ผู้ชายเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน ภาวะเสี่ยงอย่างหนึ่ง คือ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับต่อมลูกหมาก ซึ่งในบรรดาอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์และปัสสาวะเพศชาย ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะหนึ่งที่พบการเกิดมะเร็งได้บ่อยครั้งมะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Cancer) เป็นโรคที่มีแนวโน้มจะพบมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในประชากรทั่วโลก ในสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยโรคนี้มากเป็นอันดับ 1 นำหน้ามะเร็งปอด ขณะที่ประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากเป็นอันดับที่ 4-5 ของมะเร็งในเพศชายแม้จะดูเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับการป่วยด้วยโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งที่อวัยวะใดก็ตาม แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า ปัจจุบัน มีวิธีการที่ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมากได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเป็นวิธีที่แม่นยำมากกว่าในอดีต ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าสู่ระบบการรักษาได้อย่างรวดเร็ว โอกาสที่จะหายขาดก็เป็นไปได้มาก นพ.จุลินทร์ โอภานุรักษ์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินปัสสาวะ หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ฝ่ายศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อธิบายถึงความก้าวหน้าในการตรวจวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมากของหน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกๆของประเทศไทยที่แพทย์สามารถใช้วิธีตัดชิ้นเนื้อจากต่อมลูกหมากโดยใช้ภาพเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็ก (MRI Fusion with Transrectal Ultrasound for Prostate Biopsy) ในการตรวจคัดกรองวินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ช่วยให้การตรวจคัดกรองมะเร็งในแต่ละครั้งนั้นแม่นยำมากขึ้นถึงประมาณ 80-90% จากเดิมที่ต้องพึ่งพาวิธีการเจาะเลือดหาค่าแอนติเจนต่อมลูกหมาก (Prostate-Specific Antigen : PSA) และใช้เข็มสุ่มตัดชิ้นเนื้อจากต่อมลูกหมากที่ให้ความแม่นยำแค่ประมาณ 60% เท่านั้น “การเจาะเลือดหาค่า PSA เป็นวิธีการแบบดั้งเดิมในการตรวจคัดกรองวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมาก หากผู้ป่วยรายใดมีผลเลือดที่มีค่า PSA สูง หมายถึงมีแนวโน้มบ่งชี้ว่าอาจเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก เมื่อตรวจพบแพทย์จะทำการเจาะชิ้นเนื้อที่บริเวณต่อมลูกหมากไปตรวจวินิจฉัย ด้วยการสอดเครื่องมืออัลตราซาวนด์เข้าไปทางทวารหนักของผู้ป่วย เพื่อดูรูปร่างของต่อมลูกหมากก่อนจะใช้เข็มเข้าไปเจาะตัดชิ้นเนื้อแบบที่ เรียกว่า “สุ่มตัด” ในตำแหน่งที่เชื่อว่าพบมะเร็งต่อมลูกหมากบ่อยๆ ทำให้ผู้ป่วยบางรายต้องกลับมาเจาะเลือดเพื่อหาค่า PSA ซ้ำอีกครั้ง เพราะยังตรวจไม่พบมะเร็งต่อมลูกหมากในการตรวจครั้งแรก” คุณหมอจุลินทร์บอกศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินปัสสาวะ บอกว่า เพื่อช่วยให้การวินิจฉัยโรคทำได้ง่ายขึ้น จึงมีการนำเอาเทคโนโลยีภาพเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กมาใช้ในการบ่งชี้ความผิดปกติของต่อมลูกหมาก รวมทั้งช่วยบอกความผิดปกติที่พบว่ามีแนวโน้มจะเป็นมะเร็งมากน้อยเพียงใด ซึ่งเมื่อได้ภาพเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กเรียบร้อยแล้ว แพทย์ก็จะนำเข็มเจาะเข้าไปยังบริเวณที่เกิดความผิดปกติของต่อมลูกหมากได้อย่างแม่นยำ เปรียบได้กับการมีแผนที่นำทางให้แพทย์หาตำแหน่งก้อนมะเร็งในต่อมลูกหมากได้สะดวกยิ่งขึ้น “อาจกล่าวได้ว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีการสร้างภาพ 3 มิติ พร้อมการทำอัลตราซาวนด์แบบ Real-time ช่วยให้ แพทย์มองเห็นรายละเอียด ตำแหน่งของก้อนมะเร็งในต่อมลูกหมากได้อย่างชัดเจน ทำให้สามารถกำหนดบริเวณที่จะตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องใช้วิธีการสุ่มตัดแบบเดิมอีกต่อไป” คุณหมอจุลินทร์ย้ำ พร้อมกับอธิบายว่า วิธีการตัดชิ้นเนื้อจากต่อมลูกหมากโดยใช้ภาพเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กอาจต้องใช้เวลาในการทำหัตถการนานกว่าการสุ่มตัดชิ้นเนื้อแบบปกติ เพราะต้องใช้จำนวนเข็มที่มากกว่า รวมถึงตำแหน่งที่ตัดมักเป็นตำแหน่งที่อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดมาก แพทย์จึงจำเป็นต้องให้ยาสลบแก่ผู้ป่วยก่อนทำหัตถการคุณหมอจุลินทร์ บอกว่า แม้จะเป็นวิธีที่ทันสมัยได้ผลดีแต่ก็มีข้อจำกัดสำหรับผู้ป่วยบางกลุ่ม ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีโลหะอยู่ในร่างกาย เช่น เคยได้รับการผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียมหรือข้อเทียมโลหะ เนื่องจากโลหะในร่างกายของผู้ป่วยจะไปรบกวนการทำงานของคลื่นแม่เหล็ก ทำให้ไม่สามารถสร้างภาพต่อมลูกหมากออกมาได้ รวมไปถึงผู้ป่วยที่รับประทานยาในกลุ่มยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งหากจะเข้ารับการตรวจวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยใช้ภาพเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็ก ก็จะต้องหยุดรับประทานยาเหล่านั้นก่อนการทำหัตถการเป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน ปัจจุบัน หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ฝ่ายศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้ใช้ภาพเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กในการตรวจวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมากให้กับผู้ป่วยไปแล้วมากกว่า 200 ราย ช่วยให้แพทย์สามารถตรวจพบมะเร็งได้เร็วขึ้น ทำให้ผู้ป่วยได้เข้าสู่ระบบการรักษาเร็ว ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภายหลังการรักษาดีขึ้นอย่างมากทั้งนี้ นอกเหนือจากหน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะแล้ว การทำงานเพื่อให้ได้ผลดี ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากฝ่ายรังสีวิทยา ในการสร้างภาพต่อมลูกหมากจากเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็ก เพื่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินปัสสาวะได้ใช้เป็นแผนที่นำทางในการ เจาะตัดชิ้นเนื้อจากต่อมลูกหมากของผู้ป่วย ซึ่งการรักษามะเร็งที่ดีที่สุดคือการค้นพบผู้ป่วยที่เป็นโรคในระยะแรก เพื่อหวังผลในการรักษาให้หายขาด มีชีวิตยืนยาวขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีซึ่งหลังจากที่แพทย์วินิจฉัยได้แน่ชัดว่าผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว แพทย์จะประเมินทางเลือกในการรักษาให้กับผู้ป่วย ซึ่งมีทั้งการผ่าตัดโดยใช้วิธีส่องกล้อง (Laparoscopic Radical Prostatectomy) การผ่าตัดโดยใช้แขนกลหุ่นยนต์ที่เรียกว่า ดาวินชี (Robotic-assisted da Vinci Surgery) การใช้รังสีรักษา การให้ยาเคมีบำบัดและการรักษาด้วยฮอร์โมน เป็นต้น โดยแต่ละวิธีในการรักษาขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ต่างๆ เช่น ตำแหน่งที่พบมะเร็ง ขนาดและระยะของเซลล์มะเร็ง สภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย รวมถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภายหลังการรักษา.