อัยการเสนอแก้กฎหมาย เพิ่มโทษเมาแล้วขับจนมีผู้เสียชีวิต มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต วิพากษ์ ญาติ “เสี่ยเบนซ์” จะรับเลี้ยงดูลูกเหยื่อทั้ง 2 คนเป็นหลาน อย่าแค่พูด แน่จริงมาทำสัญญาต่อหน้าอัยการ ยัน “รองตี๋” เป็นคนดีสมถะสายธรรม ใกล้สอบเป็นอัยการได้แล้ว ส่วนสภาทนายความชี้ การบังคับใช้กฎหมายในกระบวนการยุติธรรมยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เห็นด้วยแก้กฎหมาย เพราะเมืองไทยมีกฎหมายเยอะแยะที่ไม่ได้ใช้ ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ติงเรื่องใช้ดุลพินิจให้ประกันตัวของศาล หากเห็นว่าพฤติการณ์ไม่ควรอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ศาลไม่ให้ประกันตัวก็ได้ ผู้จัดการ ศวปถ.เผย ศาลยังเห็นว่าคดีเมาแล้วขับเป็นแค่เรื่องประมาท ส่วนใหญ่รับสารภาพโทษจำคุกแค่รอลงอาญา ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นเมาขับส่วนใหญ่ถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 15-20 ปี โฆษก กห.ชี้ คดีเสี่ยเบนซ์ต้องได้รับโทษสูงสุดเท่านั้น ไม่มีเจรจายอมความใดๆทั้งสิ้น แต่ปัดใช้ยาแรง ม.44 แทรกแซงกระบวนการกฎหมายหลักกรณีนายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ อายุ 57 ปี เจ้าของบริษัท ไทยคาร์บอนแอนด์กราไฟต์ จำกัด ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ เมาซิ่งรถยนต์เมอร์เซเดส เบนซ์ อี 250 สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ษฮ 789 กรุงเทพมหานคร พุ่งชนรถยนต์ซูซูกิ สวิฟท์ สีขาว ทะเบียน 2 กก 3653 กรุงเทพมหานคร บนสะพานคลองตาปุ้น ถนนทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก พังยับเยิน วัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดได้ถึง 260 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เป็นเหตุให้ พ.ต.ท.จตุพร หรือตี๋ งามสุวิชชากุล อายุ 48 ปี รอง ผกก. (สอบสวน) กก.2 บก.ป.และนางนุชนาฎ งามสุวิชชากุล อายุ 44 ปี ภรรยาเสียชีวิต ส่วน ด.ญ.พิชญาภา หรือน้องแพรว งามสุวิชชากุล อายุ 12 ปี ลูกสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่งฟ้องศาลข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามนโยบายรัฐบาล แต่ศาลจังหวัดตลิ่งชันให้กลับมาแจ้งข้อหาใหม่ ตัด 2 ข้อหาฉกรรจ์ออก และให้ประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์ 2 แสนบาทตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้นความคืบหน้าจาก สน.ศาลาแดง เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 14 เม.ย. พ.ต.ท.ศิริพงษ์ เพื่อนสงคราม รอง ผกก.หัวหน้างานสอบสวน สน.ศาลาแดง เผยว่า หลังศาลอนุญาตให้ประกันตัว นัดหมายให้นายสมชายเดินทางไปรายงานตัวที่ศาลอีกครั้งวันที่ 25 เม.ย.