ปริศนาโควิดอินเดีย-อิทธิฤทธิ์ยาฆ่าพยาธิ

ข่าว

    ปริศนาโควิดอินเดีย-อิทธิฤทธิ์ยาฆ่าพยาธิ

    หมอดื้อ

      26 ก.ย. 2564 04:35 น.

      เป็นที่พิศวงงงงวยกันทั่วโลก เมื่อประเทศอินเดียที่ประสบเคราะห์กรรม มีผู้ป่วยติดเชื้อแต่ละวันจำนวนมหาศาล รวมทั้งที่เสียชีวิตเป็นกองพะเนิน จู่ๆจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ รวมทั้งจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงฮวบฮาบ กระทั่งตีความกันต่างๆนานาว่าท่าทางจะตรวจน้อยลงหรือตายที่บ้านตกสำรวจไปหรือเปล่า แบบในบางประเทศ

      แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง ก็ยืนยันตัวเลขสถิติที่น่าจะเป็นเครื่องสะท้อนถึงมาตรการบางอย่างในระยะเวลาตั้งแต่ก่อนต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงปลายเดือนสิงหาคมที่ตัวเลขต่ำลงจริง

      แม้แต่ข่าวต่างประเทศอย่างเช่นนิวยอร์กไทม์ส ในตอนปลายเดือนสิงหาคม ยังได้ตีพิมพ์บทความโดยใช้คำบรรยายว่า เป็นการลดลงในตัวเลขอย่างมหึมาฮวบฮาบ (colossal drop)

      ทั้งนี้ยังมีปรากฏการณ์พิศวงโดยที่โดยรวมในประเทศอินเดียจะมีสถานการณ์ดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่จะมีบางรัฐกลับย่ำแย่ เช่นรัฐเล็กๆทางภาคใต้ของประเทศ ชื่อ Kerala มีจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ถึงมากกว่า 22,000 รายในช่วงสามวัน ในขณะที่รัฐหรือแคว้นอื่นนั้นที่มีประชากรเยอะกว่ามากยังน้อยกว่า 10,000 รายด้วยซ้ำ และ จำนวนผู้เสียชีวิตในวันที่ 15 สิงหาคมนั้น ในรัฐ Kerala มีจำนวนติดเชื้อใหม่ 18,582 ราย จากตัวเลข 32,937 รายของทั้งประเทศและเสียชีวิต 102 รายจากทั้งหมด 417 ราย

      จากการวิเคราะห์เจาะลึกเป็นไปได้อย่างสูงว่าปรากฏการณ์นี้ ควรจะเกิดขึ้นจากที่มีการใช้ยาฆ่าพยาธิชื่อไอเวอร์เมคติน โดยที่ใช้ตั้งแต่แรกเริ่มที่มีการติดเชื้อ หรือน่าจะมีการติดเชื้อและยังไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อยเท่านั้น

      ในรัฐเดลีที่มีประชากรใกล้เคียงกับ Kerala ในช่วงเวลาเดียวกันมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 53 รายและไม่มีรายงานเสียชีวิต และในแขวงอุตตรประเทศ ที่ใช้ยาฆ่าพยาธินี้เช่นเดียวกับเดลี และมีประชากรมากกว่าถึงแปดเท่าโดยมีผู้ป่วยรายใหม่เพียง 30 รายและมีผู้เสียชีวิตหนึ่งรายเท่านั้น ถ้าคิดสัดส่วนแล้ว Kerala มีผู้ป่วยรายใหม่มากกว่าอุตตรประเทศถึง 619 เท่า และเสียชีวิตมากกว่า 100 เท่า

      ข้อที่แตกต่างอย่างมากที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการที่ Kerala ทุ่มเทวางใจ วางเดิมพันเต็มหน้าตักกับวัคซีนและไม่เชื่อในประสิทธิภาพของยาฆ่าพยาธิอุตตรประเทศเป็นแขวงแรกในประเทศอินเดียที่มีการใช้ยาฆ่าพยาธิไอเวอร์เมคติน ทั้งในบทบาทของการป้องกันหลังสัมผัสผู้ติดเชื้อและในการรักษาตั้งแต่เริ่มต้น ในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2564 ได้มีการนำยาฆ่าพยาธินี้มาใช้กับบุคลากรทางสาธารณสุขเป็นการนำร่อง ทั้งนี้ไม่มีบุคลากรคนใดเลยที่แสดงอาการของการติดเชื้อทั้งๆที่มีการสัมผัสจากการดูแลรักษาบริบาลผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิดจริงยืนยันจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

      และจากนั้นกลายเป็นหลักปฏิบัติในการให้ยาฆ่าพยาธินี้แก่ผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อทุกราย รวมกระทั่งถึงทุกคนในครัวเรือนถ้ามีแม้แต่คนเดียวในครอบครัวติดเชื้อโควิด

      และในข้อมูลก่อนการตีพิมพ์ได้แสดงตัวเลขหลักฐานชัดเจนว่ายาฆ่าพยาธิสามารถลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตและยังสามารถลดปริมาณของไวรัสในผู้ติดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ลดการแพร่กระจายไวรัสหรือจำกัดวงของการระบาดลงไปได้

      ในเขตทามิล นาดู มีการห้ามใช้ยาฆ่าพยาธินี้ตามที่สถาบันทางการแพทย์และการวิจัยของอินเดียได้สนับสนุนประกาศให้ใช้ โดยหันมาใช้และยึดถือการรักษาด้วยเรมเดซิเวียร์ แบบในสหรัฐฯ

