ฉีกทุกภาพความเป็นไอดอล!! ซุปตาร์หนุ่ม “นิชคุณ หรเวชกุล” จากวงเคป๊อปชื่อดัง 2PM สลัดทุกความอ่อนโยนหล่อสดใสมารับบท “ทิม” ช่างซ่อมภาพลุคเซอร์อยู่กับความกลัวในภาพยนตร์สยองขวัญ “CRACKED ภาพหวาด” จากค่ายซีเจเมเจอร์เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ปะทะนักแสดงสาวฝีมือดี “แพต–ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช” กับเรื่องราวของภาพอาถรรพณ์สุดสะพรึงที่ต้องร่วมค้นปมปริศนาไปด้วยกัน กำลังฉายในโรงภาพยนตร์ตอนนี้!! เลยคว้าตัว “นิชคุณ” มาอัปเดตชีวิตความเติบโตเริ่มจากอะไรทำให้ตัดสินใจรับเล่นเรื่องนี้? “สำหรับผมไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง การแสดงหรือการทำอะไรในชีวิตผม ผมพยายามท้าทายตัวเอง มันต้องมีความกังวล ความตื่นเต้น ความกังวลเพื่อที่จะผลักดันให้เราอยากทำให้ดีขึ้น พอได้บทหนังเรื่องนี้มารู้เลยว่ามันยาก หนักและเครียดแน่นอนแต่ว่ามันน่าลองทำดู ก็เป็นกังวลมากครับตั้งแต่อ่านบทครั้งแรกพี่ท็อป-สุรพงษ์ ผู้กำกับ เค้าเลยบินมาหาผมที่เกาหลีกับทีมงาน มานั่งคุยกัน ผมก็บอกว่าพี่มั่นใจเหรอว่าผมทำได้ เพราะผมก็ยังไม่มั่นใจตัวเองเลย พี่ท็อปเลยบอกว่าเดี๋ยวเรามาสร้างหนังเรื่องนี้ไปด้วยกัน ถ้าพี่ทุ่มเท คุณทุ่มเท มันทำได้อยู่แล้ว”เป็นการฉีกลุคของนิชคุณมาก? “ฉีกมากครับ เริ่มด้วยการไว้หนวดไว้เคราและตัวละครด้วย บทอื่นๆที่ผมเคยเล่นมามันก็สดใสก็เป็นนิชคุณ พี่ท็อปให้โจทย์มาว่าคุณไปสร้างคาแรกเตอร์มาว่าทำยังไงก็ได้ให้ผู้ชายคนนี้คือผู้ชายชื่อ “ทิม” ที่หน้าเหมือน “นิชคุณ” แต่ไม่ใช่ “นิชคุณ” ผมก็เป็นตัวของผมมาแบบนี้ 30 ปีแล้ว จะให้เปลี่ยนเป็นคนที่ไม่ใช่ผมก็หนักใจแล้ว แต่ก็สู้เต็มที่ครับ” แล้วทิมต้องเป็นคนแบบไหน? “ทิมคือคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่จำเป็นต้องทำให้คนอื่นมีความสุข ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้คนอื่นยิ้ม หัวเราะ เค้าเป็นคนมาซ่อมภาพ อยู่ตัวคนเดียวใช้ชีวิตไปวันๆกับความต้องการและความสุขของตัวเอง”มีมุมไหนที่ลิงก์กับความเป็นนิชคุณมั้ย? “คงเป็นความมุ่งมั่นในตัวทิมที่จะทำสิ่งที่คิดไว้ในหัวว่ายังไงก็ต้องทำให้สำเร็จ เค้าอาจจะไม่ใช่คนที่เพอร์เฟกต์แต่เค้าก็พยายามในด้านของเค้า” บททิมทำให้นิชคุณต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง? “มีเรื่องไปเวิร์กช็อปกับแพต น้องนีน่า และไปเวิร์กช็อปกับตัวเอง พยายามสร้างคาแรกเตอร์มาเพราะแต่ละคาแรกเตอร์ในเรื่องนี้เค้ามีความเจ็บปวดอยู่ในหัวใจแตกต่างกันออกไป สร้างความลึกกับคาแรกเตอร์”ผู้กำกับ ท็อป–สุรพงษ์ เผยการเลือกนิชคุณว่า เอาคนที่ดูน่ารักมาทำให้ไม่น่ารัก ยากสำหรับเรามั้ย? “เรื่องนี้แทบไม่มียิ้มเลย อาจจะมียิ้มนิดๆครั้งหรือสองครั้ง แต่ไม่มียิ้มร่าเริง ด้วยเนื้อเรื่องบรรยากาศของหนังมันต้องหนัก ต้องดาร์ก วิ่งหนีน่ากลัวตะโกนร้อง แสดงความกลัว เรียกว่าการแสดงครั้งนี้ผมตะโกนสุดปอดเยอะมาก ธรรมดาผมเป็นคนไม่ค่อยขึ้นเสียง ไม่ใช้เสียงดังเท่าไหร่ เรื่องนี้ตะโกนจนเสียงหายในวันที่ถ่ายซีนหนักๆ 2-3 วัน แต่ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ๆว่าเออ เราก็ตะโกนเสียงดังได้เหมือนกันนะ (หัวเราะ) ผมว่านี่มันคือเสน่ห์ของการแสดง ผมเลยอยากจะลองบทที่มันท้าทาย บทที่ไกลจากตัวผมกว่าบทอื่นๆที่เคยเล่นมา” ลุคไว้หนวดก็ไม่เคยเห็น? “ใช่ครับ ไม่ค่อยมี แฟนคลับดูเรื่องนี้อาจจะตกใจในรูปร่างหน้าตาของผม ก็โทรมอยู่เพราะมันหนักต้องบู๊วิ่งเข้าป่าเต็มที่มาก” เห็นตัวเองลุคนั้นรู้สึกยังไง? “ผมไม่ได้คิดอะไรเลย สิ่งที่ผมอยากแสดงออกมาคือความเป็นทิม ผมคิดถึงแต่ว่าทิมเป็นคนยังไง คิดถึงแต่คาแรกเตอร์กับเนื้อเรื่องและก็พยายามคิดตลอดเวลาในเวลา 2-3 เดือนที่เตรียมตัวและตอนถ่ายเรื่องนี้ จะใช้ชีวิตประจำวันเป็นทิม พยายามทำตัวให้เป็นทิม ว่าถ้าเวลาแบบนี้ทิมจะทำยังไง ธรรมดาผมจะเป็นคนฟังเพลงโรแมนติกแต่ 2-3 เดือนนี้ผมจะฟังแต่เพลงเศร้าและเพลงที่มันกดอารมณ์ ช่วงนั้นแทบจะไม่ได้ออกไปไหนเลย ไม่ยิ้มเยอะ พอว่างก็มีออกไปกินข้าวบ้างแต่ก็พยายามไม่ค่อยเจอคนเท่าไหร่”ถ่ายทำเสร็จเอาตัวละครออกจากตัวยากมั้ย? “ไม่ครับ เอาออกแค่โกนหนวด ผมอยู่กับลุคนี้ตั้งแต่เตรียมตัวเป็นทิม พอโกนหนวดปุ๊บก็กลับมาเป็นนิชคุณ”บรรยากาศการถ่ายทำเป็นไงบ้าง? “สนุกนะครับ แต่มันหนักและเหนื่อยมากๆด้วยอารมณ์ของแต่ละซีน ผมต้องคงความน่ากลัวของซีนนั้นๆเอาไว้ในตัวคือฝังเข้าไปในใจเลยว่าสถานที่นี้ ภาพวาดนั้นเป็นสิ่งที่ฉันเกลียด ฉันกลัว อยากจะออกไปจากสถานที่นั้น เวลาถ่ายทำผมกับแพตจะนั่งห่างๆกัน จริงๆเราสองคนเป็นคนขี้เล่นมากๆ ชอบล้อเล่นกัน คือถ้าใกล้กันก็คงมาขำกัน เลยให้ความเคารพมีพื้นที่ส่วนตัวต่างคนต่างนั่งฟังเพลงทำสมาธิ”ร่วมงานกับแพตเป็นไงบ้าง? “แพตเค้าเป็นนักแสดงที่เก่งมาก เค้าส่งพลังงานออกมาทั้งพลังงานความกลัว พลังงานความโกรธ ความเกลียดออกมาจนผมได้รับรู้จนอินไปด้วยกัน เค้าช่วยผมเยอะมากในด้านการแสดง ถึงแม้จะเป็นหนังสยองขวัญเรื่องแรกของเค้าแต่เค้าก็แสดงได้ดีมากและดึงผมไปด้วย ทำให้ผมปล่อยออกมาได้มากกว่าที่ผมคาดไว้ว่าผมจะทำได้” ความยากที่สุดของเรื่องนี้? “ผมว่ามันคือความหนักใจ เหนื่อยใจกับซีนหนักๆที่หนักขึ้นเรื่อยๆจนหนักมากๆ การบิลต์ขึ้นไปเป็นสิ่งที่ยากมากๆ แต่เราต้องทำให้ได้ ต้องคงความดาร์กหนักไว้ในใจตลอดเวลา” การเล่นบทนี้ให้ประสบการณ์อะไรเราบ้าง? “ให้ประสบการณ์ด้านการแสดง ทำให้รู้ว่าผมยังไปได้อีก ขนาดแพตเค้ายังไปได้อีก เพิ่มวิธีในการแสดงได้อีก มันคือการท้าทายตัวเอง ผมเลยดีใจที่ได้เล่นหนังเรื่องนี้ มันเปิดความคิดเปิดโลกผมว่ามันมีอะไรมากกว่านี้ ถ้าเราเดินก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆมันมีอะไรให้ค้นพบเกี่ยวกับตัวเอง เกี่ยวกับการแสดง การร้องเพลง เกี่ยวกับการใช้ชีวิตด้วยซ้ำ มีหลายอย่างที่รอเราอยู่แค่เราต้องกล้าเดินก้าวออกไป ผมอยากจะพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่าผมพยายามอยู่ตลอดเวลาที่จะพัฒนาตัวเองไม่ว่าจะเป็นฝีมือการแสดง การร้องเพลงหรือแม้แต่ความเป็นคน ผมไม่ใช่คนเพอร์เฟกต์และไกลจากคำว่าเพอร์เฟกต์ สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการพยายามที่จะทำสิ่งที่ดี พยายามพัฒนาตัวเอง ถ้าคนดูแล้วไม่ชอบคาแรกเตอร์ทิมไม่ได้มองว่าเราแสดงได้ดี แต่เห็นว่าเราพยายามแล้วนะแค่นั้นผมก็ดีใจแล้ว แม้ว่ากระแสจะเป็นอย่างไรแต่มันไม่ทำให้ผมหยุดก้าวและท้าทายตัวเองต่อไป เฟลได้ท้อได้แต่ถ้าเราหยุดพัฒนาเพราะกลัวว่าเราจะเฟลอีก นั่นล่ะคือความเฟลจริงๆ Failure is mother of success ความล้มเหลวมันสอนให้เราเรียนรู้ตลอดเวลา ว่าถ้าทำแบบนี้ไม่ใช่ก็ไปลองวิธีใหม่ๆ แต่ว่าอย่าหยุด” หนังเรื่องนี้น่าดูยังไง? “2 ปีที่ผ่านมาเราไม่ได้เข้าโรงหนังแบบแบ่ง ปันประสบการณ์กับคนอื่นโดยเฉพาะหนังสยองขวัญ เรื่องนี้ทำเราได้ไปกรี๊ดด้วยกันคือความปลดปล่อยความเครียด ความกลัว ความอึดอัดในใจ ปล่อยมันทิ้งไว้ และสำหรับฮอตเทส หรือแฟนคลับ 2PM ถ้าอยากเห็นลุคใหม่ๆของคุณที่ยังไม่เคยเห็น ก็ต้องไปดูครับ ลองไปดูว่าผมจะโทรมได้สุดๆขนาดไหน”ถามถึงที่กลับมาแสดงโชว์บนเวทีในรายการ Shine Super Brothers ซีซัน 2 ที่จีน ที่กระแสดีมาก? “จุดประสงค์ที่มาร่วมรายการเพื่อให้คนจีนที่ดูรายการได้เห็นว่าผมพยายาม ทั้งการร้องเพลงภาษาจีน ถึงแม้ผมจะไม่เก่งภาษาจีน และทุกโชว์จะโชว์ในสิ่งที่ทุกคนไม่เคยเห็นและผมไม่เคยทำ ก็เรียนใหม่อย่างตีกลองมือเปล่า มันเหมือนมีจิตวิญญาณอะไรสักอย่าง จนเจ็บมือมากมือบวมเลย สนุกครับถึงจะเหนื่อยนะ แต่ผมได้พิสูจน์ตัวเองว่าถ้าเราแค่พยายาม กล้าท้าทายตัวเองเราก็ทำอะไรได้อีก ดีใจที่คนมองเห็นว่าผมพยายาม คนที่ติดตามผมมาตั้งแต่แรกจะรู้ว่าผมไม่ได้ร้องเพลงเก่ง เต้นก็ไม่เก่ง มีเพื่อนๆคอยช่วย และก็พยายามจนได้ออกโซโล่อัลบั้มของตัวเอง