นี้ พนักงานสอบสวนจะทำหน้าที่ต่อไปตามกระบวนการเฉกเช่นเดียวกับคดีที่เคยมีผู้ขับขี่ยานพาหนะเมาสุราเฉี่ยวชนคู่กรณีจนมีผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และทรัพย์สินได้รับความเสียหายทั่วๆไป การสอบปากคำในชั้นสอบสวนผู้ต้องหารับสารภาพ ตามฐานความผิดที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาคือ ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บสาหัส ทรัพย์สินเสียหาย เมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย บาดเจ็บสาหัส และทรัพย์สินเสียหาย“อีกทั้งผู้ต้องหายอมรับว่า จะชดใช้เยียวยาค่าสินไหมให้ญาติผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ ประเด็นนี้ต้องรอหลังจากฝ่ายผู้เสียหายดำเนินการเรื่องการฌาปนกิจศพผู้เสียชีวิตเสร็จสิ้นแล้ว จะนัดหมายให้ทั้ง 2 ฝ่ายมาเจรจาต่อหน้าพนักงานสอบสวนอีกครั้ง ส่วนการสรุปสำนวนส่งฟ้องต้องรอผลการตรวจสอบลายนิ้วมือของผู้ต้องหาว่า เคยมีประวัติต้องโทษคดีใดมาก่อนหรือไม่ รวมถึงรอผล การชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิตทั้ง 2 รายจากแพทย์นิติเวช รอผลการตรวจสอบรถยนต์คู่กรณีและที่เกิดเหตุจากกองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ก่อนรวบรวมสำนวนคดียื่นฟ้องต่ออัยการตามกฎหมายต่อไป” พ.ต.ท.ศิริพงษ์กล่าวด้าน พ.ต.อ.วาที อัศวุฒมางกุร รอง ผบก.สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ เพื่อนสนิทของ พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล ผู้เสียชีวิตกล่าวว่า เมื่อวานนี้ เดินทางไปเยี่ยม ด.ญ.พิชญาภา หรือน้องแพรว งามสุวิชชากุล ลูกสาวคนเล็กของผู้ตายที่ รพ.กรุงเทพ เบื้องต้นเจ้าตัวมีอาการตอบสนองด้วยการขยับมือได้แล้ว หลังจากนี้แพทย์ที่ดูแลอาการแจ้งว่า ขอดูอาการอีก 2-3 วัน เพื่อพิจารณาอีกครั้งว่า ต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองหรือไม่ ส่วน น.ส.ศุภาพิชญ์ หรือน้องพลอย งามสุวิชชากุล อายุ 16 ปี ลูกสาวคนโตที่กำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่ระหว่างเดินทางกลับมายังประเทศไทย คาดว่าเวลาประมาณ 21.30 น. วันนี้จะเดินทางมาถึง ญาติจะไปรับที่สนามบินก่อนเข้าเยี่ยมอาการน้องสาวที่สำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เผยว่า กรณีมีข่าวว่าพนักงานสอบสวนนำคำร้องฝากขังนายสมชาย ข้อหาฆ่าโดยเจตนาและพยายามฆ่า ต่อมาศาลตรวจคำร้องแล้วไม่รับ พนักงานสอบสวนจึงนำกลับไปแก้ไขมาใหม่ เป็นข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตนเห็นว่า เมื่อกฎหมายที่ใช้อยู่ยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ในสังคมที่เปลี่ยนไป สมควรยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอาญาเสียเลย มาตรา 291 เดิม กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้เพิ่มเติมอีกวรรค เป็นวรรคเหตุฉกรรจ์ไว้เพิ่มโทษ บัญญัติเพิ่มเติมว่า หากการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เกิดจากผู้กระทำอยู่ในภาวะมึนเมาเพราะเสพสุราหรือเสพวัตถุมึนเมาอย่างอื่น และควบคุมยานพาหนะเดินด้วยเครื่องจักรกล ให้ระวางโทษประหารชีวิตหรือให้เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง เมื่อเพิ่มโทษในกฎหมายแล้วจะไม่เป็นอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายอีกต่อไป“ที่ตำรวจตั้งข้อหาเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผลตาม ป.อาญามาตรา 299 ประกอบ 59 วรรค 2 ยอมรับว่า การนำเสนอพยานหลักฐานในชั้นศาลเพื่อพิสูจน์เจตนาของจำเลยค่อนข้างยาก ยิ่งข้อหาพยายามฆ่า ยิ่งไกลไปกันใหญ่ที่จะหาพยานหลักฐานมาสนับสนุน พิสูจน์ยากมาก ดังนั้น หากแก้ไขกฎหมายประมาทให้ผู้กระทำผิดรับโทษหนักขึ้นน่าจะเป็นทางออก” นายโกศลวัฒน์กล่าวรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวด้วยว่า ส่วนทางแพ่ง ถามว่าญาตินายสมชายบอกว่าจะรับเลี้ยงดูเด็กไปเป็นหลานนั้น เพียงแค่พูดมันพอแล้วหรือ เอาเป็นว่า 1.ในส่วนคดีละเมิดอัยการสามารถรับไว้เป็นคดีแพ่งเรียกค่าสินไหมให้ได้ เพื่อเรียกค่าขาดไร้อุปการะ ค่าขาดโอกาส ค่าปลงศพ ค่ารักษาพยาบาล ยึดผลคดีอาญาเป็นหลัก ทางแพ่งแทบไม่ต้องนำสืบว่าเมาแล้วขับจริงหรือไม่ พ่อแม่ของ พ.ต.ท.จตุพร พ่อแม่ของภรรยา ลูกๆทั้ง 2 คน สามารถฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูได้พร้อมดอกเบี้ย เรื่องนี้อัยการทำให้ได้ 2.เรื่องสัญญาประนอมยอมความทางแพ่ง ที่พูดว่าจะรับเลี้ยงดูนั้น จะเลี้ยงแค่ไหน อย่าแค่พูด แน่จริงมาทำสัญญาต่อหน้าอัยการที่สำนักคุ้มครองสิทธิและประชาชนทางกฎหมาย สามารถตรวจดูสัญญาให้ได้เพื่อรักษาประโยชน์ของเด็กทุกเม็ด และจะร้องศาลตั้งผู้ปกครองเด็กให้อีกทาง“ตนเสียดายที่ พ.ต.ท.จตุพร หรือตี๋ ต้องมาจบชีวิตเพราะอุบัติเหตุ ตี๋เป็นเนติบัณฑิตรุ่นน้องที่กำลังจะตามมาเป็นอัยการ เพราะทราบว่าตี๋ทำข้อสอบอัยการผู้ช่วยได้คะแนนสูงเกือบสอบได้แล้ว ปีนี้ทราบว่ายื่นใบสมัครสอบเป็นอัยการอีก ลูกๆกำลังจะมีอนาคต ถ้าไม่ตายเสียก่อนน่าจะสอบอัยการได้คราวนี้ ตี๋เป็นคนสมถะไม่กินไม่เที่ยว ใช้รถเล็กๆไม่ติดหรู เป็นตำรวจสายวัดคือ มุ่งปฏิบัติธรรม ไม่นอกลู่นอกทาง” นายโกศลวัฒน์กล่าวมีรายงานข่าวด้วยว่า พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร.ดูแลงานสอบสวน เคยเข้าหารือผู้บริหารสำนักงานอัยการสูงสุด ถึงกรณีการตั้งข้อหาเมาแล้วขับทำให้คนตายต้องรับโทษหนัก โดยฟ้องเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผล แต่ที่ผ่านมาศาลยังไม่เห็นพ้องด้วยว่าจะแก้ไขอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายอาญาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทางอัยการรับไว้พิจารณา และจะร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเรียกอบรมพนักงานสอบสวนระดับผู้กำกับการ ให้มีความรู้ความเข้าใจการสอบสวน และเสนอความเห็นในคดีอาญาก่อนส่งสำนวนให้อัยการเร็วๆนี้ด้านว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง อุปนายกสภาทนายฝ่ายบริหาร โฆษกสภาทนายความและกรรมการฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เนติบัณฑิตยสภา ให้ความเห็นคดีนี้ว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์นโยบายของภาครัฐพยายามรณรงค์เรื่องลดอุบัติเหตุโดยเฉพาะกรณีที่เกิดจากเมาสุรา สาเหตุสูงสุดที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน การใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้นจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองสังคมโดยส่วนรวม