วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มีจม.เตือนแล้ว บึม 3 รพ.รัฐ ก่อนตูมแค่ 3 วัน (คลิป)

ระบุกลุ่มบีอาร์เอ็นกับไอเอส ล่าพิรุธแอคคอร์ดดำ-วีโก้ดำ บิ๊กตู่จวกอย่าบิดเบือนรบ.ทำ ได้เบาะแสรูปถ่ายเซลฟี่ ก่อนบึม 5 นาที ชุดสืบสวนเชื่อคนร้ายนำซุกแจกันระเบิดแปะผนังก่อนตูม 2-4 ชั่วโมง ส่วนภาพคนต้องสงสัยในรูป “ศรีวราห์” เชื่อน่าจะเป็น 1 ในคนเจ็บ ลั่น รพ.กล้องเสียไม่ใช่อุปสรรค ตำรวจสืบสวนต่อได้ เผยได้เบาะแสก่อนหน้า มีจดหมายเตือนจากโจรกลับใจ จะมีเหตุบึม รพ. 3 แห่งในพื้นที่ ขณะเดียวกัน มีรายงานชุดสืบสวนรวบชายต้องสงสัยมาสอบแล้วก่อนปล่อยตัว ผกก.อุ่ยนักกู้ระเบิดแจง 3 เหตุบึมป่วนกรุง คล้ายกันทุกอย่าง ยกเว้นที่ รพ.พระมงกุฎฯ ใส่ตะปูด้วย ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สั่ง 3 บช.หลักตั้ง 27 จุดตรวจสกัดทั่วกรุง วอนชาวบ้านช่วยเป็นหูเป็นตา ขณะที่นายกฯตู่ ปรี๊ด ไม่เลวจริงทำไม่ได้ สั่งไล่ล่าทุกทาง ขออย่าบิดเบือนรัฐบาลทำเอง ด้านแม่ทัพภาค 1 พร้อมจัดการรอหลักฐานมัด ขณะที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะคมนาคมสั่งเข้มขนส่งสาธารณะ

ภายหลังตำรวจทหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง อยู่ระหว่างเร่งสืบสวนไล่ล่าหาตัวคนร้ายลอบวางระเบิดไปป์บอมบ์ซุกแจกันดอกไม้ ในห้องรับรองข้าราชการบำนาญ (ห้องวงษ์สุวรรณ) ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา รพ.พระ-มงกุฎเกล้า มีผู้บาดเจ็บเป็นพลเรือนและทหารเกษียณ อายุฯรวม 25 คน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ซึ่งเป็นวันครบรอบ 3 ปีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจการปกครอง โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มีคำสั่งให้นำคดีระเบิดป่วนกรุงก่อนหน้า 2 เหตุคือ ระเบิดบริเวณหน้ากองสลากเก่า ถนนราชดำเนินกลางและหน้าโรงละคร แห่งชาติ มารวมเป็นคดีเดียวกัน เพราะลักษณะก่อเหตุน่าเชื่อเป็นกลุ่มเดียวกัน

ติดวงจรปิดทุกประตูทางเข้า รพ.

ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 23 พ.ค. ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี บรรยากาศหลังจากเกิดเหตุลอบวางระเบิด ตลอดช่วงเช้ายังมีประชาชนเดินทางเข้ามาใช้บริการตามปกติ โดยเจ้าหน้าที่ทหารกองร้อยพลเสนารักษ์ รพ.พระมงกุฎเกล้า เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย และมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด ทุกประตูทางเข้าออก และตั้งโต๊ะจุดตรวจกระเป๋าเป็นการเพิ่มการรักษาความปลอดภัย ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ใช้ไม้กระดานปิดกั้นบริเวณพื้นที่ห้องวงษ์สุวรรณ เพื่อกันบุคคลภายนอกเข้าไปในที่เกิดเหตุ ส่วนจุดอื่นยังให้บริการตามปกติ

ในหลวง-พระเทพฯห่วงใยคนเจ็บ

ต่อมาเวลา 10.25 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โปรดเกล้าฯให้ พล.อ.ท.ภักดี แสงชูโต ผู้แทนพระองค์ เชิญแจกันดอกไม้พระราชทาน และกระเช้าพระราชทานมอบให้ผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ก่อนเดินทางกลับ จากนั้นเวลา 11.10 น. สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดเกล้าฯให้นายติรวัฒน์ สุจริตกุล ที่ปรึกษากองราชเลขานุการในพระองค์ฯ ตัวแทนพระองค์นำแจกันดอกไม้พระราชทานมาให้ผู้ประสบเหตุและตรวจเยี่ยมอาการ ก่อนเดินทางกลับ

ตกใจแต่ไม่กลัว มั่นใจทหาร-ตร.

น.ส.สิริ วงษ์พานิช อายุ 50 ปี ประชาชนผู้มาใช้บริการ กล่าวว่า รู้สึกตกใจมากที่มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีก่อเหตุกับผู้ป่วยในโรงพยาบาล ส่วนความรู้สึกในวันนี้ที่มา รพ. ไม่รู้สึกกลัวแต่อย่างใด เพราะมั่นใจในการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทหาร และหวังว่าตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว

รอง ผอ.รพ. รับบางจุดกล้องเสีย

ด้าน พ.อ.นพ.สุรศักดิ์ ถนัดศีลธรรม รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เผยว่า มีผู้พักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ 21 คน กลับบ้านแล้ว 14 คน พักรักษาตัวที่ชั้น 5 จำนวน 7 คน คาดว่า กลับบ้านได้ในช่วงบ่ายวันนี้ ส่วนอีก 1 คน ที่ได้รับบาดเจ็บกรามหัก ขณะนี้พักฟื้นอยู่ที่ห้องไอซียู คาดว่าประมาณ 1 อาทิตย์กลับบ้านได้ อย่างไรก็ตาม โรง-พยาบาลยังคงเปิดรับรักษาผู้ป่วย และวางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ อยากให้ประชาชนมั่นใจในการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ส่วนเรื่องกล้องวงจรปิด ได้ส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบแล้ว รับว่ามีบางจุดที่กล้องใช้งานไม่ได้จริง ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดซื้อ

