เข้ามาโลดแล่นในวงการบันเทิงกว่า 20 ปี ทำมาหมดทั้งนักแสดง และพิธีกรทุกรูปแบบ แต่เพิ่งมาแจ้งเกิดจนได้ฉายา “พ่อพระแห่งยุค” ก็ตอนที่ผันตัวเองมาอยู่หน้าจอเป็นผู้ประกาศข่าวสายลุย ที่พร้อมปะฉะดะตีแผ่ข่าวลึกข่าวร้อนทุกที่ทุกสถานการณ์ จนใครๆก็ขยาดไม่กล้ามีเรื่องด้วย ล่าสุด ถูกจับตามองอีกครั้ง เมื่อ “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ตัดสินใจกลับถิ่นเก่ารับหน้าที่พิธีกรรายการสามแซ่บ ช่วยเสริมทัพแม่ชมและแม่แอฟ หลังปล่อยให้แฟนๆตามลุ้นอยู่นานว่าใครจะมาแทนที่ “กาละแมร์” ในรายการแซ่บสุดในสามโลก แม้จะยังออกอาการเคอะเขิน เพราะวางมาดเข้มเป็นผู้ประกาศข่าวมาพักใหญ่ และห่างหายแวดวงบันเทิงไปเลย แต่คนเจนเวทีอย่าง “โอปป้าหนุ่ม” ก็โชว์ความพลิ้วเอาตัวรอดมาได้สบายๆ เพราะวีรกรรมตอนหนุ่มๆเพียบ จึงได้รับมาแล้วสารพัดฉายา ตั้งแต่ “อ้วนร้อยเมีย” ในยุคที่เจ้าชู้หนักมาก ไปจนถึง “มาเฟียวงการสื่อ” แต่ที่เจ็บสุดและจะไม่ทนคือถูกสบประมาทว่าเป็น “สื่อเทียม” ตอนผันตัวมาเป็นผู้ประกาศข่าวช่อง 3 เต็มตัว และพิธีกรรายการโหนกระแส ท่ามกลางดราม่าถาโถมกระหน่ำซัด บ้างก็หาว่าพยายามเทียบชั้นรุ่นใหญ่ บ้างก็ดราม่าว่าชอบกั๊กแขกรับเชิญ แถมยังโดนดูถูกอย่างหนักจากคนวงการข่าว โดนสบประมาทเยอะว่าเป็น “สื่อเทียม” ไม่ใช่คนสื่อ จะตอบโต้ยังไงก็เป็นแบบนั้นล่ะครับ เป็นธรรมดา ผมเข้าใจบริบทของการทำงานในทุกวงการ คือเราเองอาจจะเป็นคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำ แล้วเราเป็นคนบันเทิงมาก่อน ก็อาจจะเป็นการยอมรับได้ยากสำหรับคนที่เป็นคนข่าวมาก่อน การเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา เขามีสิทธิ์จะคิดว่ากรรชัยจะทำได้เหรอ กรรชัยไม่ใช่สื่อนะ เราไม่ได้ไปโกรธแค้นเขาหรอก แค่เอาสิ่งที่เขาพูดถึงเรามาเป็นการบ้าน มาเป็นแรงบันดาลใจ เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็นว่าเราทำได้ เคยคิดไปถึงขั้นที่ว่าคนที่ว่าเราแรงๆ ก็บอกตัวเองในใจว่าแล้วผมจะทำให้ดีกว่าคุณละกัน ตั้งแต่มาจัดรายการโหนกระแส และเป็นผู้ประกาศข่าวเต็มตัว ชีวิตเปลี่ยนไปขนาดไหนผมอ่านข่าวมา 2-3 ปีแล้ว แต่จัดรายการสัมภาษณ์แนวฮาร์ดทอล์กก็ 8-9 ปี ชีวิตเปลี่ยนไปมาก ต้องตื่นตีห้าครึ่ง จากเดิมที่ตื่น 10 โมงเช้า ผมออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดทุกวัน ไปทำการบ้าน ไปดูข่าวว่าวันนี้มีอะไรบ้างที่ทีมงานต้องการเล่น แล้วโทร.หาแหล่งข่าวเอง จะชอบคุยเอง เพราะไม่อยากฟังจากคนอื่นที่ไปฟังอีกทอดหนึ่งแล้วมาเล่า คือต้องเตรียมหาข้อมูลที่มันแน่นจริงๆ เพราะเราไม่ใช่คนข่าวมาก่อน ทำให้ต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเยอะ ต้องทำการบ้านมากขึ้น ผมว่าผมเปลี่ยนไปเยอะนะ เมื่อก่อนไม่ได้เห็นโลกกว้างมาก อยู่แค่วงเล็กๆของตัวเอง เวลาพูดอะไรอาจจะไม่ได้คิด แต่พอมาทำข่าวและอ่านข่าว ทำให้เห็นโลกกว้างขึ้น ได้เห็นมุมมองของคนมากขึ้น ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเยอะมากขึ้น ทำให้เราเอามาปรับใช้กับชีวิต ฉะนั้น เดี๋ยวนี้เวลาจะพูดอะไรทำอะไรมักจะคิดก่อนทำ ผิดกับเมื่อก่อนที่ทำก่อนคิด แต่เดี๋ยวนี้จะคิดก่อนทุกครั้ง รู้สึกยังไงที่ได้ฉายา “พ่อพระแห่งยุค” เพราะอินกับการทำข่าวมาก และมักช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนบ่อยๆต้องขอบคุณนะครับ แต่สิ่งที่ผมทำไปไม่เคยหวังว่าจะเป็นพ่อพระอะไร คือแค่รู้สึกว่าอันไหนผมช่วยได้ก็จะช่วย ผมยึดถือเรื่องหนึ่งซึ่งเอาไว้เป็นแนวทางชีวิตอยู่แล้ว คือเราจะรับอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องให้กลับคืนสังคมด้วย มีเคสเยอะนะครับ แต่คงยกออกมาพูดไม่ได้ เพราะปกติเวลาทำอะไรไม่อยากให้เป็นข่าวอยู่แล้ว ผมแค่รู้สึกว่าอยากทำก็ทำ ไม่ได้คิดว่าถ้าทำแล้วต้องมาบอกคนอื่น บอกคนโน้นคนนี้ว่าเราทำ ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องขนาดนั้น มันอยู่ที่เจตนาของเรา เจตนาเราต้องการช่วยก็คือช่วย ถ้าเจตนาเราอยากช่วยเพื่อให้ต้องเป็นข่าว มันก็จะเป็นอีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งผมจะไม่ค่อยอินเรื่องนั้น ผมชอบการที่ทำอะไรแล้วไม่ต้องมาบอก เรื่องบางเรื่องก็ไม่ค่อยอยากเอามาบอกด้วย ยกเว้นบางทีคนรอบตัวเขารู้ แล้วทางรายการอาจไปสืบหามาเอง แต่ส่วนตัวจะไม่ค่อยบอกอะไรใคร กลัวไหมคนจะไม่ยอมรับเรา เพราะติดภาพลักษณ์ความเป็นดารากรุ้มกริ่มแรกๆยอมรับว่าห่วง กลัวจะไม่หลุดออกมาจากตรงนั้น แต่เป็นคนที่พอได้ทำอะไรแล้ว จะต้องทำให้มันถึงที่สุด ซึ่งพอได้มาเป็นผู้ประกาศ สิ่งที่ผมทำอันดับแรกคือ ตื่นตีห้าครึ่งทุกวัน เพื่อเตรียมการบ้านหาข้อมูลเอง อะไรทำให้ฮึดสู้จนเอาชนะคำสบประมาทพวกนี้มาได้ผมไม่เคยเสียใจที่โดนวิจารณ์ และรู้สึกว่ามันเป็นแรงอย่างหนึ่งที่ทำให้เราอยากเอาชนะในสิ่งที่เขากำลังต่อว่า ซึ่งคนที่มาต่อว่าไม่ใช่ประชาชน แต่เป็นคนที่นิยามตัวเองว่าทำงานข่าวนี่แหละ หาว่าเป็นสื่อก็ไม่ใช่ ไม่รู้จะนิยามว่าอะไร ไม่ใช่สื่อละสิถึงได้ไปถามเขาแบบนั้น ไร้มารยาท ไม่มีความเป็นสื่อ วิธีที่ผมสัมภาษณ์ก็ต้องยอมรับว่าใช้ทักษะจากที่เคยเล่นละคร เวลาเราจะเล่นละครกับใครสักคน ต้องมีการพูดคุยละลายพฤติกรรมกัน ซึ่งผมมองว่ามันเป็นจุดได้เปรียบของคนที่เป็นนักแสดง เวลาเราต้องไปนั่งคุยกับแขกรับเชิญ ซึ่งเป็นเรื่องซีเรียส เขาก็เกร็งอยู่แล้ว อาจมีอะไรซ่อนอยู่ในใจ ซึ่งเขาไม่อยากพูดให้คนแปลกหน้าฟังหรอก ใครคือไอดอลในการทำงานของ “หนุ่ม กรรชัย”พี่ยุทธ (สรยุทธ สุทัศนะจินดา) คือบุคคลที่ผมให้ความเคารพนับถือ และเป็นแบบอย่างที่ดีของผมมาตลอด แต่คำว่าแบบอย่างไม่ได้แปลว่าผมจะต้องเป็นแบบแก ไม่มีใครเป็นใครได้ เพราะมนุษย์ทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง ทุกคนมีแบบฉบับของตัวเอง การที่จะต้องเป็นเหมือนใครให้ได้ สุดท้ายมันก็คงเป็นไปไม่ได้อยู่ดี เพราะทำยังไงก็ไม่สามารถเป็นเหมือนใครได้ และอย่างพี่ยุทธแกเป็นที่สุดที่หนึ่งอยู่แล้ว ฉะนั้น พี่ยุทธก็คือพี่ยุทธ กรรชัยก็คือกรรชัย อยากให้พี่ยุทธมาเป็นแม่ทัพคอยนำทัพข่าว ผมเองก็ยินดีที่จะเป็นทหารคอยตามแม่ทัพ แฟนๆฝากถามว่า “กรรชัย” มีนะดีอะไร ทำไมคนถึงเอ็นดู ไปลงสาริกาลิ้นทองมาหรือเปล่าไม่มีนะอะไรเลยครับ ไม่เคยลงอะไรทั้งนั้น ผมว่าอาจจะเป็นด้วยที่ผมอยู่วงการมานาน และทำอะไรตรงไปตรงมา มีความจริงใจ ผมไม่ใช่สายมู ก็นับถือพระ, แขวนพระ และไหว้พระปกติเลย. ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