ตัวอย่างที่เกิดขึ้น ชี้ให้เห็นถึงการไม่เคารพยำเกรงกฎหมายของคนในสังคม เพราะพฤติการณ์ดื่มแล้วขับยังคงมีสถิติสูงอยู่“ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายในกระบวนการยุติธรรมยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตำรวจตีความกฎหมายเข้มข้นถึงการเมาเป็นเจตนาเล็งเห็นผล เมื่อดื่มสุราโดยรู้ว่าจะทำให้เมาขาดสติ ไม่สามารถควบคุมขับขี่ยานพาหนะได้โดยปลอดภัย และเฉี่ยวชนจนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุทำให้คนตายได้ ถือเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผลตามกฎหมายอาญา ขณะที่ศาลให้นำคำร้องกลับไปทบทวน ต่อมาได้รับฝากขังในข้อหาเป็นการกระทำโดยประมาท เป็นการกระทำโดยไม่มีเจตนา การสั่งฟ้องคดีอาญาคงต้องดูอีกทีว่า พนักงานอัยการจะมีความเห็นอย่างไร หรือจะมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมว่า มีพฤติการณ์ใดที่ชี้ให้เห็นว่า เป็นการกระทำฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเล็งเห็นผลหรือไม่” พ.ต.สมบัติกล่าวโฆษกสภาทนายความ กล่าวด้วยว่า มาตรการทางกฎหมายอีกด้านคือ การใช้ดุลพินิจการให้ประกันตัวของศาล หากศาลเห็นว่ามีพฤติการณ์ที่ไม่ควรอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ศาลอาจใช้ดุลพินิจไม่ให้ประกันตัวได้ และในชั้นตัดสินคดีศาลสามารถใช้ดุลพินิจกำหนดโทษให้เหมาะสมกับพฤติการณ์การกระทำความผิด ความเสียหาย การสำนึกผิด การเยียวยาความเสียหาย และความรับผิดชอบต่อสังคมให้เหมาะสมในแต่ละคดี ส่วนตัวอยากเห็นการใช้กฎหมายแบบมีชีวิต การตีความและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ต้องสอดคล้องกับกาลเวลาและสภาวะสังคม ใช้เพื่อให้เกิดความสงบสุข ไม่ใช่ทุกครั้งที่เกิดปัญหามักจะบอกว่าไม่มีกฎหมายเขียนไว้ ให้ออกกฎหมายใหม่ ทุกวันนี้กฎหมาย ไทยมีเยอะแยะมากมาย หลายฉบับไม่เคยนำออกมาใช้เลย ปัญหาของประเทศไม่ได้อยู่ที่ไม่มีกฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล“ฝากถึงประชาชนทุกคนว่า นโยบายภาครัฐและกระบวนการยุติธรรมต้องการปกป้องความปลอดภัย ของพี่น้องประชาชนทุกคน หากท่านจะดื่มสุราต้องไม่ขับรถ เพราะท่านจะเจอมาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้นมากขึ้น สภาทนายความ ขอให้ทุกท่านมีแต่ความสุขกับครอบครัว และปลอดภัยในเทศกาลปีใหม่ไทยนี้ทุกคน” พ.ต.สมบัติกล่าวส่วน นพ.ธนะพงศ์ จินวงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า ข้อหาเมาขับชนคนตายมีบทลงโทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และจำคุกไม่เกิน 10 ปี แต่ที่ผ่านมาเกือบทั้งหมดศาลจะลงโทษปรับและจำคุก แต่เมื่อจำเลยสารภาพโทษจะลดกึ่งหนึ่ง ดังนั้น โทษจำคุก เท่ากับรอลงอาญา แม้เจตนารมณ์ของกฎหมายโดยเฉพาะ ในทางสากลจะถือว่า เมาขับชนคนตายเป็นพฤติกรรมขับขี่ที่อันตราย (criminal intent) มีโทษหนักมากกว่าคดีประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เช่น ญี่ปุ่นลงโทษจำคุกสูงสุด 15-20 ปีเกือบทุกราย ขณะที่บ้านเราเมาขับชนคนตายถือเป็นฐานความผิดเช่นเดียวกับกฎหมายอาญา ม.291 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปีและปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ทำให้การพิจารณาโทษถูกมองว่าเป็นเพียงความประมาทจึงรอลงอาญานพ.