ปัดไม่เกี่ยวเพจหาทุนช่วยคนเจ็บ

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า มีเพจเว็บไซต์แห่งหนึ่งระบุ (www.weeboon.com/en/campaigns/hospital-explosion) ระดมทุนช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ และนำไปช่วยซ่อมแซมอาคารที่ได้รับความเสียหาย จากเหตุระเบิดในโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.อ.นพ.สุรศักดิ์เผยว่า หากการระดมทุนดังกล่าวเพื่อนำมามอบให้ทางโรงพยาบาลก็ยินดี แต่โรงพยาบาลขอแจ้งให้ทราบ ยังไม่มีนโยบายหรือคำสั่งระดมทุนใน เหตุการณ์นี้แต่อย่างใด และโรงพยาบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการขอรับระดมทุนช่วยเหลือจากเหตุการณ์ระเบิดครั้งนี้

นักสืบ น. ร่วม พฐ.ตรวจที่เกิดเหตุซ้ำ

ต่อมาเวลา 12.00 น. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผบก.สส.บช.น. พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนนครบาล เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจสอบห้องที่เกิดเหตุระเบิดอีกครั้งนานกว่า 3 ชั่วโมง รวมทั้งสอบปากคำพยาน เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเพิ่มเติมอีกด้วย โดย พล.ต.ท.ศานิตย์ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ บอกแต่เพียงว่าขอเวลาเจ้าหน้าที่ทำงานก่อน

“ศรีวราห์” ชี้ กล้องเสียไม่ใช่ปัญหา

กระทั่งเวลา 14.00 น. ที่ห้องรับรองข้าราชการบำนาญ ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ รพ.พระมงกุฎเกล้า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ประกอบไปด้วย พล.ต.ต.สุธีร์ เนรกัณฐี รอง ผบช.น. พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.ส.4 เจ้าหน้าที่เก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรืออีโอดีและ เจ้าหน้าที่ บก.สส.บชน. ก่อนการประชุม พล.ต.อ.ศรีวราห์เผยว่า การตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อหาเบาะแสคนร้ายอยู่ระหว่างดำเนินการ ต้องใช้เวลาสักระยะ ส่วนกรณีที่ รพ.พระมงกุฎฯเผยว่ามีกล้องบางตัวเสีย ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะการสืบสวนสอบสวนใช้พยานอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องกล้องวงจรปิดอย่างเดียว อย่างคดีก่อความไม่สงบในภาคใต้บางคดีก็ไม่ได้ใช้

ชายต้องสงสัยน่าจะ 1 ในคนเจ็บ

เมื่อถามว่าขณะนี้โซเชียลแชร์ภาพชายต้องสงสัยที่อยู่ในที่เกิดเหตุ มีความเชื่อมโยงกับเหตุครั้งนี้หรือไม่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ตอบว่า เป็นเรื่องของโซเชียล โซเชียลนำมาเข้าสำนวนไม่ได้ แต่น่าจะเป็นหนึ่งในผู้บาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม จะได้ตรวจสอบทั้งหมด ยืนยันดำเนินการสืบสวนหาตัวคนร้ายอย่างเต็มที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. สั่งกำชับมาเพื่อคลี่คลายคดีให้ได้

ตอบยากเชื่อมโยง 7 จว.ใต้

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสุนัย จุลพงศธร อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ผู้ต้องหาหลบหนีคดีบอกว่าระเบิดครั้งนี้เป็นระเบิดไล่ คสช. พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า เรื่องนั้นนอกสำนวน นายสุนัยไม่ได้เป็นพยานแวดล้อม หรือประจักษ์พยานใดๆไม่ได้ให้น้ำหนัก ตนพูดในเรื่องของสำนวนต้องเป็นหลักฐาน วัตถุบุคคล เอกสาร ไม่ใช่พูดเลื่อนลอย ส่วนที่ ผบ.ตร.ระบุว่า กลุ่มคนร้ายน่าจะเป็นกลุ่มคนนิยมความรุนแรงอาจเป็นไปได้ ระเบิดลักษณะนี้มีมาตั้งแต่ปี 50 ระหว่างการชุมนุม อยู่ในสำนวนประมาณ 5 คดี ส่วนจะเชื่อมโยงกับ 7 จังหวัดใต้นั้นตอบยาก เพราะยังไม่มีอะไรบ่งชี้ รอรวบรวมพยานหลักฐานก่อน ส่วนที่ ผบ.ทบ.ออกมาระบุว่า เป็นการดิสเครดิต คสช.แนวโน้มอาจเป็นไปได้ ฝากไปยังประชาชนไม่ต้องตกใจ ทางราชการได้เข้มงวดกวดขันในการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

น.1 ขอชาวบ้านเป็นหูเป็นตา

ส่วนที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 10.40 น. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. กล่าวว่า ได้สั่งการไปก่อนหน้านี้ที่มีเหตุเกิดขึ้น หามาตรการป้องกันเหตุพร้อมทั้งการสืบสวนติดตามตัวผู้ก่อเหตุ และมีช่องว่างช่องโหว่อะไรหรือไม่ โดยให้ความสำคัญ เพราะเป็นเรื่องความรู้สึกภาพลักษณ์จะพยายามดำเนินการให้เต็มที่ ฝากไปถึงประชาชนช่วยกันสอดส่องเป็นหูเป็นตาเสริมทำงานเจ้าหน้าที่ ผู้ใดทราบเบาะแสขอให้แจ้งข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนมาตรการป้องกันมีการกำหนดเป็นเซฟโซนอย่างน้อย สน.ละ 1 แห่ง สถานที่สำคัญในรัศมี 1 กม. หรือจะขยายไปมากกว่านั้น ต้องช่วยกันจัดสายตรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ ขอความร่วมมือติดกล้องซีซีทีวีหรืออุปกรณ์เสริม มอบหมายให้ ผบก.หรือ ผกก.ที่รับผิดชอบพื้นที่ต้องช่วยกันคิดให้พื้นที่ปลอดภัย