      ทั้งนี้ สถาบันของอินเดีย ได้แก่ AIIMS (All India Institute of Medical Sciences) และ ICMR (Indian Council of Medical Research) ได้บรรจุยาฆ่าพยาธิ ในวันที่ 22 เมษายน 2564 ลงในแบบแผนของการปฏิบัติตั้งแต่เริ่มต้นของการติดเชื้อรวมทั้งที่เริ่มมีอาการแม้แต่เล็กน้อยก็ตาม จวบจนกระทั่งในวันที่ 17 พฤษภาคม ก็ยังยืนยันในหลักปฏิบัตินี้อยู่ ท่ามกลางกระแสโจมตีจากสื่อต่างประเทศ

      รวมกระทั่งถึงจากองค์การอนามัยโลกที่กดดันให้ยกเลิกการใช้ยาฆ่าพยาธินี้ โดยในที่สุดได้กลายเป็นแบบแผนปฏิบัติของประเทศอินเดีย (India National Protocol) ในที่สุดในเขตทามิล นาดู และ Kerala ปฏิเสธที่จะทำตามคำแนะนำ แต่ก็ได้ยินยอมที่จะให้ใช้ยาฆ่าพยาธินี้ โดยจำกัดการใช้ในกรอบของผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงเท่านั้น หรือเฉพาะผู้ติดเชื้อที่มีโรคประจำตัวอย่างอื่น (class B) ทำให้พลาดโอกาสที่จะได้ให้การรักษาในผู้ป่วยที่ติดเชื้อตั้งแต่เริ่มต้นหรือมีอาการเบา และในที่สุด Kerala ได้ประกาศระงับไม่ให้มีการใช้ยาฆ่าพยาธินี้ทั้งหมดในวันที่ 5 สิงหาคม 2564

      และผลปรากฏว่าการใช้วัคซีนอย่างขนานใหญ่ ไม่สามารถลดอัตราการติดเชื้อใหม่ได้สำเร็จ โดยที่ในระยะที่ยังมีการยินยอมให้ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการหนัก อัตราการติดเชื้อดูจะลดลงได้บ้างจาก 25% เป็น 10% แต่เมื่อมีการห้ามใช้ยาฆ่าพยาธิอย่างเด็ดขาด อัตราการติดเชื้อกระโดดขึ้นสูงกว่า 15% ภายในระยะเวลาสองสัปดาห์

      อุตตรประเทศกลายเป็นรัฐที่มีผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อน้อยที่สุดและเข้มงวดในการให้ยาฆ่าพยาธิในทุกคนในครอบครัวที่เกิดมีการติดเชื้อขึ้น ทั้งนี้เขตอุตตรประเทศมีการฉีดวัคซีนเพียง 4.9% และถือเป็นหนึ่งในห้ารัฐของประเทศอินเดียที่มีการฉีดวัคซีนน้อยที่สุด โดยที่ Kerala เป็นหนึ่งในห้าของรัฐในประเทศอินเดียที่มีการฉีดวัคซีนมากที่สุดเป็นจำนวนมากกว่า 70% ในคนที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป และ 56% ของประชากร ได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งเข็ม

      อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เลวร้ายของ Kerala อาจจะเกี่ยวเนื่องจากการวางใจประสิทธิภาพของวัคซีนมากเกินไป โดยที่การรักษาวินัยไม่ได้เข้มงวดมากนักในผู้ที่ได้รับวัคซีนตั้งแต่หนึ่งเข็มขึ้นไป

      ทั้งนี้ โดยที่จำนวนไวรัสที่ปลดปล่อยออกมานั้นมีจำนวนมากพอๆ กันระหว่างผู้ไม่ได้รับวัคซีนหรือที่ได้รับวัคซีนไปแล้ว และยิ่งมีการระบาดด้วยสายพันธุ์เดลตา ซึ่งจำนวนไวรัสที่ปล่อยออกมานั้นมีปริมาณสูงกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมถึง 1,000 เท่า จึงอาจจะเป็นข้ออธิบายอีกประการหนึ่ง

      ความไว้ใจมากเกินไปเมื่อได้รับวัคซีนไปแล้วโดยเชื่อว่าจะไม่ติดเชื้อนั้นอาจจะได้ผลตรงข้าม ทั้งนี้ ในรัฐแมสซาชูเสตต์ของสหรัฐฯที่ปรากฏว่าการติดเชื้อในคลัสเตอร์หนึ่ง 74% จาก 469 รายนั้นได้รับวัคซีนสองเข็มแล้วด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับรัฐโอเรกอนและฮาวายที่มีการฉีดวัคซีนสูงสุด

      บทสรุปหรือบทเรียนจากประเทศอินเดียตามคำวิจารณ์จากสื่อตะวันตกปัจจุบันพลิกออกมาว่า ยาฆ่าพยาธิไอเวอร์เมคตินอาจจะสามารถทดแทนกรณีที่หาวัคซีนหรือฉีดไม่พอไม่ทันได้ แต่การฉีดวัคซีนอย่างเดียวไม่สามารถเติมเต็มในกรณีที่ไม่ใช้ยาฆ่าพยาธิหรือใช้ช้าเกินไปได้

      ในประเทศไทย ผู้ออกกฎยังยึดถือฝรั่งเป็นสรณะ จะต้องดูสถานการณ์ หลักฐานและข้อเท็จจริงรอบตัว รอบด้าน และสำนึกในความยากจนของประเทศที่ยากไร้ลงทุกขณะ แต่ยังคงปฏิเสธของดีใกล้ตัวที่ได้ประโยชน์อยู่อย่างคอเป็นเอ็น กรรมมีจริง ตามสนองในชาตินี้.

      หมอดื้อ

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      โควิดอินเดียยาฆ่าพยาธิโควิด-19วัคซีนโควิดสุขภาพหรรษาหมอดื้อ

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2564 เวลา 04:57 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์