ธนะพงศ์กล่าวด้วยว่า จริงๆแล้วกฎหมายที่มีอยู่ ถ้ากระบวนการตุลาการลงโทษตามสมควรที่กฎหมายกำหนด ไม่รอลงอาญา และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้เจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดการฝ่าฝืนและไม่เห็นว่าเป็นเพียงโทษประมาทไม่มีใครติดคุก คงไม่ต้องประสบกับปัญหาศาลไม่รับฟ้องด้าน พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงมาตรการลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ของรัฐบาล หลังเกิดเหตุเสี่ยเบนซ์เมาขับรถชนรถตำรวจจนเสียชีวิต แต่ศาลไม่รับฟ้องข้อหาเจตนาฆ่าว่า เรื่องของคดีความต้องว่ากันไปตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.กำชับทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือมาตรการต่างๆที่ออกมาเพื่อลดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะเมาไม่ขับ หากแต่ละคนไม่ให้ความสำคัญถึงความปลอดภัย ไม่เห็นความสำคัญของกฎหมายและมาตรการ ต่างๆที่ออกมา มองว่าสามารถหลบหลีกหรือหลีกเลี่ยงได้ จะทำให้การลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ไม่เป็นผลส่วน พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ตอบคำถามกรณีเสี่ยเบนซ์เมาขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ต่อมาศาลพิจารณาแล้วไม่สามารถรับฟ้องข้อหาฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยเจตนาและพยายามฆ่าตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่นำมาใช้ลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ พล.ท.คงชีพกล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม เน้นย้ำเรื่องการบังคับใช้กฎหมายสูงสุดในโทษเมาแล้วขับ ดังนั้น กรณีไม่เข้าข่ายเจตนาฆ่า แต่จะบังคับใช้กฎหมายโทษสูงสุดกับคนเมาแล้วขับกรณีที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการข้อหาสูงสุดคือ ติดคุกและไม่มีการยอมความอะไรทั้งสิ้น ถือว่าเป็นมาตรการที่รุนแรง กรณีดังกล่าว แม้ศาลพิจารณาว่า ไม่เข้าข่ายว่าเจตนาฆ่าแต่ผู้ก่อเหตุ ต้องได้รับโทษสูงสุดแน่นอน ขอทำความเข้าใจว่าหาก กฎหมายไม่คร่อมเรื่องของเจตนาฆ่าถือว่าเป็นไปตามนั้น แต่ต้องได้รับโทษสูงสุดข้อหาเมาแล้วขับอยู่ดี“เชื่อว่าวันนี้ยังไม่ถึงขั้นที่เราต้องใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาและแทรกแซงกระบวนการกฎหมายหลัก แต่ย้ำว่าเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายสูงสุดอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การป้องกันเรื่องดังกล่าว หน่วยงานภาครัฐพยายามเร่งแก้ปัญหา และนำสถิติเก่าหาแนวทางป้องกันในอนาคต แต่ส่วนหนึ่งที่อยากฝากย้ำคือ การที่ประชาชนเองต้องมีจิตสำนึกการเฝ้าระวังอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นเช่นกัน” พล.ท.คงชีพกล่าว