ได้รูปก่อนตูม 5 นาที

พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวว่า ขอให้ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก ตำรวจจะพยายามคลี่คลายคดีโดยเร็วทำงานในทางลับ หากผู้สื่อข่าวเอาข้อมูลบางส่วนไปเปิดเผยจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ก็ทำงานลำบาก เมื่อถามถึงกรณีภาพถ่ายแจกันที่คนร้ายใช้ใส่ระเบิดที่เผยแพร่ พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวว่า เป็นความโชคดีที่ไปเจอคนที่ถ่ายภาพก่อนเกิดเหตุไว้ไม่เกิน 5 นาที รายละเอียดขออนุญาตไม่พูด การทำงานใหญ่ถ้ารีบสรุปโดยปราศจากการตรวจสอบที่ชัดเจนจะกลายเป็นว่าเราทำงานแบบฉาบฉวย ลดกระแส ไม่ได้เอาตัวผู้กระทำความผิดอย่างแท้จริงมาดำเนินคดี เรื่องของความเห็นต่างเอาผลประโยชน์ของชาติมาทำให้เสียหาย ฝากไปถึงคนที่คิดจะทำอะไรคิดให้ดี ขอให้เอาประโยชน์ของประเทศชาติมาก่อน

สั่งตั้ง 27 จุดตรวจเข้มทั่วกรุง

ต่อมาเวลา 13.30 น. พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. รรท.ผบก.น.1 เรียกประชุมกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและการป้องกันการก่อวินาศกรรม พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติกล่าวว่าสั่งกำชับการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยให้ บช.น. บช.ก. บช.ส. ตั้งจุดตรวจจุดสกัดตรวจค้นอาวุธสงครามเป็นหลัก กำหนดพื้นที่จุดไหนต้องตั้งจุดตรวจ ปัจจุบันมีด่านความมั่นคงอยู่แล้ว ทั้งนี้ ต้องเพิ่มความเข้มสถานที่ราชการ เป้าหมายสำคัญ ห้างสรรพสินค้า ขอความร่วมมือจากประชาชนเป็นหูเป็นตาป้องกันเหตุ ทั้งนี้ มีรายงานว่า บช.น.จุดตรวจจุดสกัดความมั่นคง 24 ชม. ในพื้นที่ทั่ว กทม. 27 จุด

มือบึมเอามาซุกก่อนสนั่น 2-4 ชม.

เย็นวันเดียวกัน หลังประชุมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่อีโอดีให้ข้อมูลว่า คนร้ายน่าจะนำระเบิดที่ซุกซ่อนอยู่ในแจกันมาวางไว้ประมาณ 2-4 ชม. ส่วนจะสอดคล้องกับกลุ่มผู้ต้องสงสัยตามที่ปรากฏหรือไม่ ต้องสืบสวนสอบสวนต่อ แต่ไม่สามารถเปิดเผยอะไรได้มาก แนวทางการสอบสวนจะเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ชุมนุมปี 50 หรือการสร้างสถานการณ์ก่อความไม่สงบที่ภาคใต้หรือไม่ ไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง สอบทุกประเด็นเป็นไปได้ทุกเรื่อง ไม่ได้ให้น้ำหนักเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพราะน้ำหนักไม่มีในสำนวน ที่มีในสำนวนคือพยานหลักฐาน บุคคล เอกสาร พยานแวดล้อม

ให้รายงานความคืบหน้าทุกวัน

รอง ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า สั่งให้คณะทำงานรายงานความคืบหน้าทุกวัน เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯและ รมว.กลาโหม สั่งกำชับเป็นพิเศษตลอดเรื่องความมั่นคง และความปลอดภัยของชีวิตประชาชน หลังจากประชุมเมื่อวาน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผบ.ตร.มอบหมายให้ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. ดูเรื่องงานป้องกัน และท่านได้เรียกประชุมที่ บช.น. ส่วนตน ผบ.ตร.มอบให้ดูเรื่องสำนวนการสอบสวน จากนั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ ได้ให้ พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผกก.กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด บก.สปพ. (191) ชี้แจงเหตุระเบิดทั้ง 3 ครั้งที่มีความเชื่อมโยงถึงกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุครั้งนี้เป็นกลุ่มเดียวกัน

ผกก.อุ่ยแจงต่างกันแค่ตะปู

พ.ต.อ.กำธรเปิดเผยว่า จากการตรวจสถานที่เกิดเหตุทั้ง 3 จุด ได้วัตถุพยานวัตถุเหมือนกันอันดับแรกคือเศษชิ้นส่วนท่อพีวีซี 2.เศษชิ้นส่วนไอซีไทม์เมอร์ 3.เศษชิ้นส่วนวงจรและตัวเก็บประจุ 4.ตัวแบตเตอรี่ 5.สายไฟที่มีการเชื่อมต่อวงจร ลักษณะวงจรซิกเนเจอร์ รวมถึงการประกอบเหมือนกันทั้ง 3 ยกเว้นที่ รพ.พระมงกุฎฯ มีตะปูเข้ามาเกี่ยวข้อง ลักษณะการประกอบระเบิด เป็นระเบิดแสวงเครื่อง ใช้จุดระเบิดโดยการตั้งเวลา ส่วนที่คาดว่าเชื่อมโยงกับปี 50 นั้น เมื่อปี 50 เกิดเหตุระเบิด 3 จุด เมเจอร์รัชโยธิน ที่ข้างวังซอยราชวิถี 26 และที่หน้า บก.ทบ. ทั้ง 3 จุด เป็นการจุดระเบิดด้วยไอซีไทม์เมอร์เหมือนกัน ตัววงจรไอซีไทม์เมอร์เป็นตัวพื้นฐาน แต่วิธีการมันต่างกัน

รับมี จม.เตือนก่อน 3 วัน

เมื่อถามว่าก่อนที่จะเกิดเหตุมีสัญญาณอะไรบ่งชี้ให้เฝ้าระวังหรือไม่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ตอบว่า ก็พอมี เพราะก่อนเกิดเหตุประมาณ 3 วัน มีจดหมายจากผู้หวังดีเตือนส่งไปยังโรงพยาบาลในละแวกใกล้เคียง เจ้าหน้าที่ความมั่นคงก็เฝ้าระวัง แต่ไประวังโรงพยาบาลอื่น

