เมื่อ 2–3 สัปดาห์ก่อนรู้สึกใจหายกับข่าว “พระเอก” ที่อยู่ยั้งยืนยงคนหนึ่งของวงการบันเทิงไทย “สรพงศ์ ชาตรี” ป่วยด้วยมะเร็งในปอดขั้นสุดท้ายแต่ก็เบาใจลงไปบ้างเมื่อมีคนใกล้ชิดของสรพงศ์มาให้สัมภาษณ์ว่า เขากำลังอยู่ในระหว่างรักษาตัว แม้อาการจะยังหนักอยู่แต่ก็พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นที่ไหนได้ เย็นๆวันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมานี้เอง สำนักข่าวออนไลน์ทุกสำนักก็ “พาดหัวใหญ่” และ “ด่วน” เหมือนกันว่า “สรพงศ์ ชาตรี ถึงแก่กรรมแล้ว” จากไปอย่างสงบในวัย 73 ปี ณ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ สถานที่รักษาตัวล่าสุดของเขานำมาซึ่งความโศกเศร้าเสียใจและเสียดาย จากแฟนภาพยนตร์ทั่วประเทศ รวมถึงหัวหน้าทีมซอกแซกที่เป็นแฟนคลับของ สรพงศ์ ชาตรี มาไม่ต่ำกว่า 50 ปี นับตั้งแต่เขาเข้าสู่วงการหัวหน้าทีมซอกแซกอยู่ในบรรยากาศของการฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ เรื่อง “มันมากับความมืด” นำแสดงโดยสรพงศ์ ชาตรี และนัยนา ชีวานันท์ กำกับการแสดงโดย ม.จ.ชาตรี เฉลิม ยุคล ที่ โรงภาพยนตร์เฉลิมเขตร์ (ปัจจุบันทุบแล้ว) แถวๆสะพานยศเสน่าจะเป็นช่วงปลายปี 2514 ก่อนวันขึ้นปีใหม่ 2515 เพียงไม่กี่วัน ยังจำได้ไม่ลืมมาจนถึงบัดนี้ในฐานะผู้เขียนคอลัมน์ “วิจารณ์ บันเทิง” ของหนังสือ พิมพ์ไทย แทนคนเก่าที่ลาออกไปได้เพียงไม่กี่เดือน หัวหน้าทีมจึงได้รับบัตรเชิญไปร่วมงานด้วยเมื่อไปถึงก็มีโอกาสได้ยืนสัมภาษณ์พูดคุยกับพระเอกและนางเอกอย่างใกล้ชิดอยู่หลายประโยคช่วงนั้นจะรู้สึกปลื้มนางเอก นัยนา ชีวานันท์ มากกว่าพระเอก เพราะสรพงศ์เพิ่งแสดงภาพยนตร์เป็นตัวประกอบมา 2-3 เรื่อง ยังไม่ดังเท่าไหร่นัก แต่นางเอกแม้จะแสดงเรื่องนี้เรื่องแรกเช่นกัน ทว่าผ่านเวทีประกวดนางงาม ยาสระผม “แฟซ่า” (สมัยนั้นดังมาก) มาแล้ว ได้รับตำแหน่งรองคนที่ 1 ด้วย ลงรูปในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ เหตุที่หัวหน้าทีมปลื้มนัยนาเป็นพิเศษในวันนั้นอีกประการหนึ่ง ก็เพราะในประวัติของเธอระบุว่า เดิมชื่อ “มะลิ” เป็นชาวตำบลบ้านแดน อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ อำเภอเกิดของหัวหน้าทีมนี่เองต่อมาเธอประกวดได้เป็น “ธิดาบรรพต” ในงานฤดูหนาวที่หน้าอำเภอ แล้วก็เข้าประกวดนางงามผมสวยกับ “แฟซ่า” ได้รองอันดับ 1 และได้รับเชิญมาแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้หัวหน้าทีมในฐานะลูกบ้านเดียวกันย่อมจะตื่นเต้นไปทางคุณมะลิ หรือ นัยนา ชีวานันท์ มากกว่าเมื่อเจอกันในงานรอบปฐมทัศน์คืน ดังกล่าว“มันมากับความมืด” เป็นหนังประเภทลึกลับซับซ้อน อิงหลักวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์เกี่ยวกับลูกอุกกาบาตที่มาตกที่หมู่บ้านกลางเกาะแห่งหนึ่ง ...