อาจจะไม่ได้เก่งเพอร์เฟกต์ที่สุดแต่ก็คงเห็นว่าเค้าพยายามทำโชว์ที่ดีขึ้นมานะและผมก็พยายามต่อไปผมอยากให้รู้ว่า คนเราจริงๆมันไม่มีอะไรที่มันทำไม่ได้ถ้าเราอยากจะทำแค่พยายามทำมันต่อไป เชื่อว่าเราจะทำได้ ยังไงสักวันนึงเราจะทำได้ ถึงวันนี้เราจะยังไม่เก่ง เหมือนผมตอนแรกๆไม่เก่งเลย มีแต่คนบอกว่าผมห่วย ทำไมทำไม่ได้เหมือนเพื่อนจนผมแบบไม่อยากฟังคำนั้นและมาบอกตัวเองว่าทำยังไงถึงจะไม่ได้ยินคำนั้น คือเราก็ต้องพัฒนาตัวเอง คำว่าทำไม่ได้ คำว่าห่วย เราต้องไม่ได้ยินมันอีก จนทุกครั้งไม่ว่าผมจะทำอะไรมันต้องเต็มที่ อย่างตอนที่ผมเล่นคอนเสิร์ตโซโล่ที่ผ่านมา ผมเข้าห้องซ้อมเล่นเปียโน 5-6 ชม.ซ้ำไปซ้ำมาเพราะไม่อยากเล่นหลุด อยากให้มือเราจำได้ หัวเราก็ทำการร้องเพลงได้ดีขึ้น ไม่อยากให้คนดูผิดหวังในตัวผมที่รอคอยผมมา 11 ปีกว่าจะมีโซโล่อัลบั้ม ไม่อยากให้เค้ามองว่าใช้แต่หน้าตา ไม่ได้ใช้ความสามารถทำงาน เพราะตั้งแต่แรกก็เป็นหน้าตาของวงที่ไม่ได้มีความสามารถอะไรพิเศษ ยอมรับว่าตอนนั้นใช่ แต่ไม่ได้อยากเป็นอย่างนั้นจนถึงวันที่ผมหยุดทำอาชีพนี้ อยากให้มองว่าตอนนี้เค้าอัปสกิลเค้าพัฒนาตัวเองจนมีคอนเสิร์ตเดี่ยวของเค้าแล้วนะ ครั้งต่อไปก็ต้องดีขึ้นอีก”อยู่ในวงการ 14 ปี ถึงวันนี้ภูมิใจในตัวเองมั้ย และเป็นไอดอลไทยที่สร้างชื่อเสียงให้คนไทยด้วย? “ผมภูมิใจนะในหลายๆโปรเจกต์ อย่างโซโล่อัลบั้มนี่ผมก็ภูมิใจมาก เพราะผมไม่เคยคิดและเชื่อตัวเองว่าจะทำได้ เพราะผมแต่งเอง คอนเสิร์ตทำเอง คิดเอง ร้องเต้นเอง ทำให้รู้ว่าเราก็ทำได้ แต่เราก็ต้องพัฒนาขึ้นอีกถ้าเรายังทำต่อ เวลาทำงานก็ทำงานจริงๆ แต่เวลาพักคือพักเลย ลืมไปเลยว่าผมคือนิชคุณ ก็เป็นคนธรรมดาคนนึง เป็นมนุษย์คนนึง มันบาลานซ์กับการทำงานและการใช้ชีวิตของผมว่าการเป็นดาราคืออาชีพที่เวลาผมกลับบ้าน ผมเอาติดตัวไปไม่ได้ ทิ้งไว้ข้างนอก เวลาออกไปข้างนอกอาจจะต้องระวังพฤติกรรม การพูดการกระทำ แต่เวลาอยู่บ้านก็คือลูกของแม่คนนึง คือพี่ คือน้องคนนึง ถ้าเราเอาความเป็นดาราติดมาด้วยมันก็จะเครียด มัวคิดว่าทำไมเราไม่ดังเหมือนเมื่อก่อน เป็นดาราเราต้องดังอยู่ตลอด แต่ผมไม่คิดนะผมก็วางมัน อะไรจะเกิดมันก็เกิด เราก็ทำดีของเราไป พยายามของเราไป ไม่ว่าใครจะดังกว่าใคร ชีวิตคนอื่นกับชีวิตเราก็ไม่เหมือนกัน เราทำชีวิตเราให้มันสบายดีที่สุด”พอกลับมาเมืองไทยได้เจอครอบครัวมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างและเป็นคุณลุงแล้วด้วย? “ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อย่างน้องเชอรีนก็ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ยังเป็นน้องเชอรีนที่เป็นน้องสาวคนสุดท้องของคุณ แต่การคิดการพูดจาการวางตัวดูเป็นผู้ใหญ่ เค้าดูสุขุมขึ้นเย็นขึ้น เวลาเค้าพูดถึงน้องจินเจอร์ ลูกสาวเค้าดูเป็นผู้ใหญ่ มันเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มาก” หลานมาเติมเต็มครอบครัวมั้ย? “คุณแม่ผมแฮปปี้มาก แม่เห่อหลานมาก ส่งรูปมาให้ดูทุกวันในกรุ๊ปแชต บอกน้องน่ารักมาก เลี้ยงเองด้วย รู้เลยว่าแม่มีความสุขมาก แค่นั้นผมก็ดีใจแล้ว” ตอนนี้เมมเบอร์ 2PM แต่ละคนเองก็มีเส้นทางที่เติบโต ได้ติดตามผลงานของเพื่อนๆบ้างมั้ย? “ดีใจกับทุกคนมาก โดยเฉพาะอีจุนโฮ ผมบอกมาตั้งแต่แรกแล้ว แรกๆเค้าจะมีความรู้สึกว่าเค้าไม่ได้สปอตไลต์ส่องมาเท่าเพื่อนคนอื่นถึงแม้เค้าจะมีฝีมือ ร้องเก่งเต้นเก่ง ผมบอกเค้ามาตั้งแต่แรกแล้วเพราะรู้ว่าเค้าเป็นคนทำงานหนักตั้งใจทำงาน บอกเค้าว่ารอเวลา มันจะต้องมีสักวันนึงที่ยูดังกว่าคุณ ด้วยฝีมือและความตั้งใจ ยูไปไกลมากแน่ และวันนี้เราก็ดีใจมาก อยากบอกว่า เลี้ยงข้าวหน่อยแล้วกัน เพราะก่อนหน้านี้ผมเลี้ยงข้าวเค้าตลอด มันเป็นการยินดีกับเพื่อนที่เวลาใครประสบความสำเร็จและเค้าได้ให้กับคนที่รักเค้า แต่ยังไม่ได้เจอเลย ผมดีใจกับเค้ามากๆ ส่วนแทคยอน เค้าก็โดดเด่นของเค้ามานานแล้ว แต่จุนโฮเนี่ย ซีรีส์เรื่อง The Red Sleeve เค้าพุ่งขึ้นไปเหมือนจรวด เป็นสิ่งที่ผมดีใจมากว่าถึงเวลาสักที วงเราอยู่ด้วยกันเหมือนครอบครัวพี่น้อง ไม่มีความอิจฉากันเลย มีอะไรก็ซัพพอร์ตกัน ใครต้องการอะไรมั้ย บอก เค้าไปถ่ายอะไรทุกคนก็ส่งรถกาแฟไปให้ เลยยินดีกับทุกๆคน”หลายครั้งที่วง 2PM เจอจุดเปลี่ยน ล่าสุดการคัมแบ็กก็มาพอดีกับโควิด–19 รับมือกันอย่างไร? “ตอนแรกเราคัมแบ็กจะออกมาเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว แพลนแล้วว่าจะแสดงคอนเสิร์ต เกาหลี ญี่ปุ่น รอดูสถานการณ์แต่ก็ต้องยกเลิกไปหมด ผมว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องยอมรับ มันช่วยไม่ได้จริงๆเราก็แค่บอกกันว่าเราไม่รู้ว่าเราจะได้ทำไปถึงไหนกับอัลบั้มนี้ แต่ทุกงานที่เรารับในงานคัมแบ็กครั้งนั้นเราจะสนุกกับมันทุกงาน” โควิด–19 ทำให้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการใช้ชีวิตยังไงบ้าง? “เราก็อยู่บ้านมากขึ้น ไม่ค่อยได้ออกไปไหน หาอะไรทำ ทำกับข้าว ทำความสะอาดบ้าน เรียนรู้สิ่งใหม่ๆในการใช้ชีวิตด้านนั้น เตรียมตัวเป็นพ่อครัว พ่อบ้านในอนาคต (ยิ้ม) คือผมเป็นคนชอบทำงานบ้านอยู่แล้ว ไม่จ้างใครมาทำ ห้องน้ำก็ลงไปขลุกขัดพื้น คิดว่าวันนึงจะทำอะไรได้แค่ไหนมากกว่าครับ”.(เรื่อง: สุภลัคน์ วุฒิกรีธาชัย)