โจรกลับใจเตือนก่อนเหตุบึม

ส่วนเบาะแสที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวถึงมีรายงานว่า เมื่อเวลา 15.10 น. วันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา นายวีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ มอบหมายให้นายสมศักดิ์ วงศานราธิบ รองผู้อำนวยการด้านการอำนวยการสถาบันมะเร็ง เข้าให้การกับ ร.ต.ท.พิฆเนศ เตรียมเกิดทรัพย์ รอง สว. (สอบสวน) สน.พญาไท ว่ามีบุคคลอ้างชื่อ “อาแว ยูโซฟ” อยู่บ้านเลขที่ 6/2 ถนนบรรทัดทอง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ส่งจดหมายทางไปรษณีย์จ่าหน้าซองถึง ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ถนนพระราม 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ระบุคำเตือนให้ระวังจะมีการก่อการร้ายภายในโรงพยาบาลของรัฐ 3 แห่งบริเวณใกล้ๆกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ด้วยฝีมือของขบวนการ BRN และ IS โดยให้ระวังผู้หญิงมุสลิมโพกผ้า สะพายเป้ และคาร์บอมบ์ บุคคลนิรนามดังกล่าวยังลงท้ายในจดหมายด้วยว่า “โจรกลับใจ”

รับเรื่องรายงานตามลำดับชั้น

ทั้งนี้ เมื่อพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ลงบันทึกประจำวันเอาไว้ ได้ลงบันทึกตามเลขรับหนังสือ สน.พญาไท ที่ 3798/2560 ลงวันที่ 19 พ.ค.60 ก่อนรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น โดยมี พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น.รรท.ผบก.น.1 สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ทางการข่าวอย่างใกล้ชิด แต่ท้ายที่สุดกลุ่มคนร้ายก็สามารถก่อเหตุได้สำเร็จ หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับ “อาแว ยูโซฟ” ว่าคือผู้ใด มีภูมิลำเนาตามที่อยู่ในจ่าหน้าซองจดหมายที่ส่งถึงผู้อำนวยการ สถาบันมะเร็งแห่งชาติจริงหรือไม่ และมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับเหตุไปป์บอมบ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 3 ครั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

เชิญตัวมาสอบก่อนปล่อย

กระทั่งมีเหตุระเบิดที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า จากนั้นทางตำรวจชุดสืบสวนจึงสืบสวนหาเบาะแสจนทราบตัวบุคคลและเชิญตัวมาสอบถาม เบื้องต้นไม่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจได้ทำบันทึกทำประวัติ รวมทั้งนำตัวไปตรวจดีเอ็นเอ และพิมพ์ลายนิ้วมือไว้เป็นหลักฐาน ก่อนปล่อยตัวกลับ

กองสืบนครบาลแบ่งงานดูกล้อง

ในด้านงานสืบสวนหาตัวผู้ก่อเหตุ ก่อนหน้านี้ เวลา 10.00 น. ที่ บก.สส.บช.น. พล.ต.ต.สุธีร์ เนรกัณฐี รอง ผบช.น. พล.ต.ต.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ รอง ผบช.น. เรียกประชุมตำรวจชุดคลี่คลายคดีมี พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.บช.น. ตำรวจ บก.สส.บช.น. ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 และตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.พญาไท เข้าร่วมการประชุม โดยแบ่งงานให้แต่ละหน่วยไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่ได้จากเจ้าหน้าที่ทหาร และเส้นทางโดยรอบ รพ.พระมงกุฎเกล้า เพื่อหาบุคคลต้องสงสัย

ชุดสืบใช้ภาพเซลฟี่ไขคดี

มีรายงานว่า ชุด บก.สส.บช.น. กก.สส.บก.น.1 และ ฝ่ายสืบสวน สน.พญาไท ตรวจสอบหาพยานหลักฐานจุดเกิดเหตุ ได้เบาะแสมีผู้ถ่ายภาพแจกันดอกไม้ซุกไปป์บอมบ์ไว้ได้ก่อนเกิดระเบิดไม่กี่นาที พยานดังกล่าวเดินทางมาที่ รพ.กับญาติ ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายเซลฟี่ เห็นแจกันเซรามิกสีเขียว ใส่ดอกไม้พลาสติกสีส้มแปะติดไว้ที่ผนังใกล้ขอบหน้าต่าง สูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร คาดว่าคนร้ายอาจใช้เทปกาวสองหน้า หรือวัสดุอย่างใดอย่างหนึ่ง ใช้ยึดติดไว้กับผนังห้อง พยานถ่ายภาพตอนเวลาประมาณ 10.30 น. วันที่ 22 พ.ค. ก่อนระเบิดเพียง 5 นาที พนักงานสอบสวน สน.พญาไท สอบปากคำไว้เป็นพยาน และมอบภาพถ่ายให้ชุดคลี่คลายคดีนำไว้ใช้ประกอบคดี จากการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ยืนยันว่า ไม่เคยเห็นแจกันติดบริเวณดังกล่าวก่อนหน้านี้

กล้อง 13 ตัว เสียไปซะ 9

สำหรับกล้องวงจรปิดชั้น 1 อาคารที่เกิดเหตุ มีกล้องวงจรปิดตั้งแต่ประตูทางเข้าด้านหน้า ตามทางเดิน และจุดชำระเงิน รวมทั้งหมด 14 ตัว แต่เสียไป 9 ตัว ส่วนในห้องจ่ายยาอีก 4 ตัวใช้ได้ครบ และจุดที่คนร้ายเข้าไปในห้องที่เกิดเหตุ กล้องที่ส่องตรงทางเข้าเสีย ไม่สามารถบันทึกภาพผู้ต้องสงสัยได้ ตำรวจจะได้รอภาพจากกล้องวงจรปิดของทางโรงพยาบาล เพื่อนำมาหาตัวผู้ต้องสงสัยต่อไป ขณะนี้ทำได้เพียงหาข้อมูล และภาพจากกล้องวงจรปิดจากถนนทุกสายที่มุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯย้อนหลัง 7 วัน รอนำไปเปรียบเทียบกับภาพผู้ต้องสงสัยจากกล้องวงจรปิดของทางโรงพยาบาล สืบหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

