซตุงตกใจมากที่แม้กระทั่งจอมพลหลินเปียวที่เก่งกาจที่สุดในกองทัพแดง เคยรบกับกองทัพเจียงไคเช็กและทหารญี่ปุ่น มีวีรกรรมมากมายจนได้ฉายาว่าเป็นผู้รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง เป็นวีรบุรุษจากสงครามอันดับหนึ่งของประเทศ ยังลงมติปฏิเสธการเข้าร่วมสงครามครั้งนี้แต่เมาเซตุงฝืนมติเสียงส่วนใหญ่โดยยืนยันว่าต้องรบ ถึงแม้จะยอมรับตรรกะจากฝ่ายทหารว่ากองทัพจีนไม่มีความพร้อมในการรบครั้งนี้ก็ตาม เหตุผลที่เมาเซตุงตัดสินใจเช่นนี้ คือหากอเมริกายึดเกาหลีเหนือซึ่งติดจีนได้ ก็จะเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของจีน จีนจะต้องถูกอเมริกาคุกคามข่มขู่ตลอดเวลาและเป็นที่ทราบกันดีว่าอเมริกาเป็นไม้เบื่อไม้เมากับจีนขนาดไหน แม้ว่าครั้งนี้จีนจำต้องเข้าร่วมรบอย่างไม่พร้อมและโดยไม่มีทางเลือกสิ่งหนึ่งที่เมาเซตุงมั่นใจว่าจีนมีข้อได้เปรียบคือ เสียงสนับสนุนจากประชาชนที่มีเต็มเปี่ยมต่อกองทัพแดง และคณะผู้นำประเทศภายใต้การนำของเมาเซตุง แรงสนับสนุนนี้ส่งผลให้ขวัญและกำลังใจของทหารจีนดีมาก และพร้อมที่จะรบด้วยความกล้าหาญและเสียสละเพื่อครอบครัวตนเองและอนาคตของคนรุ่นหลัง ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนมากจากทหารฝ่ายอเมริกาซึ่งเป็นเพียงทหารรับจ้าง ที่ไม่มีความฮึกเหิม ในการรบในที่สุดเมาเซตุงสามารถชักชวนให้ที่ประชุมเห็นชอบได้ แต่ปรากฏว่า จอมพลหลินเปียวอ้างป่วยหนักสุขภาพไม่ดี ไม่สามารถนำทัพได้ ในขณะที่จอมพลเบอร์ 2 ชื่อ เฉินเกิน ยอมนำทัพ แต่ป่วยจริง ตำแหน่งจอมทัพจึงต้องตกไปอยู่ที่จอมพลเบอร์ 3 นาม เผิง เต๋อไหวยและก็เป็นไปตามที่เมาเซตุงคาด ฝั่งอเมริกาประเมินกองทัพจีนไว้ต่ำ เพราะใช้สุภาษิตซุนหวู่ คือรู้เขา (รู้ว่าจีน ไม่มีทุกอย่าง) รู้เรา (รู้ว่าฝั่งอเมริกามีทุกอย่าง) แม้กระทั่งชื่อผู้นำทัพจีน นายพลเผิง เต๋อไหวย เสนาธิการทหาร อเมริกา ก็ไม่มีคนรู้จักและไม่สนใจด้วยฝ่ายอเมริกานำโดยจอมพล แมกอาเธอร์ จอมทัพฝ่ายพันธมิตรในสมรภูมิแปซิฟิก ที่รบชนะญี่ปุ่นและเป็นผู้ปกครองประเทศญี่ปุ่น กำชะตาชีวิตประชาชนญี่ปุ่นจำนวนเกือบร้อยล้านคนในกำมือ มีอำนาจเกรียงไกรยิ่งใหญ่ (หากไปถามผู้ชำนาญการทางการทหารร้อยคน ก็จะสามารถฟันธงทำนายว่าอเมริกาจะชนะทั้งร้อยคน) แมคอาเธอร์เมื่อทราบว่า... จีนตัดสินใจเข้าร่วมสงครามย่ามใจถึงขนาดประกาศในสื่ออเมริกา ว่าจะตีกองทัพจีนให้กลับไปดินแดนจีนได้ภายใน 3 เดือน ทันเวลาให้ทหารอเมริกันได้กลับไปฉลองคริสต์มาสที่บ้านได้ (สงครามเริ่มตุลาคม ปี 1950)เมาเซตุงทราบดีว่ากำลังเล่นไพ่ในมือที่โบ๋ ไม่มีแต้ม ทางที่จะชนะคือต้องเกให้คู่ต่อสู้หมอบอย่างเดียวโดยต้องไม่เปิดไพ่ดูแต้ม จึงส่งลูกชายคนเดียวที่เหลืออยู่ (ครอบครัวเมาเซตุงมีพี่น้องตายในสงครามหลายคน) ไปร่วมรบที่เกาหลี โดยสั่งการให้อยู่แนวหน้าพร้อมทหารราบเพื่อเป็นกำลังใจและประกาศรับอาสาสมัครทหารที่จะไปร่วมรบโดยสมัครใจ (ไม่ใช่ด้วยการออกคำสั่งหรือเกณฑ์ให้ไป)ปรากฏว่ามีประชาชนสมัครใจไปเป็นล้านคนเกินจำนวนที่ต้องการส่งไป เมาเซตุงกำชับแม่ทัพเผิงว่าในการต่อสู้สมรภูมิแรกต้องชนะโดยไม่ต้องคำนึงถึงความเสียหาย และต้องใช้กลยุทธ์สร้างความประหลาดใจทำทุกอย่างที่ ศัตรูคาดไม่ถึง ด้วยความรวดเร็ว เป็นชัยชนะและยุทธวิธีที่จำต้องใช้เลือดเนื้อและชีวิตของทหารจำนวนมากเข้าแลก.หมอดื้อ