ทำให้ชาวบ้านล้มตายและต่อมาก็แพร่ความตายมาขึ้นชายฝั่ง ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องลงไป ช่วยกันกำจัดด้วยความตื่นเต้นกล่าวกันว่านี่คือภาพยนตร์ “ไซไฟ” ที่สร้างโดยคนไทยเรื่องแรกเลยทีเดียว แม้จะทำเงินได้ไม่มากนัก แต่ก็ทำให้ สรพงศ์ ชาตรี และ นัยนา ชีวานันท์ แจ้งเกิดเต็มตัวรวมทั้ง “ท่านมุ้ย” ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ก็ทรงแจ้งเกิดด้วยเช่นกัน เมื่อสื่อมวลชนยุคนั้นต่างเสนอข่าวและเขียนถึงด้วยความชื่นชม หลังจากได้ชมรอบปฐมทัศน์กันไปแล้วต่อมาอีกปีเศษๆเกือบ 2 ปี (2516) “ท่านมุ้ย” จึงได้ทรงสร้างภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ได้แก่ “เขาชื่อกานต์” จากหนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 100 เล่มที่คนไทยควรอ่านจากบทประพันธ์ของ สุวรรณี สุคนธาทรงมอบหมายให้ สรพงศ์ ชาตรี และ นัยนา ชีวานันท์ พระเอกนางเอกคู่ขวัญจาก “มันมากับความมืด” เป็นดาราแสดงนำอีกครั้ง พร้อมด้วย “พระรอง” หรือคู่แข่งพระเอก ภิญโญ ทองเจือ ที่ท่านเชิญมาร่วมแสดงอีกแรงหนึ่ง“เขาชื่อกานต์” ออกฉายที่โรงภาพยนตร์เฉลิมเขตร์เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2516 นับมาถึงปีนี้ 49 ปีพอดิบพอดี...ประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่ง ได้ทั้งเงินทั้งกล่อง...โดยเฉพาะเงิน มีข่าวว่าได้หลายล้านบาท (เยอะมากใน พ.ศ.นั้น) ส่วนกล่อง...ก็คือ รางวัลผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยม (ท่านมุ้ย) และ สรพงศ์ ได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงตุ๊กตาทอง แต่พลาดไปอย่างน่าเสียดายจาก “เขาชื่อกานต์” ทำให้ “เขาชื่อสรพงศ์” กลายเป็นพระเอกเนื้อหอมของวงการภาพยนตร์ไทยตั้งแต่นั้นมา ได้รับการว่าจ้างให้แสดงในบทต่างๆกว่า 500 เรื่อง ได้รับตุ๊กตาทองถึง 2 ครั้งซ้อน และได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดงเมื่อปี 2551 อีกด้วยส่วน นัยนา ชีวานันท์ ก็แยกตัวไปเป็นนางเอกแสดงภาพยนตร์เรื่องต่างๆกว่า 100 เรื่อง ก่อนจะเข้าสู่การสมรส และใช้ชีวิตเป็นแม่บ้าน ห่างเหินจากวงการบันเทิงไปในที่สุดย้อนอดีตกลับไปจะพบว่า สรพงศ์ ชาตรี แจ้งเกิดจาก “มันมากับความมืด” ก็จริง...แต่ภาพยนตร์ที่ทำให้เติบโตเต็มที่เหมือนบัณฑิตที่จบมหาวิทยาลัยแล้วก็คือ “เขาชื่อกานต์” นั่นเองหัวหน้าทีมซอกแซกดูภาพยนตร์เรื่องนี้ 2 ถึง 3 ครั้ง รวมทั้งเขียนแนะนำในคอลัมน์นี้ด้วย (เพราะย้ายมาอยู่ไทยรัฐแล้ว ตั้งแต่ปลายปี 2515) แม้ช่วงหลังๆจะติดตามดูสรพงศ์อีกหลายเรื่อง รวมทั้ง “แผลเก่า” ในบท ไอ้ขวัญ และ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” ที่เขารับบท มหาเถรคันฉ่อง ได้อย่างยอดเยี่ยมทั้ง 2 เรื่องแต่หัวหน้าทีมซอกแซกก็ยังอดมิได้ที่จะหวนกลับไปนึกถึง “เขาชื่อกานต์” และยกให้เป็นภาพยนตร์ไทยที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตการดูภาพยนตร์ของหัวหน้าทีมโดยเฉพาะบทบาทการแสดงเป็น “หมอกานต์” ยังประทับใจหัวหน้าทีมซอกแซกมาจนถึงวันนี้พักผ่อนให้เต็มที่เถิดครับ “สรพงศ์ ชาตรี” พระเอกในดวงใจตลอดกาลของคนไทย.“ซูม”