มืออาชีพซื้อตามท้องตลาด

มีรายงานว่า ชนิดของไปป์บอมบ์ที่พบในที่เกิดเหตุ เป็นระเบิดที่ประกอบขึ้นจากมืออาชีพ อุปกรณ์ที่ใช้ก็หาซื้อได้ทั่วไป เช่น ไอซีไทม์เมอร์ที่ใช้กับการตั้งเวลาในเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิด หาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป เช่นเดียวกับแบตเตอรี่ยี่ห้อ GP ขนาด 12 โวลต์ นำเข้าจากประเทศจีนก็หาซื้อได้ตามร้านขายแบตเตอรี่พกพาทั่วไป แม้แต่แผงข้างทางยังมีขาย สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ยากมาก คนที่สามารถประกอบระเบิดชนิดนี้ขึ้นมาได้ต้องผ่านการเรียน และการฝึกมาอย่างดี เช่น ทหารช่าง ฝ่ายทำลายทุ่นระเบิด และตำรวจอีโอดี

พุ่งเป้าคนมีสีขั้วอำนาจเก่า

รายงานระบุต่อว่า ไอซีไทเมอร์ 16 ขา ซึ่งติดตั้งในวงจรเพื่อใช้หน่วงเวลาให้ระเบิดทำงานที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ เป็นไอซีลอตเดียวกันกับที่มีขายในประเทศเพื่อนบ้าน โดยไอซีไทเมอร์ลอตนี้มีข้อมูลเคยใช้ในกลุ่มก่อความไม่สงบทางภาคใต้ แต่ความแตกต่างของอานุภาพทำลายล้างในเหตุการณ์ที่กรุงเทพมหานครมีความรุนแรงน้อยกว่ามาก โดยผู้ประกอบระเบิดจากการใช้ไอซีไทเมอร์จะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางอิเล็กทรอนิกส์พอสมควร และหากสามารถประกอบได้จนคล่องแคล่ว จะใช้ระยะเวลาในการทำระเบิดแต่ละลูกอยู่ที่ระหว่าง 30-60 นาที แล้วแต่ความต้องการว่าจะให้ระเบิดมีอานุภาพรุนแรงเพียงใด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ชุดสืบสวนพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนมีสีขั้วอำนาจเก่าที่เป็นกลุ่มผู้บงการโดยใช้ผู้ปฏิบัติงานซึ่งเป็นพลเรือนหัวรุนแรงหวังผลสั่นคลอนการทำงานของรัฐบาล และ คสช.

พบรถ 2 คันพันบึมหน้าโรงละครฯ

มีรายงานเพิ่มเติมในส่วนคดีบึมหน้าโรงละคร แห่งชาติ มีรายงานว่า ขณะนี้พบหลักฐานสำคัญเป็นกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพยานพาหนะต้องสงสัยเอาไว้ได้ 2 คัน ประกอบด้วยรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำ และรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอคคอร์ด สีดำ ขับวนเวียนอยู่ในที่เกิดเหตุถึง 2 รอบ เมื่อเกิดระเบิดขึ้นแล้วยานพาหนะทั้ง 2 คัน ก็หลบหนีโดยใช้ถนนราชดำเนิน มุ่งหน้าข้ามสะพานปิ่นเกล้าหลบหนีไปทางฝั่งธนบุรี

1 ใน 2 คันหายตัวหลังบึม รพ.

จากการตรวจสอบรายชื่อผู้ครอบครองยานพาหนะ 1 ใน 2 คัน ที่ต้องสงสัยนั้นพบว่า มีภูมิลำเนาอยู่ใกล้ค่ายทหารแห่งหนึ่งใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนได้เชิญตัวชายคนดังกล่าวมาสอบถามทราบว่า วันเกิดเหตุระเบิดที่หน้าโรงละคร แห่งชาติ อ้างว่า ขับรถมาทำธุระที่สนามมวยเวทีราชดำเนินก่อนเดินทางกลับ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้นที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า กลับไม่สามารถติดต่อเจ้าของรถต้องสงสัยคันดังกล่าวได้ คาดว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกันกับคดีระเบิดที่เกิดขึ้นทั้ง 3 คดี ขณะนี้อยู่ระหว่างแกะรอยหาหลักฐานนำมาเชื่อมโยงกับสำนวนคดี

ผบ.ตร.ประณามหนักแผ่นดิน

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กล่าวว่า ขอเวลาเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานคดีลอบวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเมื่อวาน ที่ผ่านมา โดยย้ำว่าภาพจากกล้องวงจรปิดมีประโยชน์ทางคดี แต่ยังไม่พบเบาะแสผู้ก่อเหตุ และเชื่อว่าผู้ก่อเหตุทำเป็น ขบวนการ ซึ่งเป็นกลุ่มคนเดิมๆที่นิยมความรุนแรง และมีความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดที่หน้าโรงละคร แห่งชาติ และหน้ากองสลากเก่า ถนนราชดำเนิน โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เป็นลักษณะการประกอบที่คล้ายกัน แต่ครั้งนี้ผู้ก่อเหตุมีประสงค์ต่อชีวิตเพราะใช้ตะปูเป็นสะเก็ดระเบิด ผบ.ตร.ยังประณามผู้ก่อเหตุ ว่าเป็นคนหนักแผ่นดิน เพราะทั่วโลกไม่มีใครก่อเหตุ ในโรงพยาบาล เนื่องจากมีผู้ป่วยและเด็กจำนวนมาก

“บิ๊กตู่” เครียดไม่ตอบบึม รพ.

ด้านความเคลื่อนไหวของผู้นำประเทศและกองทัพ เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะ รักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานประชุม คสช.และประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนการประชุม นายกฯปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงความคืบหน้าการติดตามตัวคนร้ายที่ก่อเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเมื่อวันที่ 22 พ.ค.โดยนายกฯมีสีหน้าที่เคร่งเครียด

“บิ๊กป้อม” ลา—“บิ๊กป๊อก” ติดงาน ตปท.

เมื่อถามถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ลาประชุม ครม. หลังมีกระแสข่าวว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ นายกฯหันมาย้อนถามว่า “ทำไมเหรอ เขาลาบ้างไม่ได้เหรอ” ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุม ครม. พล.อ.ประวิตรได้ยื่นใบลาไม่ได้เข้าร่วมประชุม ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ไม่ได้เข้าร่วมประชุมเช่นเดียวกัน เนื่องจากอยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจ นายกฯมอบหมายเดินทางไปประชุมเรื่องภัยพิบัติ ที่ประเทศเม็กซิโก

สั่งไล่ล่าทุกทางมือบึม

ต่อมาเวลา 13.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงเหตุระเบิดใน รพ.พระมงกุฎฯอีกครั้งว่า ถ้าถามถึงวัตถุประสงค์ของคนร้าย ให้ไปถามคนร้าย ตอบแทนไม่ได้ แต่ถ้าถามว่ามีความยึดโยงกับการครบรอบ 3 ปี คสช.หรือไม่นั้น คิดว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ก็ขึ้นกับการสอบสวนของตำรวจ อย่าถือเป็นการท้ายทายลองของกันเลย ส่วนการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในโรงพยาบาล ได้สั่งการให้ตรวจสอบโดยเร็ว กังวลว่าอาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง เพราะเป็นการติดตั้งกล้องในพื้นที่สาธารณะของโรงพยาบาล ความเข้มงวดอาจมีน้อย เพราะไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเหตุในพื้นที่เหล่านี้ ในโลกใบนี้ ไม่มีใครทำจริงๆ ถือว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และเป็นการกระทำในสิ่งที่ให้อภัยไม่ได้ คงต้องเร่งรัดดำเนินการ ส่วนจะได้ตัวคนร้ายหรือไม่ ต้องใช้ทุกวิถีทางในการสืบสวนสอบสวน และต้องตรวจสอบมาตรฐานการติดตั้งกล้อง กล้องบางตัวบางพื้นที่ติดมานาน รัฐบาลได้พยายามปรับปรุงแก้ไขเรื่องขีดความสามารถและสมรรถนะกล้อง จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากซึ่งจะทยอยดำเนินการ

อย่าบิดเบือนป้ายสี รบ.ทำเอง

“วันนี้พรุ่งนี้มะรืนอาจจะยังไม่ได้ มันต้องสักวัน ก็ต้องเร่งดำเนินการให้ได้ บางอย่างมันเร่งรัดไม่ได้มากนัก บอกให้ทบทวนดูในพื้นที่สาธารณะที่ไม่ใช่โรงพยาบาลอย่างเดียว และการเกิดเหตุทำนองนี้เมื่อปี 2553 ก็เคยเกิด ต้องดูว่าเชื่อมโยงกันหรือไม่ อยากให้สื่อคิดวิเคราะห์ด้วย สิ่งสำคัญทำไมคนถึงทำให้คิดแบบนี้ ใจร้ายไม่คำนึงถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์และทรัพย์สิน คนเจ็บป่วยก็ทุกข์ทรมานอยู่แล้ว จะเพื่อหวังผลอะไรก็แล้วแต่ต้องสืบสวนให้ได้ อย่าไปบิดเบือนว่ารัฐบาลเป็นคนทำเอง ไม่มีรัฐบาลบ้าที่ไหนทำแบบนั้น เว้นแต่คนที่อยากเป็นรัฐบาลแล้วคิดจะทำ ผมไม่เคยคิดแบบนั้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวและว่า ทางการข่าวก็มีว่ามีคนพร้อมจะเคลื่อนไหว ทั้งการก่อเหตุร้าย ทั้งด้านผลประโยชน์ส่วนตัวทางการเมือง การข่าวกรองก็คาดว่าจะเกิดที่โน่น ที่นี่ แต่ทุกคนคาดการณ์หรือไม่ว่าจะเกิดในโรงพยาบาล คงไม่มี แต่คนเลวคิดอะไรก็ได้ที่จะให้เกิดผลกระทบต่อรัฐบาลหรือไม่ ตนไม่แน่ใจตรงนี้ แต่ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ว่าทำไมเกิดในวันที่ 22 พ.ค. ที่โรงพยาบาลทหาร และทำร้ายประชาชน ซึ่งต้องวิเคราะห์แม้จะไม่ชอบทหารก็อย่าลืมว่าทุกคนเป็นคนไทย ใครที่หวังผลทางการเมืองและทำแบบนี้จะถูกลงโทษโดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุด นั่นคือประชาชน

ลั่นไม่เลวจริงทำไม่ได้

เมื่อถามว่าการก่อเหตุหน้าห้องรับรอง “วงษ์สุวรรณ” ซึ่งเป็นนามสกุล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นการส่งสัญญาณท้าทายรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่าอย่าถือเป็นการท้าทาย ใช้คำว่าโจมตีก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้รบกัน ท้าทายอย่างไรตนก็ไม่สู้ ต้องใช้กฎหมายและทำงานให้ดีที่สุด แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนก่อเหตุร้าย เป็นเรื่องของคนเลว ถ้าไม่เลวจริงๆทำไม่ได้ ใจร้ายไม่พอ คนเหล่านี้ใจร้ายพอที่จะฆ่าใครก็ได้ เห็นแก่ตัวอย่างร้ายแรงหวังผลให้เกิดการบาดเจ็บและสูญเสีย ซึ่งมีในทุกที่ ทุกประเทศจึงต้องช่วยกันลดและสร้างความร่วมมือให้ได้

ขอให้เสนอข่าวที่จำเป็น

เมื่อถามถึงการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ทำเนียบรัฐบาล และสถานที่ราชการอื่นๆ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ก็เพิ่มความเข้มงวด คนที่เดือดร้อนคือประชาชนที่ไปติดต่อราชการ จะเข้มงวดทุกพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ทั้งสถานที่ราชการ เขตพระราชฐาน ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ทำเนียบรัฐบาล กองบัญชาการกองทัพบก กองทัพภาค และกระทรวงทบวงกรม ได้เน้นย้ำในที่ประชุม ครม.ไปแล้ว ส่วนการนำเสนอข่าวก็อย่าขยายความมาก ขอให้เสนอที่จำเป็น เพื่อไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการค้าการลงทุน

“ผบ.ทบ.” ไม่ตอบบึมพันฮาร์ดคอร์

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 09.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า ในที่ประชุมไม่มีการหารือถึงเรื่องเหตุระเบิดที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เน้นย้ำทุกหน่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยกับประชาชน ส่วนความคืบหน้าทางคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจคงจะได้ชี้แจงต่อไป ทั้งนี้ ผบ.ทบ.ปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่าเหตุระเบิดดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกลุ่มฮาร์ดคอร์ทางการเมืองหรือไม่ ก่อนที่จะเดินทางขึ้นรถและเดินทางออกจากทำเนียบฯทันที

สั่งขันนอต รปภ.สถานที่ราชการ

อย่างไรก็ตาม ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายก รัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า นายกฯและหัวหน้า คสช.สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลเฝ้าระวังความปลอดภัย หน่วยงานราชการและพื้นที่ราชการ ต้องใช้มาตรการคัดกรองบุคคลที่เข้ามาในสถานที่ราชการต้องมีความรัดกุม เตรียมพร้อมระบบไฟส่องสว่างช่วงเวลากลางคืน รวมถึงระบบซีซีทีวี ต้องปรับมุมกล้องให้เหมาะสมกับเส้นทางสัญจรไปมามากที่สุด พร้อมกับขอความร่วมมือประชาชนทุกกลุ่ม เฝ้าระวังบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยด้วย

“นายกฯ” ย้ำเน้นสั่งเฝ้าระวัง

ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.กล่าวว่า ที่ประชุมเน้นย้ำมาตรการรักษาความปลอดภัยให้ดี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารไม่ได้รายงานความคืบหน้าของเหตุการณ์ เพราะฝ่ายความมั่นคงทราบสถานการณ์อยู่แล้ว ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยแต่ละพื้นที่ต้องไปบูรณาการ เรื่องเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง ต้องไปกำหนดจุดในพื้นที่สำคัญๆ เช่น สถานที่ราชการหรือพื้นที่ชุมชน มาตรการใดเห็นว่าจำเป็นต้องปรับก็ต้องปรับ แต่ขณะนี้ยังไม่มีการประเมินว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มใด นายกฯไม่ได้เน้นย้ำอะไรเป็นพิเศษ มีเฉพาะเรื่องการรักษาความปลอดภัยเท่านั้นว่าให้ระมัดระวัง และอะไรที่จำเป็นต้องดำเนินการและเห็นว่าไม่สมบูรณ์ก็ให้ปรับ

ไม่พูดถึงเรื่องบิ๊กป้อมเข้า รพ.

เมื่อถามว่านายกฯแจ้งที่ประชุมรับทราบหรือไม่ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกและ รมว.กลาโหม ลาราชการหรือไม่ พ.อ.วินธัยกล่าวว่า นายกฯไม่ได้แจ้งในที่ประชุม เมื่อถามอีกว่า พล.อ.ประวิตรพักรักษาที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ตามที่มีกระแสข่าวหรือไม่ พ.อ.วินธัยกล่าวว่า ไม่ทราบและที่ประชุมหารือกันเฉพาะเรื่องในวาระ ไม่ได้พูดถึงเรื่องอื่นเลย

“บิ๊กโด่ง” ลั่นต้องจับคนร้ายให้ได้เร็วสุด

ด้าน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม กล่าว ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นห่วง รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม สั่งการเร่งรัดดำเนินคดีให้มีความก้าวหน้าโดยเร็วและรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ต้องป้องกันให้ได้ รวมถึงต้องจับกุมผู้ก่อเหตุครั้งนี้ให้ได้โดยเร็ว และต้องถูกต้องถูกตัว เพราะผู้ที่ไม่ปรารถนาดี เราก็เห็นกันแล้วว่า มีตัวตนแอบแฝงอยู่ไม่น้อย ต้องระมัดระวังให้มากที่สุด เมื่อถามว่า ทั้ง 2 เหตุการณ์ใกล้พื้นที่สนามหลวงและที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเชื่อมโยงกันหรือไม่ พล.อ.อุดมเดชตอบว่า มีความเป็นไปได้ ทั้งนี้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช.ได้กำชับดูแลทุกพื้นที่อย่างเข้มงวดรักษาความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งส่วนของทหารคือ คสช.และ สตช.

ทำเนียบฯออกกฎเข้มรถเข้า-ออก

มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เจ้าหน้าที่กองสถานที่ ยานพาหนะ และรักษาความปลอดภัย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน). ได้นำเอกสารมาเสียบไว้ที่หน้ากระจกรถยนต์ที่จอดภายในทำเนียบรัฐบาลทุกคัน โดยมีข้อความระบุว่า “เรียนท่านเจ้าของรถยนต์ทราบ สลน.ใคร่ขอความร่วมมือในการรักษาความปลอดภัยบริเวณทำเนียบรัฐบาลดังต่อไปนี้ 1.การผ่านเข้า-ออกบริเวณทำเนียบรัฐบาล ทั้งที่มีบัตรอนุญาตและบัตรแลกชั่วคราว ขอให้ลดกระจกและแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง 2.กรณีจอดรถค้างคืนเพื่อไปราชการต่างจังหวัด ให้ทำหนังสือแจ้งไปยังผู้อำนวยการกองสถานที่ ยานพาหนะ และรักษาความปลอดภัย ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วันทำการ และกรุณาจอดรถในบริเวณที่ไม่กีดขวางเส้นทางจราจรในภาพรวม และ 3.หากมีปัญหาหรือไม่ได้รับความสะดวก กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจเพื่อขอคำแนะนำต่อไป

เพิ่มมาตรการความปลอดภัย ตรวจเข้มทางเข้า-ออกทำเนียบ

ทางเข้า-ออกตลาดคลองผดุงกรุงเกษม มีการติดตั้งเครื่องสแกนวัตถุระเบิด

ภายในรถตรวจอย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัย

เจ้าหน้าที่เพิ่มมาตรการความปลอดภัย ตรวจเข้มการเข้า-ออกหน้าประตูทำเนียบฯ

รถที่จะเข้ามาในทำเนียบฯ ต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียด

โดยรอบทำเนียบฯ สแกนอย่างเข้มข้น

“เสธ.แดง” แนะร่วมกันประณาม

พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวถึงการดูแลสถานการณ์หลังเกิดเหตุระเบิดที่ รพ.พระมงกุฎเกล้าว่า กองทัพภาคที่ 1 ได้เตรียมการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่อยู่แล้ว ทั้งในส่วนของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ก็อยู่ประจำพื้นที่ทุกจุด แต่คนจ้องหาโอกาสได้ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเกิดเหตุแล้วจะเพิ่มมาตรการรักษาความ ปลอดภัย เรามีระบบการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ในส่วนที่ ผบ.ทบ.เป็นห่วงคือบริเวณขนส่งมวลชน สถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ สำหรับ รพ.พระมงกุฎฯ เป็นพื้นที่เปิด และทั่วโลกคงไม่คิดว่ามีการก่อเหตุในโรงพยาบาล ขอให้ช่วยกันประณามผู้อยู่เบื้องหลัง และให้การสนับสนุน เพราะเป็นสิ่งที่โลกรับไม่ได้ แม้แต่การก่อวินาศกรรมทั่วโลก เขาก็ไม่ทำกันที่โรงพยาบาล

พร้อมจัดการแค่รอหลักฐานมัด

“นี่เป็นโรงพยาบาลทหาร มุ่งต่อชีวิต เป็นการกระทำที่เกินไปหรือไม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทุ่มเทความสามารถเพื่อหาเบาะแสผู้ก่อเหตุให้ได้ ซึ่งผู้ต้องสงสัยมีหลายกลุ่ม โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ทุกท่านมีความใจเย็นมากที่ไม่ดำเนินการต่อกลุ่มต่างๆที่ต้องสงสัย หน่วยกำลังทหารพร้อมดำเนินการต่อกลุ่มต้องสงสัยทันที หากสั่งการมา ผมและลูกน้องทุกคนพร้อมเต็มที่ ขอให้มีหลักฐานชัดเจน หาจุดเชื่อมโยงให้ได้ กลุ่มผู้ต้องสงสัยมีหลายกลุ่ม ทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ การแก้ปัญหาต้องใช้เวลา บางอย่างต้องใช้กฎหมายพิเศษหรือกำลังฝ่ายทหารดำเนินการ ขอให้เข้าใจว่า ผู้เสียประโยชน์ไม่สามารถพูดกันดีๆได้ แต่ยืนยันว่าไม่สามารถบั่นทอนและทำลายศักยภาพรัฐบาลได้ นายกฯพูดว่าท่านจะไม่มีวันเสียกำลังใจ และยกเลิกความตั้งใจที่จะทำให้ประเทศดีขึ้น” แม่ทัพภาค 1 กล่าว

คมนาคมสั่งเข้มขนส่งสาธารณะ

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงคมนาคมได้สั่งการไปยังหน่วยงานภายใต้การกำกับที่เกี่ยวกับระบบขนส่งสาธารณะทั้งหมด ทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.), กรมท่าอากาศยาน (ทย.), บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม.ให้เพิ่มความเข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้น เบื้องต้นให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้มงวดตรวจคนเข้าออกสถานี รวมถึงระบบรางและสถานี ขณะเดียวกันได้มีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารให้ช่วยเฝ้าระวังด้วย

แอมเนสตี้ประณาม โหดร้าย

องค์กรสิทธิมนุษยชน “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” ได้ออกแถลงการณ์ประณามเหตุวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าซึ่งมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 20 คน โดยระบุว่า การโจมตีโรงพยาบาลเป็นการกระทำที่โหดร้ายอย่างที่สุด เพราะโรงพยาบาลถือเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าในความขัดแย้งหรือการสู้รบใดๆ แอมเนสตี้ระบุว่าเหตุรุนแรงดังกล่าวต้องถูกสอบสวนอย่างอิสระ โปร่งใสและเป็นกลางทันที ผู้ก่อเหตุที่ลงมือหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำครั้งนี้ต้องถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม เคารพสิทธิมนุษยชน และเป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศของไทย

แพทย์–พยาบาล–เภสัช แถลงด่ามือบึม

วันเดียวกัน สภาเภสัชกรรมในฐานะองค์กรของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ และมีเภสัชกรผู้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ให้บริการรักษาพยาบาลประชาชน ออกแถลงการณ์ใจความสรุปว่า เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง ขอประณามผู้ก่อเหตุดังกล่าว และเรียกร้องให้ผู้ที่ดำเนินการดังกล่าวหยุดการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ในการทำให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องต้องบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และเกิดความเสียหายในโรงพยาบาลโดยทันที เช่นเดียวกับแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ออกแถลงการณ์ว่า ขอแสดงความเสียใจต่อผู้ประสบเหตุ และขอชื่นชมบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนที่ทำงานต่อด้วยจริยธรรมและคุณธรรมที่สูงส่ง ขอประณามการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของผู้ก่อเหตุที่ลอบทำร้ายผู้บริสุทธิ์อย่างน่าอับอาย และขอเป็นกำลังใจให้รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้อง แก้ไขสถานการณ์ให้ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ขณะที่สมาคมพยาบาลแห่งประเทศ ไทยก็ได้ออกแถลงการณ์ว่าในนามของวิชาชีพพยาบาล ทั่วประเทศ ขอประณามผู้ที่วางระเบิด ซึ่งหวังทำให้เกิดความวุ่นวาย และทำร้ายชีวิตผู้คนอย่างโหดเหี้ยม และขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในการปฏิบัติงานอย่างสันติและคงความเป็นพื้นที่สันติภาพต่อไป